‘สิ่งที่รุ่นพี่เผชิญ รุ่นน้องก็เจอเหมือนกัน’ สุเทพ สุริยะมงคล ชวนทุกเจน ‘ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ’
รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
‘สิ่งที่รุ่นพี่เผชิญ รุ่นน้องก็เจอเหมือนกัน’
สุเทพ สุริยะมงคล
ชวนทุกเจน ‘ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ’
อีกไม่กี่วันข้างหน้า ปฏิทินการเมืองไทยจะถึงวาระสำคัญยิ่ง นั่นคือ การครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โศกนาฏกรรมสังหารหมู่นักศึกษา ประชาชน คนร่วมชาติ
แม้กาลเวลาผันผ่านไปนานถึงครึ่งศตวรรษ บาดแผลยังไม่เลือนหาย หากแต่ทิ้งร่องรอยบาดลึกในความทรงจำของสังคมไทย ทั้งผู้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ และคนรุ่นใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องเกิดทัน ก็ยังสามารถรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่คนรุ่นก่อนล้วนได้รับ
สุเทพ สุริยะมงคล อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ ปี 2517 และประธานชมรมโดมรวมใจ คือหนึ่งในบุคคลบนบรรทัดของประวัติศาสตร์ผู้ยังคงมีบทบาทในกิจกรรมที่ไม่ใช่เพียงการรำลึก หากแต่ฉายซ้ำข้อเท็จจริงในปมลึกที่รัฐอยากให้ลืม แต่ภาคประชาชนช่วยกันจำ
เพิ่งนั่งโต๊ะร่วมกับนักศึกษาเจน Z แถลงจัดงาน ‘รำลึกครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาคม 2519 ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ’ ไปเมื่อ 16 กันยายนที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในห้องประชุมจารุพงษ์ ทองสินธุ์ ซึ่งตั้งชื่อเป็นอนุสรณ์แด่นักศึกษาธรรมศาสตร์ เลขทะเบียน 189342 ผู้กลายเป็นร่างไร้ลมหายใจ ถูกผ้ารัดคอลากไปลากมาบนสนามฟุตบอล

“ทุกครั้งที่เดินย่ำไปในสนาม ผมยังรู้สึกเหมือนเดิม เหมือนเดินไปยังรอยเลือด คล้ายวิญญาณของจารุพงษ์ยังร่ำร้องเรียกเราอยู่ตลอด แม้เราจะจากกันชั่วนิรันดร์ แต่ภาพของคุณจะประทับในหัวใจของเราผู้อยู่หลังไปตลอดกาล ยิ่งสําหรับชาวธรรมศาสตร์แล้ว วีรกรรมกล้าหาญของคุณ ที่ยอมเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องชีวิตของผู้อื่น จะจดจํากล่าวขานไปแสนนาน และจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของมหาวิทยาลัยของเรา นี่คือความในใจของคนที่รอดตาย และเป็นผู้ต้องขัง ผมคิดว่า นี่คือประโยคเดียวที่ให้คำตอบว่า ทำไมเรายังคงจัดงานระลึกถึงคนเหล่านั้น” สุเทพเอ่ยในวันนั้นท่ามกลางคนต่างวัยที่จูนกันได้ด้วยอุดมการณ์
“ทุกท่านคงจะแปลกใจว่าทุกครั้งจะมีคนแก่รุ่นผมอายุ 70 กว่า มาร่วมจัดงานกับเด็กวัยรุ่นและเยาวชนอายุ 20 กว่า งานนี้สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่คนรุ่นพวกผมได้ผจญชะตากรรมในสมัยนั้น ในปัจจุบันนี้เด็กรุ่นหลังที่ยังทำกิจกรรมก็ได้เจอชะตากรรมเดียวกันกับพวกเรา ดังนั้น จึงไม่แปลกใจว่าน้องๆ ที่มาร่วม เห็นว่าสิ่งที่รุ่นพี่เผชิญ น้องก็เจอเหมือนกัน”
ไม่เพียงการรำลึก 3 วันเต็มตั้งแต่ 4-6 ตุลาคมนี้ ที่หอประชุมศรีบูรพา และสวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หากแต่ยังมีกิจกรรมคู่ขนาน ตั้งแต่ 19 กันยายน โดยไฮไลต์อยู่ที่การเดินสายยื่น 4 พรรคการเมืองให้ร่วมหนุนการยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 เมื่อ 22 กันยายนที่ผ่านมา หลังภาคประชาชนคิกออฟแคมเปญ ‘ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ’ ล่า 50,000 ชื่อเพื่อผลักดันประเด็นดังกล่าวผ่านเว็บไซต์ decoup6octsins.com ตั้งแต่ 5 กรกฎาคม-6 ตุลาคมนี้
สุเทพเผยว่า ในโอกาสครบรอบ 50 ปี อยากให้ 6 ตุลาฯ เป็นวาระรับใช้ประชาชน โดยการร่วมกันยกเลิกประกาศดังกล่าวทั้งฉบับ เพื่อปักธงว่า คณะรัฐประหารและกฎหมายที่ไม่ได้มาจากประชาชนเป็นสิ่งที่มิอาจยอมรับได้ ไม่ควรมีที่ยืนในสังคมอีกต่อไป
“ไม่ว่าจะเป็นพวกเราหรือคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันต่างได้รับผลกระทบของรัฐประหารด้วยกันทั้งนั้น การผสานพลังของพวกเราจะช่วยให้ประเทศไทยเป็น ประชาธิปไตยขึ้นอีกก้าว”
ต่อไปนี้คือบทสนทนากับนักศึกษาหนุ่มในอดีต ประจักษ์พยานในเหตุการณ์สุดวิปโยคที่ยังคงเป็นแอ๊กทีฟซิติเซ่นในวันนี้
: สิ่งที่คาดหวังสูงสุดในการจัดงานรำลึก 50 ปี 6 ตุลาฯ คืออะไร?
