bg-single

พื้นที่แห่งความเกลียดชังเขมร กับประวัติสื่อมวลชนไทยที่ร่วมสร้าง

15.10.2025

Cityzense | ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

พื้นที่แห่งความเกลียดชังเขมร

กับประวัติสื่อมวลชนไทยที่ร่วมสร้าง

ไม่กี่วันมานี้ รายการเล่าข่าวชื่อดังของเมืองไทย ได้นำสำเนียงเขมรมาล้อเลียนออกรายการโทรทัศน์ ท่ามกลางกระแสเกลียดชังเพื่อนบ้านที่คุกรุ่นมาหลายเดือนนับจากความขัดแย้งและความรุนแรงที่สาดใส่กันอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเอาง่ายๆ อาจเป็นเพราะความสูญเสียของพลเรือนและทหารที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ยิ่งเร้าอารมณ์ความรู้สึกผู้คนได้ง่ายดาย คือ เมื่อคนพร้อมเสพดราม่า สื่อก็พร้อมจะโต้กระแสคลื่นแห่งอารมณ์นี้ไปด้วย

ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นโดยไร้ที่มาที่ไป อันที่จริงคนไทยอาจคุ้นเคยกับการที่สื่อมวลชนทำหน้าที่ผู้พิพากษาหรือ “ศาลเตี้ย” ทางหน้าสื่อมานานแล้ว

หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคงไม่พ้นกับพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์หัวสีทั้งหลายที่เตะตาเรียกร้องให้ผู้อ่านสนใจมาตั้งแต่ทศวรรษ 2490 เป็นอย่างช้า เพราะข่าวยิ่งบันเทิง ยิ่งแปลก ยิ่งสนุกสนาน (ตราบที่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของตัวเองและครอบครัว) ยิ่งขายได้ โดยเฉพาะการเล่นคำศัพท์ และภาพประกอบแรงๆ ในพาดหัวข่าว ไม่ว่าจะเป็นข่าวอาชญากรรม หรือการเมือง

แต่เมื่อมีสิ่งที่เรียกว่าวิชาการวิชาชีพสื่อมวลชนเริ่มตั้งไข่ในเมืองไทย การเรียกร้องหาบทบาทของสื่อที่ควรจะเป็นจึงพอจะเป็นที่รู้จักกันอยู่บ้าง กระนั้น สื่อมวลชนก็มักจะแพ้ “เสียงในหัว” ข้ามสิ่งที่ควรจะทำไปชี้นำและชี้ผิดชี้ถูกเสมอ เห็นได้ชัดจากความนิยมในการตั้ง “ฉายา” ให้กับผู้ต้องสงสัย หรือกับการใช้ชื่อผู้ต้องสงสัยเป็น “กิริยา” ของการกระทำอาชญากรรมราวกับว่าเป็นการสร้างแบรนด์ให้กับอาชญากรที่ถูกตัดสินไปแล้วโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมใดๆ ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์

ผู้เขียนนึกถึง คำพิพากษา (2524) ของ ชาติ กอบจิตติ วรรณกรรมชื่อดังที่ถูกทำเป็นละครโทรทัศน์ในปี 2527 เป็นหนังในปี 2532 และปี 2547 ในชื่อเรื่อง ไอ้ฟัก ฟัก ผู้เคยเป็นเณรฟักผู้เป็นที่รักที่เอ็นดูของชาวบ้านและดูเป็นความหวังหากจะบวชต่อเป็นพระภิกษุ แต่ด้วยความกตัญญูเขาตัดสินใจสึกออกมาดูแลพ่อที่ป่วย เมื่อพ่อของฟักตายลง การที่อยู่ร่วมชายคากับสมทรง แม่เลี้ยงที่เป็นบ้า จึงตกเป็นที่ครหาว่าเอาเมียพ่อมาเป็นเมียตัวเอง นอกจากนั้นการรับช่วงเป็นภารโรงที่ต้อยต่ำ ยังกลับสถานภาพจากที่เคยสูงส่งมาเป็นคนที่สถานะต่ำกว่าชาวบ้านด้วยซ้ำ

อาการของสมทรงและความเข้าใจผิดของชาวบ้านทำให้ฟักหาทางออกด้วยการเข้าหาเหล้า ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เขายังถูกโกงเงินเก็บก้อนสุดท้ายจากครูใหญ่ คราวนี้จะเรียกร้องความเป็นธรรมอย่างไรก็ยากแล้ว เพราะไอ้ฟักไม่มีเครดิตจะไปสู้ครูใหญ่ที่มีภาพลักษณ์ที่ดีกว่า เรื่องราวจบลงสะท้อนสภาพสังคมไทยที่คนด้อยอำนาจ และไร้เสียงกลายเป็นผู้ลงนรก

