bg-single

ความคิดทางเศรษฐกิจ ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (34)

07.10.2026

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

ความคิดทางเศรษฐกิจ

ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (34)

ความโดดเด่นในความคิดเศรษฐกิจของพระสารสาสน์ฯ ตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติและภายหลังการปฏิวัติ 2475 เริ่มตั้งแต่การวิพากษ์วิจารณ์และเสนอแนะรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในลักษณะรัฐควรมีบทบาทนำเศรษฐกิจ (State-led Economy)

ภายหลังการปฏิวัติ 2475 แล้ว ในฐานะรัฐมนตรีเศรษฐการ เขาเสนอให้ไทยมีแผนการเศรษฐกิจตามแนวทางชาตินิยมทางเศรษฐกิจ (Economics Nationalism) ให้ชัดเจน ไม่ปล่อยเศรษฐกิจไปตามยถากรรมดังระบอบเก่า โดยมุ่งเป้าที่การลดอิทธิพลและการเอารัดเอาเปรียบของทุนต่างชาติและชนชั้นปกครองตามแนววิเคราะห์แบบมาร์กซิสม์ (Marxism)

ภายหลังสงครามสิ้นสุดลงแล้ว มุมมองเศรษฐกิจของเขาโน้มเอียงไปทางเศรษฐศาสตร์สถาบัน (Institutional Economic) ด้วยเขาต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยหลังสงคราม

สยามรีวิว 9 มกราคม 2470 เครดิตภาพ : Matthew Copeland

ความคิดทางเศรษฐกิจก่อนการปฏิวัติ

หากพิจารณาความคิดเขาตามลำดับเวลาแล้ว ข้อเสนอก่อนการปฏิวัติ 2475 นั้น พระสารสาสน์ฯ เขียนบทความจากยุโรปวิพากษ์วิจารณ์และเสนอแนะการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้ประกอบการทางเศรษฐกิจปกป้อง และส่งเสริมให้คนไทยรู้จักประกอบการเศรษฐกิจและสร้างความเป็นธรรมทางสังคม โดยเน้นบทบาทรัฐนำทางเศรษฐกิจด้วยการส่งบทความมาตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพเดลิเมล์

เรื่อง “หัวข้อบางประการที่น่าจะเป็นอุปกรณ์ให้กรุงสยามก้าวหน้าขึ้นสู่ความเจริญสูง” โดยใช้นามปากกาว่า “ความเห็นเอกชน 555” ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2471 – มกราคม 2472 เขาเริ่มต้นข้อเสนอด้วยการกล่าวว่า “รัฐบาลก็ปุถุชนย่อมให้ชมมากกว่าการติ แต่ถ้าติเข้าเรื่อง ผู้มีสติสัมปชัญญะย่อมไม่โกรธ แต่ไม่ชอบอยู่นั่นเอง” ตลอดเวลาประมาณ 9 เดือนที่เขาเสนอความเห็นบนหน้าหนังสือพิมพ์สามารถสรุปได้ดังนี้

เขาเห็นว่า รัฐบาลควรสร้าง “สนามการค้า” หรือการมีนโยบายส่งเสริมการค้าและอุตสาหกรรม เขาวิจารณ์การบริหารที่ผ่านมา สมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงดำเนินการขั้นที่ 1 คือ “การเพาะความนิยมรับราชการ” เขาเห็นว่าในเวลานั้น “คนไทยแต่เดิมนิยมรับราชการ หากไม่ทำถือว่าไม่รักชาติ” ดังนั้น คนมีปัญญาจึงเข้าไปอยู่ในราชการทั้งสิ้น ขั้นที่ 2 เขาเห็นว่า ควรถึงเวลาส่งเสริมให้คนไทยเป็นพ่อค้า และจะต้องสร้าง “สนามการค้า” ให้กับพลเมือง เขาวิจารณ์ว่า คนชั้นสูงชอบวิจารณ์ว่า คนไทยไม่มีอินนิเชียทีฟ แต่เขาเห็นว่า คนไทยก็คน ชาติอื่นก็คน ที่เขาดีกว่าเพราะเหตุประกอบการต่างหาก มิใช่นิสัยคนไทยนั้นสู้ชาติอื่นไม่ได้ (กรุงเทพเดลิเมล์ วันที่ 8 พฤษภาคม 2471)

กรุงเทพเดลิเมล์ ฉบับ 4 พฤษภาคม 2471 และพระสารสาสน์ฯ ในวัยหนุ่ม

เขาเสนอว่า รัฐควรจัดตั้งการประกันภัย (อินชัวรันส์) ในด้านการประกันภัย การประกันวินาศภัย การประกันชีวิต ประกันความเจ็บป่วย ประกันชราภาพ ประกันทุพพลภาพ โดยรัฐบาลทำเพื่อให้เกิดรายได้และทำให้พลเมืองมีความมั่นคง

