bg-single

โสเภณีไทย-โสเภณีจีน (1)

23.12.2024

แม้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า ‘โสเภณีในเมืองไทย’ เริ่มมีตั้งแต่เมื่อใด แต่ใน “กฎหมายตราสามดวง” สมัยอยุธยา ชำระใหม่สมัยรัตนโกสินทร์ บันทึกเกี่ยวกับ ‘โสเภณี’ หรือ ‘หญิงนครโสเภณี’ เอาไว้หลายที่ ระบุว่า ถึงจะเป็นหญิงโสเภณีก็มีชายนำไปเลี้ยงดูอยู่กินเป็นเมีย เช่น ‘พระไอยการลักษณผัวเมีย’ มีข้อความว่า

“๏ มาตราหนึ่งชายใดสู่ขอเอาหญิงคนขับคนรำเทียวขอทานเลี้ยงชิวิตรแลหญิงนคระโสเพนีมาเลี้ยงเปนเมีย” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ในส่วนที่เป็น ‘พระราชบัญญัติ’ ก็เช่นเดียวกัน

“แลพันไกรมือเพชเอาอีมีคนนครโสเภนีเปนภรรยา” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

‘โสเภณี’ ไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมไทย หนังสือ “ประวัติศาสตร์แห่งพระราชอาณาจักรสยาม” ซึ่งเป็นเรื่องราวของประเทศไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา รวบรวมโดยนายฟรังซัวส์ อังรี ตุรแปง นายปอล ซาเวียร์ เป็นผู้แปล (กรมศิลปากร จัดพิมพ์ พ.ศ.2530) มีข้อความตอนหนึ่งว่า

“ในประเทศสยาม สถานที่มั่วสุมสาธารณะถูกห้ามไม่ให้มีอย่างเคร่งครัด กฎหมายสั่งให้ทำลายบ้านโสเภณี ในประเทศสยามไม่มีหญิงไร้ยางอายที่ทำการค้าเสน่ห์ และอยู่ในที่สาธารณะเพื่อเย้ายวนเยาวชนหัวเบา หรือคนชราที่ช่ำชองในเรื่องสำมะเลเทเมา ถ้าพิสูจน์ได้ว่าหญิงเสเพลคนใดคนหนึ่งประพฤติเป็นโสเภณี ก็จะถูกพาตระเวนไปทั่วเมือง ร่างกายล่อนจ้อน และถูกแต้มเป็นจุดขาวๆ ทั่วตัว มีคนเดินสั่นกระดิ่งไปข้างหน้าเธอเพื่อเตือนคนทั้งหลายให้รู้ถึงความเหลวแหลกในชีวิตของเธอ และเพื่อก่อให้เกิดความสยดสยองแก่บรรดาหญิงที่มีความโน้มเอียงไปในทางจะเอาอย่างเธอ”

 

น่าสังเกตว่านอกจากตัวโสเภณีเองจะไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมไทยแล้ว เชื้อสายของโสเภณีและหญิงที่มีอะไรๆ ลึกซึ้งกับทาสชายยังเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของผู้คน มีคำเรียกขานเฉพาะว่า ‘คนอนาจาร’ ทำงานใช้แรงงานเป็นหลัก ดังตอนหนึ่งจากวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์เรื่อง “นางนพมาศ”*

“อันว่าฝ่ายสัตรีภาพนั้น แม้เปนคนบริบูรณ์ด้วยทรัพย์ ผู้ใดน้ำจิตรโลเลลุอำนาจแก่กามคุณ ไปร่วมสังวาศด้วยบุรุษสินจ้างสินถ่าย ซึ่งใช้สอยการงานในบ้านเรือนก็ดี แลเปนหญิงงามเมืองก็ดี อันบุตรธิดาของหญิงสองจำพวกนี้ มหาชนมีความรังเกียจนัก เรียกว่าคนอนาจาร ย่อมจ้างถ่ายไปใช้เปนคนเลี้ยงช้างม้าโคกระบือ ซักตากผ้าผ่อนเก่าเสียโดยมาก” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

