บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
33 ปี ชีวิตสีกากี
พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (195)
ต่างชาติ และ ‘ปืน’ ตร.ที่น่าตกใจ
สภ.อ.กะทู้ยังได้รับโอกาสให้การต้อนรับเจ้าหน้าที่จากสถานทูตอิสราเอลซึ่งเดินทางมาเยี่ยมผมถึง สภ.อ.กะทู้ และให้ผมนำชมสถานที่ในป่าตอง รับประทานอาหารร่วมกัน และมอบตราแผ่นดินของอิสราเอล ที่เป็นโลหะเงินใช้แขวนที่ประตูเพื่อเคาะเรียก เป็นของที่ระลึกให้ผมอีกด้วย
มีการร้องขอตำรวจเจ้าของพื้นที่ให้จับกุมตัวบุคคลแล้วส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนมานานแล้ว เมื่อชาวต่างชาติมาอยู่ภูเก็ต จึงมีเรื่องของการให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนมาเกี่ยวข้อง และดำเนินการตามที่ส่วนกลางสั่งการ
ในระหว่างนั้น มีหนังสือด่วนมากจากกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กองสนธิสัญญา กระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ
ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 เรื่อง ฝรั่งเศสขอให้ส่งนาย Roger-Yves Brochard เป็นผู้ร้ายข้ามแดน
เรียน อัยการสูงสุด
สิ่งที่มาด้วย ต้นฉบับหนังสือสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ที่ 225/AT ลงวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ.2000 และเอกสารประกอบพร้อมคำแปลภาษาไทย
ด้วยกระทรวงการต่างประเทศได้รับหนังสือสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ขอให้ส่งนาย Roger-Yves Brochard สัญชาติฝรั่งเศส เป็นผู้ร้ายข้ามแดน โดยศาลเมือง Bordeaux ได้ออกหมายจับบุคคลดังกล่าวในข้อหาความผิดฐานรับของโจรและใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม และทราบว่าล่าสุดบุคคลดังกล่าวพักอยู่ที่โรงแรมแสนสบาย หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต โดยที่ไม่มีสนธิสัญญาเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน ฝรั่งเศสจึงขอส่งคำร้องขอดังกล่าวผ่านวิถีทางการทูต บนพื้นฐานของหลักปฏิบัติต่างตอบแทน ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสได้แนบเอกสารอันจำเป็นพร้อมคำแปลภาษาไทยมาด้วย
กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ว่าไทยกับฝรั่งเศสจะไม่มีสนธิสัญญาเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน แต่รัฐบาลไทยก็อาจส่งบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนให้ฝรั่งเศสได้ตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2472 ทั้งนี้ ข้อหาความผิดที่ระบุในคำร้องขอดังกล่าวเป็นความผิดที่สามารถลงโทษจำคุกตามกฎหมายไทยได้ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี และไม่ใช่ความผิดอันมีลักษณะในทางการเมือง จึงเห็นควรดำเนินการตามคำร้องขอของรัฐบาลฝรั่งเศสต่อไป
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย จักขอบคุณมาก ทั้งนี้ ได้แจ้งกระทรวงมหาดไทยด้วยแล้ว
ขอแสดงความนับถือ
นายกฤษณ์ กาญจนกุญชร
อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย
ปฏิบัติราชการแทน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ
และศาลอาญาได้ออกหมายจับที่ 322/2544 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 ส่งหมายมายังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
คดีระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์
นายโรเช-อีฟ โบรชาร์ต (Roger-Yves Brochard) จำเลย
ด้วยนายโรเช-อีฟ โบรชาร์ต (Roger-Yves Brochard) ในความเรื่อง ผู้ร้ายข้ามแดน เพราะฉะนั้นให้ท่านจับตัวนายโรเช-อีฟ โบรชาร์ต (Roger-Yves Brochard) เชื้อชาติฝรั่งเศส สัญชาติฝรั่งเศส ไปส่งศาลนี้ เพื่อจะได้ดำเนินการตามกฎหมาย
ลงชื่อ ผู้พิพากษา ศาลอาญา
เรื่องการติดตามจับกุมตัวบุคคลดังกล่าวจึงต้องมอบหมายตำรวจพื้นที่จัดการให้เป็นไปตามหมายจับ
ผมได้ให้ตำรวจป่าตองไปจัดการตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติสั่งการไว้
เมืองท่องเที่ยวที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวหลากหลาย จึงมีประสบการณ์ในลักษณะเช่นนี้ให้ปฏิบัติเสมอๆ
ช่วงเย็นๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจจะมารวมแถวที่หน้าสถานีตำรวจ เพื่อประชุมตรวจเช็กยอดจำนวน
ตามปกติ รอง ผกก.(ป.) หรือ สวป. หรือนายตำรวจที่ทำหน้าที่เป็นร้อยเวร ป. จะมาทำการชี้แจงเหตุการณ์คดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ กรณีคนร้ายที่ยังหลบหนี หากพบให้จับกุม
หรือมีเรื่องทั่วๆ ไปที่ต้องแจ้งให้ทราบ เช่น มีบุคคลสำคัญเข้ามาในพื้นที่ ก่อนออกไปปฏิบัติหน้าที่จะมีการตรวจเครื่องแบบเพื่อให้เกิดความพร้อมทุกเวลา อาวุธปืนประจำกาย วิทยุสื่อสาร ไฟฉาย กุญแจมือ สมุดบันทึกพร้อมปากกา ต้องมีให้ครบและสอบถามปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
ผมจะไปร่วมประชุมตรวจแถวเท่าที่ผมจะมีโอกาส และตรวจพบว่า ตำรวจบางคนมีการปล่อยหนวดเคราไม่ยอมโกน จนมองไม่เรียบร้อยเมื่อแต่งเครื่องแบบ
ผมไม่ใช้วิธีการตำหนิให้เสียกำลังใจ แต่จะใช้วิธีควักเงินสดเป็นแบงก์ร้อยให้ไปซื้อมีดโกนหนวด แล้วไปจัดการโกนให้หมด ครั้งหน้าต้องเรียบร้อย แต่ถ้ามีซ้ำสอง ต้องเรียกมาติวเข้มเป็นการส่วนตัว
และที่ทำให้ผมทั้งตกใจและประหลาดใจที่สุดว่ามีกรณีอย่างนี้เกิดขึ้นกับตำรวจป่าตองได้อย่างไร เมื่อผมไปตรวจอาวุธปืนสั้นประจำกายของตำรวจที่กำลังจะออกไปปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นปกติรับรู้กันมานานแสนนานแล้วว่า อุปกรณ์ต่างๆ ที่ตำรวจใช้ทำงานต้องนำเงินส่วนตัวไปซื้อหากันเอาเอง เพราะความขาดแคลนงบประมาณ ไม่เคยมีการแก้ไข ไม่มีใครรับผิดชอบ คนที่มีอำนาจบริหารสั่งการตำรวจได้ก็ไม่เคยสนใจแก้ปัญหาให้ตำรวจ มีแต่พูด พูด แล้วก็พูด ปัญหาความแร้นแค้นสิ่งจำเป็นจึงยังคงอยู่คู่กับตำรวจ
อาวุธปืนสั้น สิ่งที่จำเป็นที่สุดของตำรวจ ส่วนใหญ่จึงหาซื้อด้วยเงินของตัวเองเพื่อนำมาใช้ทำงาน อาวุธปืนของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป ตำรวจบางคนชอบอาวุธปืนสั้นชนิดกึ่งอัตโนมัติ หรือ Semi automatic ที่เรียกว่าเป็นชนิดแมกกาซีน หรือตำรวจบางคนชอบแบบรีวอลเวอร์ เป็นชนิดลูกโม่ แล้วยังมีทั้งแบบรมดำ หรือแบบสเตนเลส มีทั้งขนาด 11 มม., 9 มม., .357 หรือ .38 เป็นไปตามอัธยาศัย ถนัดอย่างไหนก็ใช้อย่างนั้น ไม่มีข้อจำกัด ไม่มีการว่ากัน เพราะหากันมาเอง
แต่เมื่อผมให้ตำรวจส่งอาวุธปืนของแต่ละคนที่พกอยู่ให้ผมตรวจทีละกระบอก ผมเปิดลูกโม่ออกมาดู ต้องตกใจ ปืนที่ตำรวจใช้พกทำงานอยู่ทุกวันนั้น แทบจะไม่เคยผ่านการทำความสะอาดชะล้างสิ่งสกปรกจนเป็นปกติเลย และยังปรากฏว่า บางกระบอกมีกระสุนปืนบรรจุอยู่ในลูกโม่แค่ 2 นัด แต่ละนัดก็เป็นกระสุนเก่ามาก จนขึ้นสนิมเขียว
ที่ผมตกใจสุดๆ มีอยู่ 1 กระบอกที่มีกระสุนปืนบรรจุอยู่แค่เพียงนัดเดียว ผมจึงรู้แล้วว่า ที่ผ่านมาผู้บังคับบัญชาต่างปล่อยปละละเลย ไม่เอาใจใส่ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด แม้แต่ชีวิตของตำรวจเองยังแทบจะปกป้องไม่ได้ แล้วจะไปช่วยป้องกันชีวิตของประชาชนได้อย่างไร น่าอเนจอนาถตำรวจไทยจริงๆ
คราวนี้ผมควักเอาเงินสดของผมให้กับตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาของผมทันที แล้วบังคับให้ไปซื้อกระสุนปืนให้พอกับจำนวนที่ต้องใช้
ถ้าตรวจครั้งต่อไปพบว่าอาวุธปืนของตำรวจคนไหนมีกระสุนปืนบรรจุไม่ครบอีก ผมจะทำโทษทันที
ผมจึงสั่งการให้นายตำรวจทุกผลัดต้องตรวจอาวุธปืนก่อนออกไปปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้ง หากใครไม่มีเงินหรือไม่สามารถจัดการได้ แจ้งให้ผมทราบเพื่อจะแก้ปัญหาให้
ช่วงดึกๆ เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนเวร ผมจะทดลองมาตรวจ ถ้าพบข้อบกพร่องก็จะให้แก้ไข ถ้าเป็นปัญหาร้ายแรงให้เป็นภาระของผม จากนี้ไปผมจะไม่ยอมให้ตำรวจพกปืนในสภาพที่ไม่พร้อมทำงานอย่างเด็ดขาด เรื่องอย่างนี้ไปเล่าให้ใครฟังอาจจะไม่มีใครเชื่อ แม้แต่ตัวผมเอง ถ้าไม่ไปตรวจเจอด้วยตัวเองก็อาจจะไม่เชื่อว่านี่คือตำรวจสายตรวจป่าตอง
สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า ที่ผ่านมาผู้บังคับบัญชาไม่เคยสนใจและเอาใจใส่ชีวิตการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาเลย
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
