bg-single

ประวัติศาสตร์ศิลปะไทยสำนักศิลปากร ยุคต้นสงครามเย็น (6)

28.11.2024

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

 

ประวัติศาสตร์ศิลปะไทยสำนักศิลปากร

ยุคต้นสงครามเย็น (6)

 

เป็นที่ทราบดีนะครับว่า งานเขียนประวัติศาสตร์ศิลปะไทยในทศวรรษ 2480 พยายามอย่างยิ่งที่จะขยายเพดานความเก่าแก่ของชนชาติไทยให้ถอยกลับไปไกลหลายพันปีก่อน และอยากขยายอาณาจักรไทยให้กว้างไกลไปจนถึงเทือกเขาอัลไต, จีนตอนใต้, ครอบคลุมอาณาบริเวณเกือบทั้งหมดของแหลมอินโดจีน

ด้วยเป้าหมายแฝงทางการเมืองเช่นนี้ โบราณวัตถุสถานทั้งหลายในขอบเขต “มหาอาณาจักรไทย” จึงถูกอธิบายให้เป็นผลงานการสร้างสรรค์ของคนไทย ซึ่งแนวคิดดังกล่าวหลายส่วนยังได้รับการสืบทอดต่อมาในงานเขียนช่วงทศวรรษที่ 2490

เช่น มีการเสนอว่า “จิ๋นซีฮ่องเต้” เป็นคนเชื้อสายเผ่าไทยเดิม และกำแพงเมืองจีนคือผลงานก่อสร้างของคนไทยมิใช่ของคนจีน (ดูข้อเสนอนี้ใน ประภาศิริ, “เรื่องไทยและกรุงสุโขทัย,” ศิลปากร ปี 3 เล่ม 6 (เม.ย. 2493) : 46-50.)

หรือข้อเสนอที่ว่า ใบหน้าของพระพุทธรูป “ศิลปะทวารวดี” แสดงถึงเค้าโครงใบหน้าของคนชนชาติไทยอย่างชัดเจน ดังนั้น ศิลปะทวารวดีจึงถูกสร้างขึ้นโดยคนไทยมิใช่มอญ

หรือแม้กระทั่งการอธิบายว่า ภาพจำหลักหินอันโด่งดังที่ปราสาทนครวัดที่มีจารึกว่า “กองทัพเสียมกุก” ก็เป็นฝีมือคนไทยไม่ใช่ขอม

และไปไกลจนถึงข้อเสนอที่ว่า “ขอม” คือชนชาติที่สูญหายไปแล้วซึ่งไม่ใช่คน “เขมร” ในปัจจุบัน ซึ่งการอธิบายเช่นนี้ก็เพื่อที่จะบอกว่าปราสาทหินทั้งหลายนั้นไม่ใช่ของคนเขมร (ดูเพิ่มในหนังสือของ น. ณ ปากน้ำ เรื่อง ความงามของศิลปะไทย)

ตัวอย่างเพียงบางส่วนข้างต้น คือการอธิบายประวัติศาสตร์ศิลปะเพื่อแสดงให้เห็นว่าชนชาติไทยนั้นเก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค เป็นการอธิบายศิลปะบนรากเหง้าทางอุดมการณ์แบบมหาอาณาจักรไทยที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของแนวคิดชาตินิยมแบบเชื้อชาตินิยมสุดโต่ง ที่ยังคงมีพลังตกค้างข้ามยุคสมัยมาจนถึงยุคต้นสงครามเย็น

วารสาร “โบราณคดี” ฉบับปฐมฤกษ์ พ.ศ.2509
ที่มาภาพ : เว็บไซต์ Museum Siam

แต่ถ้าเรามองงานเขียนของ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล กลับพบว่า งานของพระองค์ปฏิเสธแนวคิดดังกล่าว

ในบทความเรื่อง “หลักการค้นคว้าวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์” ตีพิมพ์ในวารสาร “โบราณคดี” ฉบับปฐมฤกษ์ ทรงอธิบายในประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า