(*เรื่อง “นางนพมาศ” แต่เดิมเชื่อกันว่าเป็นวรรณคดีสมัยสุโขทัย ปัจจุบันนักวิชาการเห็นพ้องกับพระดำริของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่าเป็นวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ เนื่องจากถ้อยคำสำนวนภาษาที่ใช้ใหม่เกินกว่าสมัยสุโขทัยและอยุธยา อีกทั้งเนื้อหาไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เช่น กล่าวถึงเรื่องปืนใหญ่ และชนชาติต่างๆ ที่เข้ามาในประเทศไทย เรื่องเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้นในสมัยสุโขทัย)

 

อย่างไรก็ดี ในสมัยกรุงศรีอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช “จดหมายเหตุ ลาลูแบร์ พระราชอาณาจักรสยาม” (ฉบับ สันต์ ท. โกมลบุตร แปล) ถึงกับระบุว่า ชายเจ้าของเงินมีเป้าหมายที่จะให้ลูกสาวขุนนางที่ตนซื้อมาจากผู้เป็นบิดาไปค้าประเวณีตามที่ตนต้องการ (รายละเอียดมีในเรื่อง ‘โสเภณี’ ตอนที่แล้ว) ทั้งยังสามารถนำหญิงและเด็กเหล่านั้นมาฝึกฝนเรียนรู้วิธีการเป็นโสเภณีก่อนปฏิบัติจริง แม้ชายผู้นี้จะมีพฤติกรรมต่ำทรามเพียงใดก็ตาม แต่มียศถาบรรดาศักดิ์พอตัว

ดังที่ มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ กล่าวถึงด้วยถ้อยคำแสดงความชิงชังอย่างแรงกล้า

“ขอให้สำเหนียกไว้อย่างหนึ่งด้วยว่า บรรดาผู้ที่มีบรรดาศักดิ์สูงนั้นหาใช่เจ้าใหญ่นายโตเสมอไปไม่ เช่น เจ้ามนุษย์อัปรีย์ที่ซื้อผู้หญิงและเด็กสาวมาฝึกให้เป็นหญิงนครโสเภณีคนนั้น ก็ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ออกญา เรียกกันว่า ออกญามีน (Oc – ya – Meen) เป็นบุคคลที่ได้รับการดูถูกดูแคลนมากที่สุด มีแต่พวกหนุ่มลามก**เท่านั้นที่ไปติดต่อด้วย”

(**คำว่า ‘ลามก’ มีความหมายรุนแรงมาก หมายถึง หยาบช้า หยาบโลน, อันเป็นที่น่ารังเกียจของคนดีมีศีลธรรม)

 

ไม่เพียงแต่สมัยอยุธยาจะมี ‘โรงรับจ้างทำชำเราแก่บุรุษ’ ที่ตลาดบ้านจีนถึง 4 โรง

สมัยรัตนโกสินทร์ก็มี ใช้ชื่อว่า ‘โรงคนชั่ว’ ดังจะเห็นได้จาก “ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4” 278 ประกาศพิกัดภาษีเรือตึกแพโรงร้าน ณ วันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น 1 ค่ำ ปีขาลอัฐศก บันทึกว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นใจราษฎรที่ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกเว้น เช่น เมื่อราษฎรนำเรือบรรทุกสินค้ามาไว้ขายที่โรงร้านตึกแพ และเสียภาษีเช่าที่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเสียภาษีเรือเร่จรอีก แต่สำหรับโรงตึกแพที่ให้เช่าประกอบการต่อไปนี้ ให้เก็บภาษีตามอัตราที่กำหนดไว้

“แลโรงร้านตึกแพที่ไว้สินค้าให้เช่าตั้งบ่อนเล่นเบี้ยเขียนหวยแลโรงคนชั่ว ให้ทำกำหนดตามพิกัดภาษีตีพิมพ์…ฯลฯ…ตึกโรงร้านแลที่ให้เช่าไว้สินค้าตั้งบ่อนเล่นเบี้ยเขียนหวยแลคนเช่าอยู่ แลโรงคนชั่วในท้องที่ลาดตระเวนให้เรียกภาษีค่าเช่า ๑๒ ชักหนึ่งกึ่ง คือ ๑๒ ตำลึง ชัก ๖ บาท”

สถานที่เหล่านี้ยืนยันว่า ‘โสเภณี’ และ ‘โรงโสเภณี’ หรือ ‘ซ่องโสเภณี’ มีอยู่จริงในสังคมไทยมานานหลายร้อยปี เป็นกิจการที่มีเจ้าของและผู้ให้บริการในสังกัด หญิงที่ขายบริการทางเพศเป็นอิสระส่วนตัวก็คงมี

