คุยกับทูต | เอลชิน บาชีรอฟ เปิดทางคืนถิ่น : เก็บกู้ทุ่นระเบิด ในดินแดนที่ได้รับการปลดปล่อย ของอาเซอร์ไบจาน
คุยกับทูต | ชนัดดา ชินะโยธิน
Exclusive Talks With Ambassadors | Chanadda Jinayodhin
ตลอดสามตอนที่ผ่านมา เราได้ทำความรู้จักอาเซอร์ไบจานผ่านสถานที่ท่องเที่ยว เมืองประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ภูมิประเทศ และเอกลักษณ์ของประเทศซึ่งตั้งอยู่บนจุดบรรจบระหว่างยุโรปกับเอเชีย
อย่างไรก็ตาม หากต้องการเข้าใจอาเซอร์ไบจานอย่างรอบด้าน ยังมีอีกมิติสำคัญที่ควรกล่าวถึง นั่นคือความพยายามในการพัฒนาประเทศควบคู่ไปกับการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ
ประเด็นหนึ่งที่อาเซอร์ไบจานให้ความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน คือการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม และการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบให้สามารถกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างปลอดภัย
เมื่อมองเพียงผิวเผิน เรื่องนี้อาจดูเหมือนเป็นประเด็นด้านความมั่นคงที่มีความเฉพาะทางสูง
แต่ในความเป็นจริงกลับเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตประจำวันของประชาชน การพัฒนาเมือง ระบบสาธารณูปโภค และการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

เมื่อวันที่ 2-3 กันยายน 2569 กรุงบากูเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยการปฏิบัติการทุ่นระเบิด ครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ “การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมกับการฟื้นฟูเมือง : การกำหนดมาตรฐานความเป็นเลิศเพื่อการตั้งถิ่นฐานอย่างปลอดภัย”
การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นร่วมกันโดยสำนักงานปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน หรือ ANAMA และองค์การสหประชาชาติประจำอาเซอร์ไบจาน
มีผู้แทนกว่า 400 คนจาก 60 ประเทศเข้าร่วมการประชุม ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูง ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ของสหประชาชาติ องค์การระหว่างประเทศ หน่วยงานด้านการปฏิบัติการทุ่นระเบิด และคณะผู้แทนทางการทูต
การเข้าร่วมจากหลายประเทศสะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงสำคัญว่า การจัดการกับทุ่นระเบิดมิใช่ภารกิจของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
หัวใจสำคัญของการประชุมครั้งนี้อยู่บนแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือ “การพัฒนาต้องเริ่มต้นจากผืนดินที่ปลอดภัย”
ก่อนที่ประชาชนจะสามารถเดินทางกลับสู่ชุมชน สร้างบ้าน ถนน และโรงเรียน ฟื้นฟูระบบน้ำและพลังงาน หรือกลับมาทำการเกษตรได้อีกครั้ง พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจะต้องผ่านการสำรวจและเก็บกู้ทุ่นระเบิด รวมถึงวัตถุระเบิดที่หลงเหลือจากสงครามเสียก่อน

สําหรับอาเซอร์ไบจาน ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในภูมิภาคการาบัค (Garabagh) และอีสต์ซันเกซูร์ (East Zangazur) ซึ่งพื้นที่ขนาดใหญ่ยังคงได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดชนิดต่างๆ
จากการประเมินเบื้องต้น คาดว่ามีทุ่นระเบิดถูกฝังอยู่ในดินแดนที่ได้รับการปลดปล่อยมากกว่าหนึ่งล้านลูก ขณะที่พื้นที่ประมาณ 11,667 ตารางกิโลเมตรถูกจัดว่าเป็นพื้นที่ปนเปื้อนหรือมีความเสี่ยง
นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 อาเซอร์ไบจานได้ดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดครอบคลุมพื้นที่กว่า 298,000 เฮกตาร์ พร้อมทั้งตรวจพบและทำลายทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดชนิดอื่นๆ แล้วมากกว่า 260,000 ชิ้น
ตัวเลขเหล่านี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงขนาดของปัญหาเท่านั้น แต่ยังอธิบายว่าเหตุใดผืนดินที่ปลอดภัยจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศ
เมื่อพื้นที่ผ่านการเก็บกู้และได้รับการรับรองว่าปลอดภัยแล้ว จึงจะสามารถสร้างที่อยู่อาศัย ฟื้นฟูถนนและระบบสาธารณูปโภค นำพื้นที่เกษตรกรรมกลับมาใช้ประโยชน์ และที่สำคัญที่สุดคือ เปิดโอกาสให้ประชาชนกลับคืนสู่ชุมชนและวิถีชีวิตของตนได้อีกครั้ง
ด้วยเหตุนี้ อาเซอร์ไบจานจึงมิได้มองการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมว่าเป็นเพียงปฏิบัติการด้านความมั่นคง หรือการกำจัดอันตรายจากวัตถุระเบิดเท่านั้น แต่ถือว่าเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาพรวม

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ ทรัพยากรจำนวนมหาศาลที่จำเป็นต้องใช้ในการดำเนินงาน
นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 งบประมาณประมาณร้อยละ 96 ที่ใช้แก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดของอาเซอร์ไบจานมาจากทรัพยากรภายในประเทศ ขณะที่ความช่วยเหลือจากนานาชาติคิดเป็นประมาณร้อยละ 4 เท่านั้น
อาเซอร์ไบจานจึงให้ความสำคัญมากขึ้นกับการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ การแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยี การแบ่งปันประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดี ตลอดจนการเสริมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วโลก
และนี่คือจุดที่เรื่องราวดังกล่าวเชื่อมโยงโดยตรงมายังอาเซียน รวมถึงประเทศไทย

