บทความพิเศษ | ภาสกร ประมูลวงศ์
Songs in the Key of Life
: กรรมเก่า
แต่ไหนแต่ไร ฝรั่งมีความเชื่อว่าผิวสี หน้าตา รวมถึงรูปพรรณสัณฐานของคนเรานั้นเกิดจากเคราะห์กรรม หรือไม่ก็การทำผิดต่อบทบัญญัติกับพระเจ้าเบื้องบน
จนเวลาผ่านไป ก็ส่งผลลามไปยังเงื่อนไขความเป็นอยู่ของผู้คน การกีดกันเชื้อชาติ การดูแคลนในความต่าง รวมไปถึงข้อจำกัดอีกร้อยแปดพันประการ
ผันผ่านไปหลายร้อยปี สิ่งนั้นถึงจะได้รับการพัฒนาให้เท่าเทียมมากขึ้น
ผมใช้คำว่า “เท่าเทียมมากขึ้น” ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามันจะสาบสูญไปอย่างสิ้นเชิง
การเหยียดสีผิวกินลามไปยังผลกระทบในส่วนอื่นๆ เป็นต้นว่า ความยากจน ความเป็นผู้อพยพต่างถิ่น เรื่อยไปจนถึงความเป็นคนผิวเหลือง
ผมเองเคยโดนจังๆ ที่เมืองวูล์ฟเวอร์แฮมตัน ฝรั่งเมากลุ่มใหญ่มาหยีตาใส่ที่หน้าสนามฟุตบอล หนำซ้ำยังไถเงินพูดจาฟังไม่รู้เรื่อง
ผมแก้ปัญหาด้วยการเดินหนี
“เพราะเป็นแบบนี้ไง อังกฤษถึงเต็มไปด้วยคนด้อยการศึกษาโดยไม่ทันรู้ตัว” เพื่อนคนหนึ่งหล่นความเห็น







ทว่า สิ่งนั้นไม่เคยสร้างปัญหากับไนล์ ร็อดเจอร์ส (Nile Rodgers) ยอดนักดนตรี/โปรดิวเซอร์ผิวสีระดับจักรวาล ผู้แจ้งเกิดให้กับมาดอนน่า เดวิด โบวี่ เรื่อยไปจนถึงดัฟฟ์พังก์
เขาไม่เคยยี่หระให้กับประเด็นเหล่านี้เพราะเขาคิดว่ามันไร้สาระสิ้นดี
แม้จะโด่งดังกับเพลงฟังก์กรูฟซึ่งมักถูกตีตราว่าเป็นดนตรีของคนดำ เขาเองกลับยักไหล่แบบไม่มีอะไรต้องแยแส
เพลงที่ผู้คนประทับว่าเป็น “เพลงคนดำ” กลับถูกอกถูกใจคนผิวขาวทั่วโลก
“เพลงก็คือเพลง มันไม่มีสีผิว สำหรับผมต้องบอกว่า มันไม่เคยมีด้วยซ้ำ” เขาสำลักคำนี้
แม้ว่าไนล์ ร็อดเจอร์ส ไม่เคยเอ่ยปากพูดถึงเรื่องนี้โดยตรง มันเหมือนหยากไย่ที่เขาไม่ยี่หระแม้แค่จะปัดทิ้ง
ยกเว้นแค่ครั้งเดียว สิ่งนั้นปรากฏในเพลง Original Sin ถ่ายทอดโดยวงดนตรีจากออสเตรเลียนาม INXS (ชื่อวงมาจากคำล้อพ้องเสียง In Excess)
โดยเมื่อครั้งที่เพลงนี้วางแผงในปี 1984 มันไม่ได้มีแววจะโด่งดังเลย ยิ่งกับอัลบั้ม The Swing ยิ่งเงียบเหมือนเป่าสากใส่ถ้วยเปล่า
อันดับในชาร์ตก็เงียบเหงาราวสถานปฏิบัติธรรม มันขึ้น Top 40 ชนิดเหงื่อตกกีบ