ดังกรณีของ ‘อีมี’ ที่ ‘รับว่าเปนคนนครโสเภนีต้นสาเก’ (กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 1)

 

‘สําเพ็ง’ กับ ‘โสเภณี’ เกี่ยวพันกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 (รายละเอียดมีในเรื่อง ‘โสเภณี’ ตอนที่แล้ว)

หนังสือ “อักขราภิธานศรับท์” ของหมอบรัดเลย์ สมัยรัชกาลที่ 5 อธิบายคำว่า ‘สำเพ็ง’ ไว้ ดังนี้

“, เปนชื่อตำบลหนึ่งอยู่ใต้กรุงเทพฯ ประมาณสิบเส้นเปนตลาดมีพวกจีนอยู่มากนั้น.”

ที่นี่จอแจขนาดไหน “นิราศชมตลาดสำเพ็ง” ของ นายบุษย์ แต่งสมัยรัชกาลที่ 6 (อักขรวิธีตามต้นฉบับ) ช่วยให้มองเห็นภาพการค้าย่านนี้ได้ถนัดชัดเจน

“มีร้านรายขายสินค้าสาระพัด ออกเยียดยัดครื้นคฤกล้วนตึกเก๋ง

พวกแม่ค้าพูดมากฝีปากเร็ง ออกแซ่เซ็งร้องขานประสานกัน

ร้านจีนแสขายยาพ่อค้าใหญ่ ยาจีนไทยสารพัดที่จัดสรร”

ฯ ล ฯ

“…………………………………….. ชมตลาดแถวทางที่วางขาย

ทั้งเครื่องแก้วเครื่องขวัญพรรณราย ดูเหลือหลายที่จะจำทำสารา

คนควักไขว่ไปมาเที่ยวหาของ บ้างขึ้นล่องอึงอื้อเที่ยวซื้อหา

ที่ต่อตกยกให้ได้ราคา สาวแม่ค้านวลนางสำอางกาย”

ถึงสำเพ็งจะเป็นย่านค้าขายของคนจีน แต่คนไทยเป็นลูกค้าที่ต่อให้ถนนแคบแค่ไหนก็ไปถึง ตอนนี้ยิ่งแยกจีนไทยไม่ออกเพราะทรงผมเป็นเหตุ

“ท้องสำเพ็งเก๋งตั้งออกนั่งร้าน ข้ามสพานเจ๊กผ่อนั้นต่อไป

ถนนเล็กเจ๊กไทยออกไขว้เขว เดินปนเปหลีกกระทบหลบไม่ไหว

สุดสังเกตเหตุผลเจ๊กปนไทย ใครเปนใครมิได้แน่ด้วยแปรปรวน

ไสมยใหม่ไขว้เขวทำเลเสีย จีนตัดเปียเปนไทยเหลือไต่สวน

มาเกิดมีวิปริตผิดกระบวน กลับผันผวนผิดชาติ์ประหลาดใจ”

ฉบับนี้แค่ ‘เฉียด’ สำเพ็ง ฉบับหน้า ‘ถึง’ สำเพ็งแน่ •

 

จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร

 

 

 

 

 

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน
Sleepmaxxing โรคบ้านอน
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (25)
E-DUANG | สถานะ ธรรมนัส พรหมเผ่า สถานะ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์
“วัชระพล” เร่งแก้น้ำเน่าคลองระพีพัฒน์ 2 ไม่นิ่งนอนใจปัญหา ปชช.หลังปลาตายจำนวนมาก คาดสถานการณ์ดีขึ้นใน 1-2 วัน
“พิชัย” ชื่นชมความสำเร็จของการประชุม IMF–World Bank 2026 ชี้รัฐบาลต้องสานต่อเพื่อประโยชน์สูงสุด แนะเร่งแก้ 4 ความท้าทายเศรษฐกิจไทย
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
50 ปี 6 ตุลา (7) เหยี่ยว พิราบ และโดมิโน
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (จบ)
50 ปี 6 ตุลา : จังหวะของประวัติศาสตร์ และการจรรโลงความรู้สึก