ระหว่างการประชุม ANAMA ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดภูมิภาคอาเซียน หรือ ARMAC ซึ่งเป็นกลไกระดับภูมิภาคของอาเซียนที่ส่งเสริมความร่วมมือเพื่อแก้ไขผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดที่หลงเหลือจากสงคราม
บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่าง ANAMA กับ ARMAC ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ การแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดี และการส่งเสริมกิจกรรมร่วมกันในประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจ
ในมุมมองของอาเซียน ข้อตกลงดังกล่าวได้เปิดช่องทางใหม่ในการเชื่อมโยงประสบการณ์ของอาเซอร์ไบจานเข้ากับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับประเทศไทย ความร่วมมือนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรง เนื่องจากไทยยังคงดำเนินภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะตามแนวชายแดนบางส่วน
การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่าน ARMAC อาจเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้เรียนรู้แนวทางของอาเซอร์ไบจาน โดยเฉพาะการบูรณาการภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดเข้ากับการฟื้นฟูเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การนำประชาชนกลับไปตั้งถิ่นฐานในชุมชน และกระบวนการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในภาพรวม

ประสบการณ์ของอาเซอร์ไบจานยังสะท้อนให้เห็นประเด็นสำคัญในวงกว้างว่า การปฏิบัติการทุ่นระเบิดไม่ควรถูกแยกออกจากกระบวนการพัฒนา
เมื่อผืนดินกลับมาปลอดภัย โอกาสใหม่ๆ ก็เกิดขึ้น บ้านเรือนสามารถสร้างได้ ชุมชนสามารถฟื้นคืน ถนนและบริการสาธารณะสามารถพัฒนาต่อไป พื้นที่เกษตรกรรมสามารถกลับมาสร้างผลผลิต และเศรษฐกิจในท้องถิ่นสามารถเริ่มฟื้นตัวได้อีกครั้ง
ในความหมายนี้ ผืนดินที่ปลอดภัยมิใช่จุดสิ้นสุดของกระบวนการ แต่คือจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่
ในส่วนของประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ความร่วมมือกับอาเซอร์ไบจานจึงมีคุณค่ามากกว่าการแลกเปลี่ยนความรู้ทางเทคนิคเท่านั้น
ความร่วมมือนี้ยังเปิดโอกาสให้อาเซียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของอีกภูมิภาคหนึ่ง ซึ่งสามารถเชื่อมโยงภารกิจด้านมนุษยธรรมเข้ากับการพัฒนาเมืองและชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

หากสามตอนแรกของบทสัมภาษณ์ชุดนี้พาผู้อ่านไปรู้จักอาเซอร์ไบจานผ่านเมือง สถานที่ท่องเที่ยว วัฒนธรรม และธรรมชาติอันงดงาม
ตอนนี้คือการเปิดอีกมุมหนึ่งของประเทศ ผ่านภารกิจเบื้องหลังที่กำลังดำเนินไปเพื่อสร้างความปลอดภัย ฟื้นฟูพื้นที่ และวางรากฐานสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน ควบคู่ไปกับการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ
ข้อตกลงระหว่าง ANAMA กับ ARMAC จึงมิใช่เพียงความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงาน แต่เป็นสะพานอีกแห่งหนึ่งที่เชื่อมโยงอาเซอร์ไบจานเข้ากับอาเซียน พร้อมเปิดโอกาสให้ประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนได้แลกเปลี่ยนความรู้ เรียนรู้จากประสบการณ์ และสำรวจแนวทางความร่วมมือในอนาคต
ท้ายที่สุดแล้ว การพัฒนาไม่ควรวัดจากจำนวนอาคาร ถนน หรือโครงการใหม่ๆ เพียงเท่านั้น แต่ควรสะท้อนผ่านการสร้างพื้นที่ที่ประชาชนสามารถอยู่อาศัย ทำงาน และสร้างอนาคตได้อย่างปลอดภัย
และนี่คืออีกก้าวหนึ่งบนเส้นทางของอาเซอร์ไบจาน-จากการทำให้ผืนดินกลับมาปลอดภัย สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และจากประสบการณ์ภายในประเทศ สู่ความร่วมมือที่เชื่อมโยงถึงอาเซียนและประเทศไทย
“ในฐานะเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทย ผมหวังว่าความร่วมมือระหว่าง ANAMA กับ ARMAC จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมระหว่างอาเซอร์ไบจานกับอาเซียน รวมถึงประเทศไทย” นายเอลชิน รากุบ โอกลู บาชีรอฟ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทย กล่าว
และว่า อาเซอร์ไบจานพร้อมแบ่งปันบทเรียนจากการดำเนินงานของเรา ตลอดจนเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อให้ความร่วมมือนี้นำไปสู่ชุมชนที่ปลอดภัย การฟื้นฟูที่ยั่งยืน และโอกาสใหม่สำหรับประชาชนของทั้งสองภูมิภาค
ท้ายที่สุด การเก็บกู้ทุ่นระเบิดมิใช่เพียงการนำวัตถุอันตรายออกจากผืนดิน หากคือการคืนบ้าน คืนความหวัง และคืนอนาคตให้แก่ผู้คน ทุกผืนดินที่กลับมาปลอดภัย จึงหมายถึงชีวิตที่สามารถเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง-และอีกหนึ่งก้าวสำคัญสู่สันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน

