บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน
จาก CSR ถึง ESG
: การปรับตัวของธุรกิจไทย
ในอดีต แนวคิดเรื่อง “ความรับผิดชอบต่อสังคม” นั้น มีคำว่า CSR หรือ Corporate Social Responsibility เป็นเข็มทิศหลัก
ภาพจำของ CSR ในยุคแรกจึงมักเชื่อมโยงกับกิจกรรมการกุศล เช่น การบริจาคเงินหรือสิ่งของ การลงพื้นที่ปลูกป่า การสร้างโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล หรือกิจกรรมจิตอาสาในวันหยุด
แม้กิจกรรมเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ต่อชุมชนในระดับหนึ่งและช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร
แต่เมื่อบริบทของโลกเปลี่ยนไป พร้อมๆ กับการเผชิญหน้ากับความท้าทายระดับมหภาค
ไม่ว่าจะเป็นสภาวะโลกร้อน ความเหลื่อมล้ำทางสังคม หรือวิกฤตความเชื่อมั่นด้านธรรมาภิบาล
CSR แบบเดิมที่เป็นกิจกรรมชั่วครั้งชั่วคราวและแยกส่วนจากแนวทางการดำเนินธุรกิจหลัก จึงไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์ความยั่งยืนที่แท้จริงได้อีกต่อไป
การเปลี่ยนแปลงนี้ได้ผลักดันให้โลกทัศน์ของภาคธุรกิจไทยก้าวเข้าสู่ยุคของ ESG หรือ Environment, Social and Governance
ซึ่งเป็นการยกระดับกรอบการทำงานแบบ CSR มาสู่การบูรณาการความยั่งยืนเข้าเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ
เพราะ ESG ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการทำความดีหรือกิจกรรมการกุศล แต่เป็นมาตรฐานการประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล
เพื่อสร้างคุณค่าระยะยาวให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายอย่างรอบด้านและเป็นรูปธรรม
ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่าง CSR กับ ESG อยู่ที่ระดับของการสอดแทรกเรื่องดังกล่าวเข้าไปในโครงสร้างองค์กร
ขณะที่ CSR มักดำเนินกิจกรรมแยกออกมาจากกระบวนการผลิตหรือการให้บริการหลัก แต่ ESG จะเข้าไปมีส่วนในปรับเปลี่ยนทุกขั้นตอนการทำงาน

ตัวอย่างในมิติสิ่งแวดล้อม ภาคธุรกิจไทยไม่ได้มองแค่การปลูกป่าเพื่อชดเชยคาร์บอนอีกต่อไป
แต่ต้องปรับกระบวนการผลิตทั้งหมดเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน บริหารจัดการขยะและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการคำนวณคาร์บอนฟุตปริ้นต์ของผลิตภัณฑ์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ในมิติสังคม ธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับสุขอนามัยและความปลอดภัยของผู้ใช้แรงงาน สิทธิมนุษยชน การเปิดรับความหลากหลายและเท่าเทียมในองค์กร ตลอดจนการพัฒนาชุมชนโดยรอบให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
ส่วนในมิติธรรมาภิบาล องค์กรต้องเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใส การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น การบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา
และการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า
ปัจจัยเร่งที่ทำให้ภาคธุรกิจไทยต้องปรับตัวจาก CSR มาสู่ ESG ไม่ได้มาจากแรงกดดันภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกระแสความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองระดับโลก
นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเริ่มนำเกณฑ์ ESG มาใช้เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจลงทุน บริษัทที่มีคะแนน ESG สูงมีแนวโน้มที่จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายกว่าและมีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำกว่า
นอกจากนี้ สถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ในไทยต่างเริ่มปล่อยสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน หรือ ESG Loans
ซึ่งจะมอบดอกเบี้ยอัตราพิเศษให้แก่บริษัทที่บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่กำหนดไว้
ในทางกลับกัน บริษัทที่มองข้าม ESG กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่เรียกว่าความเสี่ยงทางธุรกิจ การถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือแม้กระทั่งการถูกปฏิเสธจากห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
ข้อตกลงและกฎระเบียบระหว่างประเทศดังกล่าวเป็นแรงกดดันสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนของสหภาพยุโรป หรือ CBAM ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมนำร่อง