หน้าหนังสือพิมพ์เป็นพื้นที่มีสีสัน และถูกสาดสีใส่ไข่อย่างเต็มที่เมื่อเทียบกับสื่อประเภทอื่น ศิลปะการเร้าอารมณ์ผู้คนด้วยการพาดหัวข่าวเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นข่าวอาชญากรรม การเมือง เศรษฐกิจ หรืออื่นๆ ต่างไปจากโทรทัศน์สมัยก่อน จะด้วยการถูกควบคุมด้วย กบว. หรือเพราะขนบการทำข่าวก็แล้วแต่ เป็นอันว่าข่าวโทรทัศน์ไม่ค่อยมีส่วนเล่นบทบาทที่หวือหวามากนัก

ไม่ใช่ว่าโทรทัศน์จะเป็นพื้นที่สงบเรียบร้อย ในทางตรงกันข้าม ละครโทรทัศน์เป็นผู้เล่นบทนี้ได้ตรงไปตรงมามากกว่า โดยเฉพาะการเล่นกับอารมณ์ของผู้ชม มีผู้วิจารณ์สังคมไทยไว้ว่า มันก็คือ ภาพสะท้อนของละครน้ำเน่าเหล่านั้นนั่นแหละ รักแรง เกลียดแรง นิยมเสพความรุนแรงที่ตัวละครต้องลงไม้ลงมือ ถึงมือถึงตีน ตบได้ตบ ถีบได้ถีบ ความนิยมของละครดังกล่าวจึงเป็นการตอบสนองความต้องการเสพเรื่องราวเหล่านั้นอยู่แล้ว ละครเช่นนี้ตัวละครมีความขาวดำ ดีชั่วอยู่อย่างชัดเจน และแน่นอนว่ามุมนี้ ผู้ชมยังไงก็ต้องเป็นฝั่งพระเอกหรือนางเอก คงไม่มีใครอยากเป็นตัวร้ายแบบหญิงเล็ก คิดว่าตัวเองเป็นพจมาน หรืออยู่ข้างพจมานแห่งบ้านทรายทองกันทั้งนั้น

พอมาถึงยุครายการโทรทัศน์เล่าข่าวจากหนังสือพิมพ์ ข่าวโทรทัศน์เริ่มกลายเป็นสินค้าที่เร้าอารมณ์มากยิ่งขึ้นช่วงกลางทศวรรษ 2540 การอ่านพาดหัวข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์เริ่มกลายเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตาม ขนบของการเล่าข่าวนั้นอาจมากับการเล่าข่าวผ่านรายการวิทยุ คนรุ่นก่อนอาจจะรู้จัก ปรีชา ทรัพย์โสภา ที่เล่าข่าวผ่านวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ทุกเช้า เช่นเดียวกับรายการวิทยุอื่นๆ ที่เริ่มเติบโตมาพร้อมกับผู้ฟังและสปอนเซอร์ เมื่อช่วงปลายทศวรรษ 2530 ผู้เขียนเคยเปิดวิทยุฟังเพลงทำนั่นนี่จนเผลอหลับไป ตื่นมาอีกทีกลางดึกกลับได้ยินกับการเล่าข่าวอาชญากรรมอันน่าสยดสยองจนลุกไปปิดแทบไม่ทัน

การเล่าข่าวเช่นนี้ช่วยลดความเป็นทางการของสารที่ได้จากสื่อ ซึ่งข่าวโทรทัศน์ก่อนหน้านั้นก็เป็นเช่นนี้ เมื่อรายการเล่าข่าวเป็นรายการโทรทัศน์ การใช้พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์เดินเรื่อง จึงเลี่ยงไม่พ้นที่จะเล่าผ่านข่าวที่เต็มไปด้วยความรุนแรง และรสชาติที่กระตุ้นอารมณ์ทั้งหลาย ตั้งแต่ข่าวอุบัติเหตุ อาชญากรรม รวมไปถึงข่าวการเมือง โดยเฉพาะช่วงที่มีโศกนาฏกรรมใหญ่ๆ ผู้อ่านข่าวทั้งหลายจึงสวมวิญญาณนักเล่านิทานสอนใจไปโดยปริยาย หน้าที่ของพวกเขาไม่ใช่การรายงานข่าวอันน่าเชื่อถือ จากการสืบสวนและสอบทานจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้อีกแล้ว แต่กลายเป็นผู้สร้างความบันเทิงหลากรสจากหน้าหนังสือพิมพ์ที่เป็นข้อมูลที่พวกเขานำมาเล่นต่อได้