คาดหวังให้ประชาชนเข้าใจบทเรียนทางประวัติศาสตร์ว่าการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติด้วยความรุนแรงไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง เพราะรังแต่จะสร้างปัญหา
หลังความรุนแรงก็เกิดการรัฐประหาร หลัง 6 ตุลาคม 2519 ยังมีรัฐประหารปี 2534 ปี 2549 และปี 2557 ซึ่งทำให้ประเทศไปไม่ถึงไหน
เวลาจะรัฐประหารขึ้นมา ก็สร้างเรื่อง อย่าง 6 ตุลาฯ บอกว่าพวกเราจงใจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พวกเรามีการสะสมกำลังอาวุธ มีคนญวน แล้วพอปราบปรามเรียบร้อย เรื่องที่พูดก็ไม่ดำเนินการต่อ จบเป้าหมายแล้วก็ผ่านไป
สมัยปี 2534 เป็นเรื่องบุฟเฟ่ต์คาบิเนต บอกว่า ครม.ชุดนั้นโกงกิน แต่เมื่อรัฐประหารเสร็จเรียบร้อยก็ไม่มีอะไร เช่นเดียวกัน
ในปี 2549 ประเทศชาติกำลังไปด้วยดี ก็มีรัฐประหาร
: จากบทเรียน 50 ปี มองว่าบ้านเมืองเราเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน ก้าวไปข้างหน้า หรือถอยหลังไปกี่ก้าว?
(หัวเราะ) ถอยหลังไปสุดกู่เลยนะ รัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด ปี 2560 ผมเป็นหนึ่งในคณะที่ออกมาต่อต้านว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการสืบทอดอำนาจ และก่อปัญหาอย่างที่เราเห็น
การเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ตามกลุ่มอาชีพ การฮั้ว ส.ว. ก็เกิดจากการร่างของอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ กลุ่มคนที่ได้เป็น ส.ว. ลำดับ 1-6 เกาะกลุ่มกันได้เหนียวแน่น คะแนนเสียงที่ได้ก็ใกล้เคียงกัน แต่ลำดับที่ 7-10 ห่างกันเยอะ
แสดงว่ามีการฮั้วกันเต็มที่
: รันแคมเปญ ‘ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ’ ล่า 5 หมื่นชื่อ คือเอาจริง ไม่ใช่แค่กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์?
เอาจริง เพราะบ้านเมืองเรา การแก้ปัญหาในสภาที่ผ่านมาไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร แต่เวลารัฐประหารดูเหมือนไม่มีเสียงคัดค้าน และยังคงใช้กฎหมายที่เกิดจากการรัฐประหาร ซึ่งก็มีผลให้เกิดปัญหาขึ้นทีหลัง
ผมเป็นคนรุ่นตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 ถึง 6 ตุลาคม 2519 ก็เจอปัญหาพวกนี้วนเวียน เด็กรุ่นลูกรุ่นหลานที่ออกมาทำกิจกรรมต่างๆ ส่วนใหญ่มีหัวคิดในเชิงก้าวหน้า แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทนจากสังคมหรือกฎหมายคือการโดนคดี
ผู้ที่ได้รับรางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย หลายคนมีคดี ตั้งแต่จ่านิว สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์, อานนท์ นำภา, ไมค์ ภาณุพงศ์ มะณีวงศ์, เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์, บุ้ง เนติพร เสน่ห์สังคม และป้าอัญชัญ (อัญชัญ ปรีเลิศ) ฯลฯ คนพวกนี้โดนข้อหาทั้งนั้น
แนวคิดในการมองคนดี-คนร้ายมันกลับกัน มองกันคนละเรื่อง
: ทนายด่าง กฤษฎางค์ นุตจรัส พูดในเสวนาครบ 20 ปีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาว่า ตอนนี้โลกเปลี่ยน รัฐประหารโดยฆ่าคนแบบเดิมไม่ได้แล้ว เชื่อเช่นนั้นด้วยหรือไม่?
ผมไม่สามารถยืนยันได้ อย่างที่บอกว่าหลัง 6 ตุลาคม 2519 เราเคยคิดว่าจะไม่มีรัฐประหารอีกแล้ว แต่ปี 2535 ก็เกิดพฤษภาทมิฬ บรรยากาศช่วงนั้น ตำรวจ ทหารไม่กล้าใส่เครื่องแบบ ก็คิดกันว่าคงไม่ทำแล้ว
แต่ปี 2549 ก็ยังทำอีก พอปี 2553 ก็มีการปราบปรามซึ่งถึงที่สุดแล้วคือนิรโทษกรรมทั้ง 2 ฝ่าย แต่ในวงเล็บคือคนที่ฆ่าประชาชน แทนที่จะจัดการว่าใช้อำนาจเกินเหตุ
ถ้าเราดูแบบนี้รัฐประหารไม่น่าจะเกิดแล้ว แต่ก็ไม่แน่ เพราะยังมีช่องที่จะทำ
และการทำของเขาไม่ได้รับผลกระทบ บางคนยังได้ดิบได้ดีอีกด้วย
: วางแผนไว้ไหมว่าจะเคลื่อนไหวจัดงานหรือร่วมรำลึก 6 ตุลาฯ ไปถึงเมื่อไหร่?
ปีนี้ผมอายุ 72 ปีแล้ว แต่ตราบใดที่สังคมยังไม่ยอมรับความเป็นจริงว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นเรื่องที่รัฐใช้อำนาจฆาตกรรมประชาชน ก็ต้องเคลื่อนไหวต่อไป
รัฐจะจัดการกับคนคิดต่างอย่างนี้ไม่ได้