ทำให้ต่อจากนี้ ภาคธุรกิจไทยจะไม่สามารถนำเรื่องสิ่งแวดล้อมมาใช้สร้างภาพลักษณ์อย่างเดียวอีกต่อไป
แต่จะกลายเป็นมาตรการทางการค้าที่ส่งผลกระทบต่อกำไรและความอยู่รอดขององค์กรในระยะยาว
เพราะหากสินค้าที่ผลิตจากประเทศไทยไม่มีข้อมูลการปล่อยคาร์บอนที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และต่ำพอ สินค้านั้นก็จะไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
การปรับตัวของภาคธุรกิจไทยสู่แนวทาง ESG ปรากฏชัดเจนที่สุดในตลาดทุน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ได้ผลักดันมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม
ผ่านการกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนจัดทำและเปิดเผยรายงาน ESG หรือ ESG Report ภายใต้แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี หรือ One Report
ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแนวคิด ESG จากความสมัครใจให้อยู่ในแผนกลยุทธ์
การเปิดเผยข้อมูลนี้ครอบคลุมการระบุเป้าหมาย ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลอย่างรอบด้าน ช่วยให้นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาการฟอกเขียว หรือ Greenwashing ได้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ การเปิดเผยรายงาน ESG Report ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยังสอดรับกับการขับเคลื่อนดัชนีความยั่งยืน หรือ SET ESG Ratings
ที่ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นและสร้างแรงจูงใจให้บริษัทไทยแข่งขันกันปรับปรุงประสิทธิภาพด้าน ESG เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) และกองทุนระดับสถาบันจากทั่วโลก
บริษัทจดทะเบียนหลายแห่งไม่ได้หยุดอยู่แค่การรายงานตามเกณฑ์ขั้นต่ำของไทย แต่ยังยกระดับรายงาน ESG Report ให้เข้าสู่มาตรฐานสากล เช่น GRI, TCFD หรือ ISSB เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล
สะท้อนให้เห็นว่า ความยั่งยืนได้กลายเป็นวาระสำคัญระดับบริหารและคณะกรรมการบริษัทอย่างเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม การเดินทางจาก CSR สู่ ESG และการจัดทำ ESG Report ของภาคธุรกิจไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ
ประการแรกคือ เรื่องของต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีในโรงงาน การติดตั้งระบบพลังงานสะอาด หรือการจัดตั้งระบบการจัดเก็บและตรวจสอบข้อมูลความยั่งยืนเพื่อทำรายงาน
สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องใช้เงินลงทุนและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งอาจเป็นภาระหนักสำหรับธุรกิจ SME
ประการต่อมาคือ ความท้าทายด้านความแม่นยำและการจัดเก็บข้อมูลในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่วัตถุดิบต้นน้ำไปจนถึงกระบวนการส่งมอบสินค้า ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือและเทคโนโลยีการวัดผลที่น่าเชื่อถือ
ความท้าทายประการสุดท้ายคือ เรื่องของการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร
เพราะการขับเคลื่อน ESG ให้ประสบความสำเร็จไม่สามารถทำได้ผ่านเพียงแค่นโยบายจากผู้บริหารระดับสูงหรือการทำรายงานตามหน้าที่เท่านั้น
แต่ต้องอาศัยความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกคน หากพนักงานมองว่า ESG เป็นเพียงภาระงานเอกสารที่เพิ่มขึ้นมา การปรับตัวก็จะเป็นไปอย่างฉาบฉวยและไม่ยั่งยืน
ดังนั้น การสร้างความตระหนักรู้ให้คนในองค์กรเห็นว่า ESG คือโอกาสในการพัฒนาประสิทธิภาพองค์กรและสร้างการเติบโตในระยะยาว จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
แม้จะมีความท้าทายอยู่มาก แต่ภาคธุรกิจไทยที่สามารถปรับตัวและก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้ไปได้ จะพบกับโอกาสมหาศาล
การขับเคลื่อนด้วยกรอบ ESG และการจัดทำ ESG Report ที่โปร่งใส ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายและสร้างความยืดหยุ่นให้องค์กรพร้อมรับมือกับความผันผวนของโลกเท่านั้น
แต่ยังเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ
ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสินค้านวัตกรรมสีเขียว การเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องจริยธรรมและสิ่งแวดล้อม และการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระดับสากล
ตลอดจนการยอมรับจากนักลงทุนทั่วโลก
