bg-single

Default Mode Network ปล่อยให้สมองได้พักบ้าง

30.09.2026

บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน

Default Mode Network

ปล่อยให้สมองได้พักบ้าง

มนุษย์ยุคเราเติบโตมาพร้อมลัทธิบูชาเงิน หรือการต้องทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สมองคนไทย” ส่วนใหญ่ถูกฝังชิปตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จากคำสั่งสอน “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” และ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1”

เราถูกปลูกฝังว่า เวลาทุกนาทีมีค่า และการนั่งเฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย คือการปล่อยให้เวลาสูญเปล่าไปโดยไร้ประโยชน์ เราจึงเติมเต็มทุกวินาทีของชีวิตด้วยกิจกรรมตลอดทั้งวัน ตั้งใจเรียน อ่านหนังสือ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน และตั้งใจทำงาน

เพราะเราเชื่อว่า นั่นคือการใช้เวลาให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยที่หลายคนลืมไปว่า กิจกรรมต่างๆ ที่เราทำตลอดเวลานั้น ทำให้สมองทำงานหนัก

ทั้งๆ ที่โดยธรรมชาติแล้ว สมองของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้จดจ่ออยู่กับกิจกรรมต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมง

การบีบบังคับให้สมองต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้ทำให้เราฉลาดขึ้นหรือเกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นเสมอไป ในทางกลับกัน มันอาจกำลังเผาผลาญพลังงานสมอง

จนนำไปสู่ความล้าและความคิดตีบตันที่หาทางออกไม่ได้

ในอดีต นักประสาทวิทยาเคยเชื่อกันว่า หากมนุษย์ไม่มีกิจกรรมอะไรทำ สมองจะหยุดพักหรือลดระดับการทำงานลงจนเกือบเป็น 0

แต่ในเวลาต่อมา ทฤษฎีนี้ถูกล้มไปในช่วงต้นยุค 2000 เมื่อ Dr. Marcus Raichle จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ได้ค้นพบผ่านการสแกนสมองด้วยเครื่อง fMRI ว่า ในขณะที่มนุษย์เรากำลังเหม่อลอย นั่งหลับตา หรือฝันกลางวันโดยไม่ได้จดจ่อกับงานตรงหน้า สมองไม่ได้ปิดการทำงานลงเลยแม้แต่น้อย

แต่กลับมีกลุ่มเครือข่ายประสาทขนาดใหญ่กลุ่มหนึ่งที่สว่างวาบขึ้นมาและทำงานร่วมกันอย่างขันแข็ง กลุ่มเครือข่ายประสาทนี้ถูกตั้งชื่อว่า Default Mode Network หรือเรียกย่อๆ ว่า DMN

DMN คือระบบการทำงานพื้นฐานของสมองที่จะเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติเมื่อเราไม่ได้จดจ่ออยู่กับโลกภายนอก ในทางกลับกัน เมื่อเราเริ่มทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิดและความจดจ่ออย่างหนัก

เช่น การคำนวณตัวเลข การเขียนรายงาน หรือการเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ เครือข่าย DMN นี้จะลดระดับการทำงานลง แล้วส่งไม้ต่อให้เครือข่ายสมองอีกชุดหนึ่งที่ชื่อว่า Task-Positive Network (TPN) เข้ามาทำงานแทน

สมองของเราจึงเหมือนกับมีสวิตช์ไฟสองดวงที่สลับกันสว่าง ดวงหนึ่งสว่างเมื่อเราโฟกัสงานภายนอก (TPN) และอีกดวงหนึ่งจะสว่างเมื่อเราปล่อยให้ใจล่องลอยเข้าสู่โลกภายใน (DMN)

การทำงานของ Default Mode Network มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความเป็นมนุษย์ เพราะพื้นที่ที่ DMN ครอบคลุมนั้นประกอบด้วยสมองหลายส่วนสำคัญ

เช่น สมองส่วนหน้ากลาง (Medial Prefrontal Cortex) ที่เกี่ยวพันกับการคิดถึงตัวเองและผู้อื่น สมองส่วนหลัง (Posterior Cingulate Cortex) ที่ทำหน้าที่ดึงความทรงจำในอดีต

และสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ที่จัดการเรื่องความทรงจำระยะยาว

เมื่อ DMN ทำงาน สมองจะไม่ได้ประมวลผลข้อมูลใหม่ที่รับมาจากประสาทสัมผัสภายนอก แต่จะเริ่มกระบวนการที่เรียกว่า การประมวลผลข้อมูลภายใน (Internal Processing)

หน้าที่แรกของ DMN คือการทำความสะอาดและจัดระเบียบข้อมูล เพราะในแต่ละวันเราเปิดรับข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ภาพ เสียง และอารมณ์จำนวนมหาศาล ข้อมูลเหล่านี้จะถูกกองรวมกันไว้อย่างกระจัดกระจายในสมอง

หากเราทำงานต่อเรื่อยๆ โดยไม่เปิดโอกาสให้ DMN ทำงาน สมองจะเต็มไปด้วยขยะข้อมูลที่ไม่ได้รับการคัดแยก

แต่เมื่อเราปล่อยให้สมองได้พัก เข้าสู่ความว่างเปล่า DMN จะเริ่มทำการเชื่อมโยงจุดต่างๆ (Connecting the Dots) ดึงเอาความทรงจำเก่ามาผสมผสานกับข้อมูลใหม่ที่เพิ่งได้รับมา จัดเก็บเรื่องราวลงในหมวดหมู่ที่ถูกต้อง และลบสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป

กระบวนการนี้เองที่ทำให้เราเกิดสภาวะที่เรียกว่า ยูเรก้า! (Eureka Moment) หรือการคิดแก้ปัญหาที่ตกค้างมานานออกได้ในทันที ขณะที่เรากำลังอาบน้ำ เดินเล่น หรือนั่งมองท้องฟ้า โดยที่เราไม่ได้พยายามนั่งคิดถึงมันอย่างจริงจัง

นอกจากเรื่องการแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์แล้ว DMN ยังเป็นพื้นที่แห่งการทบทวนตัวเองและการสร้างตัวตน (Self-Reflection)

ในขณะที่ DMN ทำงาน เรามักจะนึกถึงอดีต นึกถึงข้อผิดพลาด นึกถึงความสำเร็จ และประเมินคุณค่าของชีวิตตนเอง สมองจะเชื่อมโยงเรื่องราวในอดีตเข้ากับความฝันในอนาคต ทำให้เรามองเห็นภาพรวมของชีวิต เกิดการเรียนรู้จากความผิดพลาด และวางแผนบทบาทของตัวเองในอนาคตได้อย่างมีทัศนวิสัย

นอกจากนี้ DMN ยังช่วยสร้างความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Empathy) เพราะสมองจะทำการจำลองสถานการณ์รอบตัวให้เรา เช่น การจินตนาการว่าคนอื่นรู้สึกอย่างไรและคิดอย่างไรกับเรา

ทำให้เราสามารถปรับตัวและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับคนรอบข้างได้

ทว่า ในโลกยุคปัจจุบัน การสลับโหมดของสมองกลับกลายเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง วัฒนธรรมการทำงานและการเสพสื่อในยุค Digital ได้ทำลายการทำงานของ DMN

ทุกครั้งที่เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กการแจ้งเตือน ไถหน้าจอ หรืออ่านข่าวสารขณะเดินหรือนั่งรอ เรากำลังดึงสมองกลับเข้าสู่โหมด TPN หรือสภาวะรับข้อมูลภายนอกอยู่ตลอดเวลา สมองไม่มีโอกาสได้สลับเข้าสู่โหมด DMN เลยแม้แต่นาทีเดียว

การป้อนข้อมูลภายนอกเข้าสู่สมองอย่างไม่หยุดยั้ง เปรียบเสมือนการเติมน้ำลงในแก้วที่เต็มแล้ว สมองจะเกิดสภาวะล้าทางความคิด (Cognitive Fatigue) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ลดลง และความคิดสร้างสรรค์ก็จะตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด

ยิ่งไปกว่านั้น การไม่ปล่อยให้สมองได้พักในโหมด DMN ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตโดยตรง เมื่อสมองถูกบีบให้อยู่ในสภาวะจดจ่ออยู่กับภารกิจรอบตัวตลอดเวลา ระดับฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอลจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แต่ในทางกลับกัน ความสุดโต่งอีกด้านหนึ่งก็เป็นสิ่งที่เราต้องระวังเช่นกัน เพราะหาก DMN ทำงานมากเกินไปโดยไร้การควบคุม หรือเป็นการล่องลอยของความคิดที่เต็มไปด้วยอารมณ์ลบ มันจะกลายเป็นการครุ่นคิดหมกมุ่น (Rumination)

DMN ที่ทำงานผิดปกติในลักษณะของการคิดวนเวียนอยู่กับความล้มเหลว ความตื่นตระหนก หรือความวิตกกังวลในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคซึมเศร้า

ดังนั้น การสร้างความสมดุลระหว่าง TPN และ DMN ปล่อยให้สมองได้พักและเปิดโอกาสให้ DMN ทำงานบ้าง ไม่ใช่เรื่องของการปล่อยเวลาให้สูญเปล่า แต่เป็นทักษะการดูแลสมองระดับลึกที่เราต้องตั้งใจสร้างขึ้นมาในชีวิตประจำวัน

เริ่มจากการสร้างช่วงเวลาที่ไร้เป้าหมาย (Unstructured Time) ในแต่ละวัน ลองใช้เวลา 10 นาที โดยไม่หยิบโทรศัพท์มือถือ ไม่ฟังเพลง ไม่เปิดคลิป และไม่คิดแก้ปัญหาใดๆ ปล่อยสมองไปตามธรรมชาติอย่างอิสระ

การนั่งมองวิวทิวทัศน์นอกหน้าต่าง การนั่งจิบกาแฟเงียบๆ หรือปล่อยใจล่องลอยบ้างในบางขณะ เป็นการเปิดให้ DMN ได้ทำหน้าที่

สิ่งเหล่านี้ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ ว่าเป็นการช่วยกระตุ้นการทำงานของ DMN ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะธรรมชาติมีแรงดึงดูดแบบอ่อนๆ (Soft Fascination) ที่ไม่บีบบังคับให้สมองต้องใช้สมาธิอย่างหนัก

แม้กระทั่งการทำงานบ้าน เช่น ล้างจาน พับผ้า รดน้ำต้นไม้ ถือเป็นการทำให้สมองได้หยุดพัก

เปิดทางให้ DMN ได้ทำงาน จนอาจเกิดไอเดียดีๆ ขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

50 ปี 6 ตุลา (4) การเมืองเรื่องนิรโทษกรรม
ศิลป์ พีระศรี กับการประกอบสร้าง คุณค่าและความงามศิลปะสุโขทัย (2)
ไทยใหม่ กับ สุริยา ‘ศรีบูรพา’ กับ ‘ยาขอบ’ นักเขียน ‘อาชีพ’
Default Mode Network ปล่อยให้สมองได้พักบ้าง
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (195)
อ่าน สังคม ‘สยาม’ ผ่าน ราคา ‘เบียร์’ นอก สู่สถานะ ‘นักเขียน’
พระสารสาสน์พลขันธ์ : ความคิดทางการเมือง (33)
เชลยศึกสงครามลาว (50)
E-DUANG | มองทะลุ “วิวาทะ” การเมือง รัฐมนตรีช่วย กับ นักวิชาการ
กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับ อ.ส.ค.มอบผลิตภัณฑ์นมกล่อง UHT ไทย-เดนมาร์ค ให้มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จำนวน 360,000 กล่อง เพื่อสนับสนุน-ส่งต่อความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ
ศ.สุชาติ การเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล​สหรัฐ​ (Yield) อย่างเร็วและมาก​ ชี้ให้เห็นว่าสหรัฐ​ฯ​ เริ่มเข้าใกล้จุดจบของการเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลก
50 ปี 6 ตุลา : วันที่เปลี่ยนชีวิต | สุรชาติ บำรุงสุข