“…ภาษาพื้นมืองที่ใช้ในจารึกจึงสำคัญมากเพราะเป็นเครื่องส่อให้เห็นว่าในขณะนั้นประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นที่ค้นพบจารึกเหล่านั้นส่วนใหญ่พูดภาษาอะไร และด้วยเหตุนี้เองนักปราชญ์หลายท่านจึงลงความเห็นว่าประชาชนแห่งอาณาจักรทวารวดีเป็นมอญ เพราะเหตุว่าได้ค้นพบศิลาจารึกภาษามอญโบราณ…การที่จะใช้ตำนานหรือจดหมายเหตุที่แต่งขึ้นในสมัยหลังอ้างว่าประชาชนในอาณาจักรทวารวดีและหริภุญชัยเป็นไทยนั้น หาเป็นการเพียงพอที่จะลบล้างหลักฐานอันดับ 1 คือจารึกได้ไม่…เรื่องอำนาจของขอมที่แผ่เข้ามาปกครองดินแดนที่เป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางของประเทศไทย ตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ 18 นั้น เรื่องนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่มีทางที่จะโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นไปได้…ก็เมื่อหลักฐานทั้งทางด้านจารึกและโบราณวัตถุสถานอันเป็นลำดับ 1 ทั้งสิ้นรับรองต้องกันอย่างมั่นคงเช่นนี้แล้ว จะไม่ให้เชื่อถือว่าขณะนั้นอำนาจของขอมได้แผ่เข้ามาในประเทศไทยอย่างไรได้…คำว่า ‘ขอม’ และ ‘เขมร’ นั้น ข้าพเจ้าเห็นว่ามีความหมายเท่ากับคำว่า ‘สยาม’ กับ ‘ไทย’ นั้นเอง คือคำว่า ‘ขอม’ เป็นคำที่ชนชาติอื่นโดยเฉพาะชนชาติไทยใช้เรียก ส่วนคำว่า ‘เขมร’ นั้น เป็นคำที่เขาเรียกตัวของเขาเอง จนปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าก็ยังไม่เห็นมีท่านผู้ใดสามารถใช้หลักฐานอันดับ 1 เป็นต้นว่าจารึกมายืนยันได้เลยว่า ‘ขอม’ กับ ‘เขมร’ นั้นเป็นคนละเชื้อชาติ…” (อ้างถึงใน ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล, “หลักการค้นคว้าวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์,” โบราณคดี ฉบับปฐมฤกษ์)

ตัวอย่างนี้แสดงว่า ในด้านหนึ่งแม้จะไม่ทรงยอมเลิกใช้คำว่า “ศิลปะลพบุรี” ในงานเขียนหลายชิ้นของพระองค์ (ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกโจมตีมากจากนักวิชาการฝ่ายก้าวหน้า) แต่ก็ไม่ทรงยอมที่จะไปไกลขนาดที่จะไม่ยอมรับการมีอยู่ของศิลปะเขมรในดินแดนไทยเลย

และแม้ว่าข้อเขียนของพระองค์คืองานเขียนแนวทางชาตินิยมอย่างแน่นอน แต่ก็เป็นชาตินิยมที่ไม่สุดโต่งขนาดอ้างความเก่าแก่ของชนชาติไทยผ่านศิลปะทวารวดีด้วยวิธีการสังเกตใบหน้าว่าคล้ายคนไทยปัจจุบัน

วารสาร “โบราณคดี” ปีที่ 7 ฉบับ 2 พ.ศ.2520 ตีพิมพ์บทความที่ตั้งคำถามต่อทฤษฎีคนไทยอพยพมาจากเทือกเขาอัลไต
ที่มาภาพ : เว็บไซต์ siambook.net

และจากงานพระนิพนธ์หลายชิ้นเราจะเห็นอีกว่า ทรงแย้งความเห็นนักวิชาการหลายท่านที่ชอบยกให้งานศิลปะโบราณในประเทศไทยทุกอย่างสร้างด้วยคนไทยอยู่เสมอๆ เช่น ในบทบรรณาธิการวารสาร “โบราณคดี” พ.ศ.2511 ที่มีพระนิพนธ์ติงเรื่องนี้ว่า