ยิ่งหลังการแบ่งขั้วทางการเมือง ความรุนแรงในการเสนอข่าวทางการเมืองก็ยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์ทางการเมือง ม็อบและการประท้วงภายใต้การเมืองแบบมวลชนกลายเป็นเนื้อข่าวที่ถูกนำมาเล่าและฉายภาพสถานการณ์บ้านเมืองตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา

จนมาถึงยุคเสื่อมของสิ่งพิมพ์ใกล้จะปิดฉากอะนาล็อกสมัย โลกโซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทมากขึ้น หน้าจอที่ถูกแคปมาจากเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไลน์หรืออื่นๆ ถูกใช้มาเป็นข้อมูลในการเขียนข่าวเล่าข่าวและทำกันเป็นเรื่องปกติ บัญชีของนักการเมือง ผู้มีชื่อเสียงและดารา กลายเป็นที่มาของข่าว ไม่ว่าจะเป็นข่าวการเมืองหรือบันเทิง พื้นที่กึ่งส่วนตัวเหล่านี้ย่อมฉายความรู้สึกนึกคิดของเจ้าตัวได้อย่างตรงไปตรงมา ยิ่งทำให้ดูน่าเชื่อถือและน่าติดตามมากขึ้นกว่าเดิม

อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงและเทคโนโลยีของกล้องโทรศัพท์มือถือที่ดีขึ้น ก็ทำให้การถ่ายคลิปของคนเดินถนนเป็นไปได้ จากภาพกลายเป็นภาพเคลื่อนไหว การนำคลิปจากมือถือไปออกอากาศโทรทัศน์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับยุคสมัยของการกระจายการครอบครองกล้องวงจรปิดส่วนบุคคลที่มาพร้อมกับราคาที่ถูกลงและเทคโนโลยี นั่นทำให้กล้องในบ้าน และกล้องในรถกลายเป็นอุปกรณ์ที่มีติดบ้านติดรถได้ไม่ยากเลย

ดังนั้น โพสต์ทางบ้านจากคนสามัญที่ไม่เคยมีพื้นที่สื่อ ก็ทำให้ทิศทางและเสียงของข่าวเปลี่ยนไป การเล่าข่าวโทรทัศน์ก็นำคลิปเหล่านี้มาออกอากาศอย่างเป็นเรื่องปกติ บางทีแทบไม่มีการกรองคำพูดหรือภาพที่ไม่ควรเผยแพร่ใดๆ เลย

จึงไม่แปลกที่ความขัดแย้งในชีวิตประจำวันของผู้คนได้กลายเป็น “สินค้า” เพื่อนบ้านทะเลาะกัน, ความรุนแรงบนท้องถนน, เยาวชนตบตีกันในสถานศึกษา ฯลฯ จากที่เคยเป็นการเล่าข่าวผ่านบุคคลที่สาม กลายมาเป็นคลิปที่จริงจัง แม้กระทั่งภาพความโหดร้ายที่มีการฆ่ากันก็นำไปเผยแพร่อย่างไม่ต้องรู้สึกผิดใดๆ เพราะได้ทำการเบลอ หรือเซ็นเซอร์ภาพแล้ว หลายคลิปทำให้ผู้เขียนนึกถึงภาพยนตร์ แอบดูเป็นแอบดูตาย (2534) ที่เป็นภาพยนตร์ที่บันทึกความตายเอาไว้ทั้งแบบจัดฉากและไม่จัดฉาก

ยิ่งมีอินฟลูเอนเซอร์ที่ทยอยเติบโตจากการทำเงินจากช่องของตัวเอง มีผู้ติดตามเรือนแสนเรือนล้านด้วยทักษะการนำเสนอของแต่ละคนที่มีบุคลิกต่างกันไป อินฟูลฯ เหล่านี้ทำเงินได้หลายรูปแบบ แต่หัวใจสำคัญก็คือ ตัวชี้วัดความนิยมและที่มารายได้มาจากการตอบสนองจากผู้ติดตามของเขา หลายครั้งที่อินฟลูฯ เหล่านี้สร้างประเด็นไวรัลอย่างกว้างขวาง รายการเล่าข่าวไม่พลาดอยู่แล้วที่จะใช้เป็นวัตถุดิบ

ภาพที่ออกจากกล้องของเจ้าของบัญชี เสมือนว่าเป็นความจริงที่น่าเชื่อถือและถูกนำมาฉายซ้ำพร้อมกับการเล่าโดยผู้เล่าข่าวนั้น ถูกตีความและขยายความ ทั้งยังทำการตัดสินชี้นำ และพิพากษาไปตามอคติ และทัศนวิสัยที่พวกเขามองเห็นโลก จึงไม่ยากเลยที่ผู้เล่าข่าวจะสร้างตัวละครผู้ร้าย พระเอกขึ้นมา และแน่นอนว่าพวกเขาอยู่ฝั่งพระเอกนางเอก ตัวร้ายมีตั้งแต่ลูกจ๊อกไปจนถึงอาชญากรรมตัวเบ้งจึงควรถูกพิพากษา เมื่อเป็นคนผิดก็สาสมแล้วที่จะถูกลงโทษแม้จะด้วยวิธีการนอกกฎหมายก็ตาม

จึงไม่น่าแปลกใจอะไรในม่านหมอกแห่งความขัดแย้งชายแดนปกคลุมทั้งสองประเทศ อารมณ์ทั้งหลายหลั่งไหลท่วมทับผู้คน ไม่ว่าจะเป็นความเศร้าสลด เสียใจ รวมไปถึงความโกรธแค้นเมื่อได้รับข่าวสาร ซึ่งข่าวสารนั้นมิได้เป็นเพียงแค่รายงานข่าวทั่วไป แต่มาพร้อมกับการสาดความรู้สึกผ่านผู้เล่าข่าว ความขัดแย้งชายแดนที่ไกลแสนไกล ทำให้เรานึกถึงความขัดแย้งของเพื่อนบ้านที่ล้ำแดน รุกที่ดิน บางคนมีประสบการณ์ตรง หลายคนเคยรับรู้ความขัดแย้งนี้ผ่านโทรทัศน์ สงครามชายแดนจึงถูกป้อนผ่านสื่ออย่างไม่เป็นกลาง ตั้งแต่เรื่องเล่าจากกองทัพ รายงานข่าวจากสื่อมวลชน รวมไปถึงคลิปที่ได้มาจากโซเชียลทั้งฝ่ายไทย และเขมร ซึ่งทั้งคู่ต่างบริภาษใส่กันแบบไม่มีเซ็นเซอร์

น้ำเสียงของผู้เล่าข่าวย้ำอยู่เสมอถึงความไว้ใจไม่ได้ และการลำเลิกบุญคุณที่เราเคยมีต่อเขา โดยทั้งมวลอยู่บนพล็อตเรื่องที่ว่า เขมรนั้นเป็น “ฝ่ายผู้ร้าย” และเรานั่นคือ “ฝ่ายพระเอก” ซึ่งมีฮีโร่คือ กองทัพ กระแสความนิยมพุ่งสูงจนกระทั่งพรรคประชาชนเองที่เคยมีจุดขายในการปฏิรูปกองทัพยังต้องแบ่งรับแบ่งสู้สนับสนุน

ความเกลียดชังมิได้มีต่อผู้นำประเทศเท่านั้น แต่มันยังลามไปถึงต่อประชาชนด้วยกันเอง การเหยียดหยามผู้คนด้วยกันและแสดงอคติแพร่กระจายไปอย่างน่าขนลุก รายการข่าวทั้งหลายเติมเชื้อไฟด้วยคลิป และคำบรรยายด้วยการเรียกเขาว่า “มัน” บางครั้งขึ้นไอ้ ขึ้นอี โพสต์ต่างๆ ก็พร้อมจะยกเว้นสิ่งที่เรียกว่ามนุษยธรรมกับชาวเขมรอย่างน่าเป็นห่วง แม้แต่รายการเล่าข่าวใหญ่เองก็ยังพลั้งพลาดด้วยการนำเสนอการเล่าข่าวที่เหยียดสำเนียงและภาษาเขมรจนต้องสำนึกผิด

คลื่นความเกลียดชังนี้ มวลชนก็ส่วนหนึ่ง แต่สื่อมวลชนไทย จะเลี่ยงความรับผิดชอบเหล่านี้คงไม่ได้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน
Sleepmaxxing โรคบ้านอน