แต่แล้วจู่ๆ เหมือนคอเพลงจะดวงตาเห็นธรรม (รวมถึงการทุ่มงบประมาณโปรโมตอย่างบ้าคลั่ง) เมื่อดนตรีฟังก์แปลงร่างเป็นความนิยมแห่งยุคสมัย
ยิ่งเมื่อขับเคลื่อนด้วยไมเคิล ฮัตเชนซ์ (Michael Kelland John Hutchence) นักร้องนำมาดห่ามกวนโทสะตามด้วยการออกทัวร์ถี่ยิบเหมือนคนไร้สติ เมื่อนั้น INXS ก็บรรลุผล
พวกเขากลายเป็นร็อกสตาร์ที่โลกครั่นคร้าม
ร็อดเจอร์สสร้าง Original Sin ตามแนวทางที่ถนัด
หากแต่ในส่วนของเนื้อร้องมีการกระแทกไปยังความรู้สึกของคนฟังในแบบเข้าใจได้
การหยิบยก “กรรมเก่าที่ติดตัวมาแต่เกิด” กลายเป็นสัจธรรมชวนคิด
ทำให้เพลงมีมิติมากกว่าแค่เอามันลูกเดียว
เพราะมันกล่าวถึงความเป็นไปในโลก การพูดถึงคราวเคราะห์ที่พวกเขาไม่ได้ก่อแต่ต้องมารู้เห็นแบบเสียไม่ได้ มากกว่านั้นคือการชวนให้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับชีวิตมากกว่าจะไปตั้งแง่ว่าใครผิวสีอะไร
แรกเริ่มเดิมทีเพลงนี้ถูกวางไว้ให้กับแดเรียล ฮอลล์ (แอนด์ โอ๊ตส์) พวกเขาบังเอิญโคจรมาเจอกันในงานคอนเสิร์ต (ประกอบด้วย Hall&Oates U2 และ INXS) หลังเวทีร็อดเจอร์สดันเกิดความประทับใจในตัวของสี่หนุ่ม พวกเขาพูดคุยเรื่องดนตรี เรื่องชีวิต เรื่องสัพเพเหระ
จนในที่สุดความถูกคอทำให้ร็อดเจอร์สชวนมาร่วมงานด้วย
แล้วใครจะกล้าปฏิเสธล่ะ
อันคนเรา จะว่าไป ในโลกหล้า
ใช่เกิดมา แล้วผุดงอก ออกดอกผล
หาได้เปล่า ต้องสู้ไป ด้วยใจตน
อีกเล่ห์กล คนมากมาย ให้ระวัง
บางคนเกิด มาวับแวว แพร้วผ่องศรี
บางคนมี เหตุพลิกผัน นั่นไฉน
มีทางเดิน แตกต่างทั่ว ทุกตัวไป
อย่าใส่ใจ สาระนั้น มันเปปน
ถ้าเรามี ตัวสีดำ คล้ำและด่าง
อยู่ท่ามกลาง พวกผิวเหลือง เกลื่อนถนน
จงรีบทำ คุณความดี มีแก่ตน
อย่าได้สน มันผิดสี แค่ที่ใจ
เพราะความรัก ไม่มีขั้ว ให้กลัวต่าง
จงละวาง ความพร่าปรือ หรือสงสัย
อย่าได้สน ใครจะพูด ก็พูดไป
ขาวดำไซร้ แค่กรรมเก่า เขาให้มา
ไม่น่าเชื่อว่าเพลงนี้ถูกทำด้วยการร้องเทกเดียวเท่านั้น
มันเป็นการทำงานด้วยระยะเวลาสั้นๆ หากแต่การโปรดิวซ์ต่างหากที่ต้องใช้เวลายาวนาน
“มันสร้างปัญหาให้ผมประมาณหนึ่งเลยว่ะ” ร็อดเจอร์สกระแอมตามมาดถนัด
“พวกเขามาจากเพลงร็อกหนักๆ ครั้นพอต้องทำเพลงแนวกรูฟฟังก์ เหมือนเล่นไม่เข้าขา คล้ายๆ เอามือล้วงกระเป๋าในกางเกงคนอื่น หรือไม่อีกที พวกเขาอาจนึกประหม่ากับดนตรีที่แตกต่างไปจากเดิม”
