bg-single

พระสารสาสน์พลขันธ์ : ความคิดทางการเมือง (33)

30.09.2026

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

พระสารสาสน์พลขันธ์

: ความคิดทางการเมือง (33)

ความคิดทางการเมืองของพระสารสาสน์ฯ

จากงานเขียนทั้งบทความในหนังสือพิมพ์ หนังสือการเมืองเล่มเล็ก และหนังสือประวัติศาสตร์ไทยและนวนิยายที่ตีพิมพ์ทั้งช่วงก่อนและภายหลังการปฏิวัติ 2475 นั้น สามารถสรุปความคิดทางการเมืองของพระสารสาสน์ฯ อดีตครูโรงเรียนนายร้อย นักการทูต นักปฏิวัติ รัฐมนตรีเศรษฐการ ผู้นิยมญี่ปุ่น และผู้ต้องหาอาชญากรสงครามอย่างสังเขป ดังต่อไปนี้

ความคิดเอเชียนิยม (Asianism)

และชาตินิยม (Nationalism)

พระสารสาสน์ฯ เป็นนักเอเชียนิยม หากพิจารณาจากความคิดของเขาที่ปรารถนาให้ประชาชาติในเอเชียซึ่งในขณะนั้นส่วนใหญ่ตกเป็นอาณานิคม ให้สามารถหลุดพ้นจากอำนาจกดขี่ที่ไม่เป็นธรรมจากพวกเจ้าอาณานิคมตะวันตกได้

เขายังเห็นว่า ชาติที่หมายถึงประชาชนทั้งมวลกับสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นอยู่ตรงข้ามกัน การพัฒนาชาติจำต้องใช้ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ โดยการรวมตัวนี้ ประกอบด้วย ความสุขสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง และความฉลาดรอบรู้

ชาติในความคิดของเขาจึงหมายถึงประชาชน ส่วนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาชาติ เพราะระบอบดังกล่าวพัฒนาประเทศให้ทันสมัยและความมั่นคงเพื่อพระราชสมบัติ มิใช่เพื่อประชาชนแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้เขาต้องการให้สยามหลุดพ้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เสียที

เขาประเมินว่า สยามสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังไม่ถึงขั้นการรวมตัวขึ้นเป็นชาติ เพราะสุขภาพอนามัยของประชาชนยังไม่สุขสมบูรณ์ สยามมีแต่ทรัพยากรแต่ไม่มีเศรษฐทรัพย์หรือขาดความมั่งคั่ง อีกทั้ง ประชาชนชาวสยามมีการศึกษาน้อย หรือขาดความฉลาดรอบรู้

โดยสรุปแล้ว เขาเห็นว่า สยามยังไม่มีความเป็นชาติอย่างแท้จริง ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องวางรากฐานระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ขึ้น

เขาย้ำว่า ปวงประชาชาวสยามต้องการสิทธิ มิใช่งานการกุศลจากชนชั้นปกครอง (Phra Sarasas, 1937, 107, 126-132)

เขาบรรยายรัฐบาลสยามก่อนปฏิวัติ 2475 ไว้ว่า “ตั้งตาตั้งหูใส่แต่ฝรั่ง เชื่อฝรั่ง กลัวฝรั่ง” แต่มองข้ามประเทศเพื่อนบ้าน เช่น แหลมมลายู พม่า อินเดีย จีนที่มีลักษณะภูมิอากาศคล้ายคลึงสยาม เขาตั้งคำถามว่า เหตุใดเศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้นจึงดีกว่าสยาม ดังนั้น รัฐบาลควรกลับมาพิจารณาใคร่ครวญความเก่งกาจของเพื่อนบ้าน มิใช่ “ข้ามหัวไปดูแต่ยุโรป อเมริกา” (กรุงเทพเดลิเมล์ วันที่ 16 พฤษภาคม 2471)

เขาวิจารณ์ว่า การที่คนทั่วไปชอบพูดว่าคนไทยขี้เกียจ เขาเห็นว่าเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะ “คนไทยคิดว่าตนเองมิได้มีส่วนได้เสีย ต้องทำให้พวกเขาคิดถึงชาตินี้ มิใช่ชาติหน้า” (กรุงเทพเดลิเมล์ วันที่ 8 พฤษภาคม 2471)

พระสารสาสน์ฯ เห็นว่า คนเกิดมาเท่ากัน ไม่มีใครมีอำนาจยิ่งไปกว่าผู้อื่น นอกจากผู้อื่นจะยอมมอบอำนาจและสละเสรีภาพบางอย่างให้ผู้นั้นชั่วคราว เพื่อประโยชน์แก่ตนในการอยู่ดีกินดีเท่านั้น

ต่อต้านศักดินาและวัฒนธรรมหลวง

ในหนังสือ My Coutry Thailand (1942) นั้น เขาวิจารณ์ว่า ประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยได้รับผลในทางร้ายจากวัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อของชนชั้นสูงที่สร้างและนำเข้ามา เขาวิพากษ์วิจารณ์ประวัติศาสตร์ไทยในเชิงวัฒนธรรมและสังคมไว้หลายประเด็น เช่น เขาเห็นว่า รากเหง้าของอารยธรรมไทยอยู่ที่ถิ่นฐานดั้งเดิมของชนชาติไทยที่ดินแดนจีน ต่อมาในสมัยโบราณ อารยธรรมเขมรและฮินดูมีอิทธิพลต่อไทยมากขึ้น และควรเลิกพิธีกรรมจารีตประเพณี และการใช้ภาษาเยิ่นเย้อฟุ่มเฟือยเสีย

เขาให้เหตุผลว่า “พิธีเหล่านี้ มิใช่เป็นของพุทธ แต่เป็นของพราหมณ์ ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องบำรุง พิธีเหล่านี้ไม่ใช่ historie ของชาติไทย เพราะเขมรมาครอบให้เรา และเขมรไปนำมาจากฮินดูอีกต่อหนึ่ง ดังนั้น พิธีกรรมชั้นสูงเหล่านั้นจึงไม่ใช่ National Tradition ของเราเลย ถ้าเรายังอนุโลมพิธีกรรมชั้นสูงเหล่านั้นว่าเป็นลัทธิของชาติ ก็เท่ากับว่าเราฉลองความมีชัยของเขมร แต่ฉลองความปราชัยของเราเอง” พิธีกรรมเหล่านี้ทำให้เสียเวลาไม่เกิดประโยชน์ ทำให้ข้าราชการระดับสูงมีเงินเดือนมากมานั่งในพิธีเหล่านี้ที่มีมากๆ ทำให้ประเทศชาติเสียประโยชน์ ทำให้พระเจ้าอยู่หัวเสียเวลาในราชการงานเมืองอีกด้วย

รวมทั้งเขาเห็นว่า แม้พิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ก็ไม่ควรมีบ่อยๆ หากจะมีควรนานๆ มีที และให้ตัดพิธีพราหมณ์ออก เพราะว่า “สมัยนี้ไม่ใช่สมัย 200 ปีที่ล่วงมาแล้ว” รวมทั้งบรรดาศักดิ์ “ควรผ่อนให้มีน้อยลง” เขาเสนอให้ใช้นามสกุลของบุคคลนั้นแทน เพราะบรรดาศักดิ์ทำให้เกิดการแบ่งชั้นของคน และย้ำว่า “ควรเลิกใช้ราชาศัพท์และคำปั้นยศ” (กรุงเทพเดลิเมล์ วันที่ 11 ตุลาคม 2471)

เขาเห็นว่า ควรเลิกใช้ราชาศัพท์ เพราะว่าทำให้ภาษาไทยยืดยาว ไม่เป็นภาษา ควรใช้ถ้อยคำให้ตรงประเด็น เขายกตัวอย่างความเยิ่นเย้อในภาษาไทย เช่น เกล้ากระผม ใต้เท้ากรุณา ข้าพระพุทธเจ้า ใต้ฝ่าพระบาท เห็นด้วยเกล้าฯ การใช้ราชาศัพท์และคำปั้นยศเจ้ายศเจ้าอย่างเหล่านี้สิ้นเปลืองเวลา แรงงาน และทรัพยากรในการพูดการอ่านการเขียนโดยใช่เหตุ เขาเห็นว่า “ที่ผ่านมาชนชั้นสูงได้นำอารยธรรมไปผิดทางจนกระทั่งลืมรากเหง้าของอารยธรรมแห่งตน” (Phra Sarasas, 1942, 170)

วิจารณ์วัฒนธรรมและความกลับกลอกในสังคม

เขาวิจารณ์วัฒนธรรมการแต่งกายในชุดราชปะแตนและโจงกระเบนว่า ชนชั้นสูงนำเข้าวัฒนธรรมและการแต่งกายแบบยุโรปปนไทยซึ่งเป็นแบบที่ชนชั้นสูงนิยมชมชื่น เป็นการผสมผสานอารยธรรมที่แปลกหูแปลกตาเข้ากับของเดิมจนกลายมาเป็นสาระสำคัญแห่งยุค ที่วัฒนธรรมการแต่งกายของชนชั้นสูงประหนึ่งหัวมังกุท้ายมังกร

เขาวิเคราะห์ว่า ชนชั้นสูงยังเป็นผู้ที่นำเข้าวัฒนธรรมยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลิกปากว่าตาขยิบของชาวอังกฤษ จนกระทั่งกลายมาเป็นบุคลิกแห่งชาติอันกลับกลอกที่ปากบอกว่า “ใช่” แต่ในใจหมายความว่า “ไม่”

เขาเห็นว่า ลักษณะบุคลิกคนไทยในสายตาชาวยุโรปที่มองว่าคนไทยเกียจคร้าน ไม่แยแสโลก เป็นบุคลิกแห่งความเสื่อมทรามแห่งชนชาติไทย อันเป็นผลมาจากความเสื่อมโทรมของจิตวิญญาณและความไร้แก่นสารของชนชั้นสูง ตลอดจนความอ่อนแอของระบอบเก่าต้องเป็นผู้รับผิดชอบความเสื่อมทรามเหล่านี้ (Phra Sarasas, 1942, 170)

ศาสนาถูกใช้เป็นเครื่องมือการปกครอง

เขาเห็นว่า “ศาสนาพุทธมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อจิตวิญญาณ นิสัยใจคอ และขนบธรรมเนียมของชาติ แต่คำสอนนั้นถูกบิดเบือนโดยสมบูรณาญาสิทธิ์ซึ่งได้ประโยชน์จากการบิดเบือน” นอกจากนี้ เขาวิจารณ์ว่า ความเสื่อมโทรมของประชาชาติไทยนั้นเกิดจากความฉ้อฉลของศาสนา และความผิดทิศในการศึกษานั้นเป็นผลสะท้อนจากภูมิปัญญาของผู้ปกครองที่สนใจแต่ราชอาณาจักรมากกว่าไพร่ฟ้า อันเป็นเหตุให้ชาติเสื่อมทรามลง (Phra Sarasas, 1942, 174)

เขาเห็นว่า ในระบอบเก่า ข้าราชการที่ไม่เห็นด้วยก็ถูกกลั่นแกล้ง มีการปลูกฝังข้าราชการให้รักษาประโยชน์พวกพ้อง อำนาจทั้งหลายตกอยู่ในมือของชนชั้นปกครอง ประชาชนถูกปิดกั้นการมีส่วนร่วมทางการเมือง มีการแบ่งชนชั้นระหว่างกัน ศาสนาก็ไม่สามารถพึ่งได้เพราะถูกผู้ปกครองใช้เป็นเครื่องมือ การศึกษาแม้จะมีแต่ก็เป็นการให้อย่างเสียไม่ได้ เพราะความรู้เป็นสิ่งอันตรายสำหรับผู้ปกครอง ประชาชนนั้นทำงานตัวเป็นเกลียวโดยไม่มีโอกาสลืมหน้าอ้าปาก

เขาชำแหละเบื้องลึกของชนชั้นปกครองสยามว่า “การพัฒนาประเทศด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมไม่เคยเร่ง เพราะไม่ต้องการให้เป็นเหตุให้อำนาจเปลี่ยนมือไปสู่ชนชั้นกลาง” (Phra Sarasas, 1942, 174)

เขาสรุปความล้าหลังของสยามที่เกิดจากพฤติกรรมและวัฒนธรรมของชนชั้นนำซึ่งเป็น “พวกเกียจคร้านไม่ทำงาน คอยแต่แทะคนอื่นเป็นกาฝากกินเลือดที่ได้จากแรงคนอื่น คนเกียจคร้านเหล่านี้ชาติใดมียิ่งน้อยยิ่งดี” (พระสารสาสน์ฯ, 2481, 41, 71)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

50 ปี 6 ตุลา (4) การเมืองเรื่องนิรโทษกรรม
ศิลป์ พีระศรี กับการประกอบสร้าง คุณค่าและความงามศิลปะสุโขทัย (2)
ไทยใหม่ กับ สุริยา ‘ศรีบูรพา’ กับ ‘ยาขอบ’ นักเขียน ‘อาชีพ’
Default Mode Network ปล่อยให้สมองได้พักบ้าง
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (195)
อ่าน สังคม ‘สยาม’ ผ่าน ราคา ‘เบียร์’ นอก สู่สถานะ ‘นักเขียน’
พระสารสาสน์พลขันธ์ : ความคิดทางการเมือง (33)
เชลยศึกสงครามลาว (50)
E-DUANG | มองทะลุ “วิวาทะ” การเมือง รัฐมนตรีช่วย กับ นักวิชาการ
กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับ อ.ส.ค.มอบผลิตภัณฑ์นมกล่อง UHT ไทย-เดนมาร์ค ให้มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จำนวน 360,000 กล่อง เพื่อสนับสนุน-ส่งต่อความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ
ศ.สุชาติ การเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล​สหรัฐ​ (Yield) อย่างเร็วและมาก​ ชี้ให้เห็นว่าสหรัฐ​ฯ​ เริ่มเข้าใกล้จุดจบของการเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลก
50 ปี 6 ตุลา : วันที่เปลี่ยนชีวิต | สุรชาติ บำรุงสุข