“…หลายครั้งที่เราได้ยินว่า นั้นเป็นของไทยโดยแท้ นี้เป็นของไทยคิดขึ้นมาเอง โน้นเป็นของคนไทยมีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ คำกล่าวดังนี้ บางครั้งก็ผิด เพราะหลายสิ่งหล่านั้นเรารับแบบอย่างมาจากอินเดียบ้าง จีนบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมดา แต่เมื่อเกิดความเชื่ออย่างฝังหัวว่าโน่นก็ไทย นี่ก็ไทย แทนที่จะเกิดคุณประโยชน์ก็กลับจะเป็นโทษเสียอีก…” (อ้างถึงใน ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล, “บทบรรณาธิการ,” โบราณคดี ปี 2 ฉบับ 1 (ก.ค.-ก.ย. 2511)

กรณีที่น่าสนใจที่สุดคือ ประเด็นคนไทยมาจาก “เทือกเขาอัลไต” ซึ่งเป็นทฤษฎีที่เชื่อถือกันมากในช่วงทศวรรษ 2480 และส่งอิทธิพลมาแม้จนถึงปัจจุบัน (แม้ว่าจะเสื่อมคลายลงไปมากแล้วก็ตาม)

น่าสังเกตนะครับว่า วารสาร “โบราณคดี” แทบจะเป็นฉบับแรกๆ ที่เริ่มเสนอความเห็นแย้ง และชี้ให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาทบทวนทฤษฎีนี้ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2520

โดยในฉบับดังกล่าว หน้าปกวารสารโปรยตัวอักษรบนปกว่า “รายงานขุดค้นที่อัลไต : ไม่มีข่าวจากคนไทยในอาณาจักรอ้ายลาว” พร้อมทั้งลงบทความแปลรายงานการขุดค้นบริเวณเทือกเขาอัลไตของ M. I. Artamonov ที่แสดงว่า อัลไตมิได้มีความสัมพันธ์อะไรกับคนไทยแต่อย่างใด

แม้บรรณาธิการในยุคสมัยนั้นได้เปลี่ยนจาก ม.จ.สุภัทรดิศ มาเป็น ประทีป ชุมพล แล้วก็ตาม แต่พระองค์ก็ยังทรงเป็นที่ปรึกษาและมีบทความตีพิมพ์อยู่ในวารสารเสมอ ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ทรงรับทราบการเล่นประเด็นนี้ของวารสารสู่สาธารณะ

 

ทฤษฎีว่าด้วยอาณาจักรน่านเจ้าเป็นอีกตัวอย่างที่พระองค์เสนอความเห็นให้มีการทบทวน โดยในหนังสือ “ศิลปสุโขทัย” ของพระองค์มีพระนิพนธ์ความตอนหนึ่งว่า

“…เชื่อกันว่าชนชาติไทยคงอพยพลงมาจากภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน…อย่างไรก็ดี ประวัติศาสตร์ตอนนี้ยังไม่อาจทราบได้อย่างแน่นอน เราะส่วนใหญ่ปรากฏอยู่ในตำนานพื้นเมืองและนิยายซึ่งเขียนขึ้นในชั้นหลังเป็นพื้น…” (อ้างถึงใน ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล, ศิลปสุโขทัย หน้า 7)

และในบันทึกฉบับหนึ่งที่เก็บรักษาอยู่ที่ห้องสมุด ศ.ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ได้ทรงอ้างถึงงานของนักวิชาการต่างชาติเอาไว้ว่า

“…ชนชาติไทยลงมาจากทางตอนใต้ของประเทศจีน แต่ลงมาจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน และอาณาจักรน่านเจ้านั้นไม่ใช่ของชนชาติไทย…” (อ้างถึงใน ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล, คอลัมน์ตอบปัญหาเกี่ยวกับศิลปะ หมายเลขแฟ้ม 003 หมวดเอกสารต้นฉบับ ห้องสมุด ศ.ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล)