แล้วคุณแก้ปัญหายังไง? นักข่าวซัก
“แน่นอนผมไม่ปล่อยเลยตามเลย ผมใช้วิธีแจมกับวงในห้องอัด พวกเราใช้เวลาเป็นเดือนๆ หมดไปกับการปรับจังหวะการเล่น (และร้อง) ถ้าคุณอยู่ที่นั่นตรงนั้น ณ เวลานั้น คุณจะเห็นโปรดิวเซอร์ที่เล่นกีตาร์กับวงไปด้วยกัน ไม่ต่างอะไรกับการเรียนรู้ภาษาใหม่”
จนเหล่าสมาชิกฝึกซ้อมขึ้นใจและเชื่องมือ เมื่อรู้สึกว่าพร้อมถึงเริ่มบันทึกเสียง
นั่นคือสาเหตุว่าทำไม Original Sin ถึงแล้วเสร็จได้ภายในเทกเดียว
รวมถึงแดเรียล ฮอลล์ ด้วยที่แว่บมาลงเสียงประสานในวันเดียวกัน
ความยากของ Original Sin คือการเล่าเรื่อง แน่นอน ร็อดเจอร์สอยากให้มีเนื้อหาเรื่องสีผิว แต่เราจะอธิบายยังไง ที่ยากกว่าคือประเด็นไหน?
ไมเคิลเสนอความคิดว่า คนที่ผ่านชีวิตมาระดับหนึ่งมันยากที่จะเปลี่ยนจิตใต้สำนึก “ผมเลยเสนอไอเดียว่า งั้นเรามาพูดถึงเด็กๆ คนรุ่นใหม่กันดีกว่า” ไมเคิลกล่าว
ได้ผล! มันเกิดจากการที่เขาเห็นเด็กๆ เล่นกันในสวนสาธารณะ ที่ซึ่งไม่มีความแตกต่างมาเป็นม่านกั้นของคนและเป็นที่มาของเนื้อร้อง Dream on white boy/ Dream on black girl รวมถึงการสรุปเป็นใจความว่า Wake up to a brand new day
“เข้าท่าว่ะ ผมชอบเจงๆ” ร็อดเจอร์สพึมพำ “INXS เป็นวงที่มาจากออสเตรเลีย ในยุคนั้นมันเป็นพื้นที่ของคนขาว ผมเองอยู่ตรงกลาง (พ่อของร็อดเจอร์สเป็นคนขาว ส่วนแม่เป็นคนดำ) การทำให้เนื้อร้องมีขั้วที่ต่างทำให้เกิดความสมดุลอย่างไม่น่าเชื่อ”
เขาคิดไม่ผิด เพราะมันทำให้เพลงเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต
กระนั้นก็ดี Original Sin ยังถูกแบนในบางประเทศ ที่สหรัฐอเมริกาบางรัฐไม่อนุญาตให้เปิดออกอากาศเพราะกลัวจะเป็นเครื่องมือนำไปสู่การกระตุ้นฝูงชนส่วนใหญ่
“ช่างแม่มว่ะ ผมไม่เปลี่ยนเนื้อร้องด้วยเหตุผลปัญญาอ่อนเด็ดขาด” เขาว่างั้น
ถึงแม้เพลงจะโด่งดังเป็นที่ชื่นชอบแต่กลับไปได้ไกลสุดแค่อันดับ 58 ที่อเมริกา แต่ไปขึ้นอันดับหนึ่งที่แผ่นดินบ้านเกิด แถมพอเอามาหยอดลง Spotify มันได้ตัวเลข 58 ล้าน
ถือเป็นตำแหน่งที่เอาชนะเพลงฮิตของพวกเขาเองอย่าง The One Thing หรือ What You Need หรือ Devil Inside ชนิดราบพณาสูร
22 พฤศจิกายน 1997 ไมเคิล ฮัตเชนซ์ ในวัย 37 ปี พบตัวเองเป็นศพที่โรงแรม Ritz Carlton Sydney
สาเหตุการเสียชีวิตคือการฆ่าตัวตายด้วยวิธีประหลาด Autoerotic
ก่อนหน้านั้นเขาเพิ่งสิ้นสุดการทัวร์และวงเองก็เพิ่งเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี ก่อนหน้านั้น พอลล่า เยตส์ ผู้เป็นภรรยาวางแผนไปเยี่ยมพร้อมกับลูกติดสองคนในช่วงคริสต์มาส แต่ต้องเลื่อนไปก่อนเพราะยังพัวพันคดีหย่าร้างกับผัวเก่า
คืนเกิดเหตุเวลาราวสามทุ่ม ไมเคิลโทร.มาเพื่อฝากข้อความหาผู้จัดการ “มาร์ธ่า ผมแม่มพอแล้วว่ะ” เขากล่าวสั้นๆ ก่อนโทร.หาแฟนเก่ามิเชลเพราะไม่มีใครเหลือให้ปรับทุกข์อีกแล้ว
เขาร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนเด็ก นอนไม่หลับ เมามายและกำลังต้องการใครสักคนข้างๆ
มิเชลดิ่งมาหาไมเคิลราวสิบโมงเช้าและพบว่าไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ในห้อง
เธอคิดว่าเขาคงผล็อยหลับจึงเขียนข้อความสั้นๆ ฝากไว้ที่โรงแรม จนเมื่อแม่บ้านเปิดประตูเพื่อทำห้องพบเขาแขวนคอตายในตู้เสื้อผ้าด้วยเข็มขัดสภาพเปลือยเปล่า
เพื่อนสนิทให้ความเห็นว่า ที่เขาฆ่าตัวตายในตู้เสื้อผ้านั่นก็เพราะเขาไม่อยากมีตัวตนในที่แจ้งอีกต่อไปแล้ว
แพทย์ชันสูตรพบแอลกอฮอล์ในร่างกาย แถมด้วยโคเคนและยาอีกสารพัดชนิด ในหนังสารคดีเรื่อง Mystify : Michael Hutchence เขากล่าวไม่ต่ำกว่าเจ็ดครั้งว่า “อยากตาย ไม่มีใครสนใจหรอกถ้าโลกจะไม่มีผมสักคน”
โดยก่อนหน้าเขาเคยตั้งใจจมน้ำตายหากแต่มีคนช่วยไว้ได้ทัน
สามปีต่อมา 17 กันยายน 2000 พอลล่าในวัย 41 ปีตายตามไมเคิลไปด้วยอาการเสพยาเกินขนาด
หลายคนให้ความเห็นว่า “เธอตายเพราะความโง่มากกว่า”
ความตายของคู่รักคนดังกลายเป็นประเด็นทางสังคมซึ่งล้วนแล้วแต่มีเหตุผลเป็นเสียงเดียวกันว่า “สวย หล่อ รวย ดัง แต่ดันปัญญาอ่อน”
สามีเก่าของพอลล่ายินดีรับลูกมาเป็นบุตรบุญธรรมและตั้งชื่อใหม่ยาวเหยียด Heavenly Hiraani Tiger Lilly Hutchence Geldof
ความเป็นไปของคนในครอบครัวนี้ยังไม่ถึงตอนจบ ต่อมา 7 เมษายน 2014 Peaches ลูกสาวคนที่สอง ตายตายแม่ไปด้วยสาเหตุเดียวกัน “เสพยาเกินขนาด” เป็นการจากไปหนึ่งวันก่อนถึงวันฉลองวันเกิด 25 ปี
การตายของทั้งสามชีวิตถือเป็นการทำตัวเองทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกับกรรมเก่าแต่ประการใด