ความเห็นที่ต่างออกไปต่อกรณีอาณาจักรน่านเจ้า เป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่งของกระแส “ชาตินิยมสายกลาง” ที่เกิดขึ้นในยุคสงครามเย็น

ซึ่งมิได้พบเพียงแค่ในงานเขียนประวัติศาสตร์ศิลปะเท่านั้น แต่ในงานเขียนประวัติศาสตร์ของนักวิชาการท่านอื่นก็ปรากฏความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ดังที่ สายชล สัตยานุรักษ์ เคยเสนอในหนังสือ 10 ปัญญาชนสยาม เล่ม 2 ปัญญาชนหลังการปฏิวัติ 2475 ไว้ว่า ทศวรรษที่ 2500 พระยาอนุมานราชธนเองเมื่อกล่าวถึงน่านเจ้าก็มิได้มุ่งปลุกเร้าความรู้สึกชาตินิยมในลักษณะที่เน้นย้ำว่าเป็นอาณาจักรของคนเชื้อชาติไทยแบบในทศวรรษ 2480 อีกต่อไป

แน่นอนนะครับว่า “สำนักศิลปากร” โดย ม.จ.สุภัทรดิศ ยังทรงเชื่อแน่ว่า คนไทยเพิ่งอพยพเคลื่อนย้ายมาสู่ดินแดนไทยและประกาศเอกราชจากขอมเมื่อราว พ.ศ.1600 เป็นต้นมา

แต่พระองค์ก็แทบไม่เคยมีพระนิพนธ์ที่พูดถึงอาณาจักรไทยที่ยิ่งใหญ่ดั้งเดิมในจีนตามแบบทฤษฎีมหาอาณาจักรไทยเลย

 

ด้วยตัวอย่างที่ยกมาพอสังเขป ทำให้เราน่าจะพอจะมองเห็นได้ว่า งานเขียนประวัติศาสตร์ศิลปะ “สำนักศิลปากร” ในด้านที่สำคัญด้านหนึ่งจึงเป็นงานที่เกิดขึ้นโดยมีลักษณะ “ไม่เห็นด้วย” กับความคิดชาตินิยมสุดโต่งตามแบบทศวรรษ 2480

ซึ่งทำให้เราอาจเรียกงานเขียนประวัติศาสตร์ศิลปะ “สำนักศิลปากร” ได้ว่าเป็นงานเขียนประวัติศาสตร์ศิลปะไทยแบบ “ชาตินิยมสายกลาง”

หรือหากใช้คำตาม Dean Acheson ก็คือเป็นงานเขียนแบบ “ชาตินิยมที่แท้จริง” นั่นเอง

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘กรมวิชาการเกษตร’ ยัน ’กะเพรา‘ ปลูกกินได้ ขายได้ปกติ การจดทะเบียนคุ้มครองแค่ที่วิจัยเพิ่มเท่านั้น
โลกเปลี่ยนแล้ว ถึงเวลาปฏิรูป ‘ประเสริฐ’ เตรียมขึ้นเวที Thailand Education Next for All ระดมความคิดสร้างการศึกษาไทยยุคใหม่
7 ศาสตราจารย์จี้อธิการบดี มช. ทบทวนสอบงานวิจัยเมืองฮอด หลังพบเนื้อหา-ข้อมูลภาคสนาม-คำผิดซ้ำในหนังสืออีกชุด
หล่มสงครามกัมพูชา ! | สุรชาติ บำรุงสุข
พาไปรู้จัก สะพานซ่อม 3ปี ยังไม่เสร็จ คนเดือดร้อนทั้งจังหวัด ล่าสุดคนขับรถตกพังยับเยิน
E-DUANG | บทบาท รัฐบาล ภูมิใจไทย การปกป้อง “กล่องดวงใจ”
“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)