สำหรับการประกันความเจ็บป่วยนั้น รัฐควรบังคับให้นายจ้างประกันความเจ็บป่วยให้กับลูกจ้าง โดยให้ครอบคลุมการรักษาพยาบาล การได้รับเงินเลี้ยงชีพระหว่างป่วย การดำเนินนโยบายดังกล่าวจะทำให้โจรผู้ร้ายลดลงและเป็นการช่วย “ผู้หาเช้ากินค่ำ” ตลอดจนควรมีการประกันภัยเด็ก เช่น การประกันค่าใช้จ่ายในการตั้งครรภ์และคลอด เพื่อส่งเสริมการเพิ่มพลเมือง (กรุงเทพเดลิเมล์ วันที่ 11 มิถุนายน 2471)

เขาเสนอให้รัฐเข้าประกอบการทางเศรษฐกิจ เช่น การจัดทำน้ำประปา ไฟฟ้า การสื่อสาร การคมนาคม โรงงานอุตสาหกรรม และให้กระจายโรงงานไปตั้งตามหัวเมือง เขาเห็นว่า เหตุที่รัฐควรทำเพราะจะเป็นการป้องกันนายทุนต่างชาติ (foreign capitalist) เข้ามาประกอบการ รัฐอาจเปิดโอกาสให้เงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาได้ (foreign capital) ด้วยการกู้เงินจากต่างประเทศหรือออกพันธบัตรกู้เงินพลเมืองด้วยการกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนพร้อมมีดอกเบี้ย (กรุงเทพเดลิเมล์ วันที่ 19 มิถุนายน 2471)

รัฐควรลงทุนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางบกและทางน้ำ เขาเห็นว่าเมื่อเสนอให้รัฐมีวิธีการหารายได้แล้ว สมควรที่จะเสนอให้รัฐใช้เงินให้เป็นประโยชน์ต่อพลเมือง เช่น การสร้างถนน เขาประเมินว่าขณะนั้นการคมนาคมระหว่างกรุงเทพฯ กับหัวเมืองนั้นประหนึ่ง “อยู่กันคนละทวีป” มีแต่เพียงทางน้ำเท่านั้น ไม่มีทางหลวงเชื่อมระหว่างจังหวัด ทำให้การค้า การศึกษา สาธารณสุขขยายตัวไม่ได้ ดังนั้น เขาเสนอให้รัฐตัดถนนระหว่างภาคเหนือกับภาคใต้ (กรุงเทพเดลิเมล์ วันที่ 2 กรกฎาคม 2471)

การสร้างเมืองท่า นอกจากการปรับปรุงเส้นทางคมนาคมทางน้ำ ทั้งแม่น้ำลำคลองและการสร้างเมืองท่าเพื่อให้การขนส่งมีต้นทุนต่ำ เขาเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนสร้างเมืองท่า (Port Trust) เพื่อการส่งเสริมการขนส่งระหว่างประเทศ เขาเห็นว่า การเสนอแนวความคิดเหล่านี้ย่อมไม่เป็นที่พอใจของพวกคอนเซอร์เวทีฟที่ “เห็นดอกบัวเป็นกงจักร มิใช่กงจักรเป็นดอกบัว” เขาวิเคราะห์ว่า ไทยมีภูมิศาสตร์ที่เหมาะแก่การเป็นเมืองท่า แต่เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดรัฐบาลจึงปล่อยให้อังกฤษ ฝรั่งเศสยึดชัยภูมิการสร้างเมืองท่าไปจากสยาม แทนที่ผู้ปกครองควรตื่นตัว

ไม่แต่เพียงรัฐบาลไม่มีความคิดที่จะพัฒนาประเทศเท่านั้น “แต่กลับไปอุดหนุนโคโลนีของอังกฤษด้วยการใช้ท่าเรือของสิงคโปร์เป็นเมืองท่าของไทย รัฐบาลทำดูประหนึ่งว่าไทยเหมือนอัฟกานิสถานที่ไม่มีทางออกทางทะเล” เขาเห็นว่า การที่รัฐบาลไปใช้ท่าเรือของสิงคโปร์ในการขนส่งทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ทำให้สินค้ามีราคาแพง และผู้ที่แบกรับราคาสินค้าแพงคือประชาชนที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

ดังนั้น หากรัฐบาลทำเมืองท่าจะช่วยทำให้สินค้าในประเทศมีราคาถูกลง จะทำให้ไทยสามารถพึ่งตนเองได้ในยามที่วิกฤต เช่น การเกิดสงครามขึ้น อังกฤษไม่ให้ไทยใช้เมืองท่าแล้วไทยจะลำบาก เขาเสนอแนวทางแก้ปัญหาไว้ 3 ทางคือ การขุดคอคอดกระ การสร้างท่าเรือที่กันตังแล้วขนสินค้าด้วยรถไฟมายังกรุงเทพฯ และการสร้างท่าเรือที่กรุงเทพฯ โดยขุดสันดอนที่ปากน้ำ (กรุงเทพเดลิเมล์ วันที่ 4, 5, 13, 20 สิงหาคม 2471)

เสนอให้เก็บภาษีมรดกสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์

สําหรับการปรับปรุงรายได้ของรัฐนั้น เขาเสนอว่า ควรมีการเก็บ “อากรมรฎก” และ “อากรรายได้” โดยให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีมรดก หรือ “อากรมรดกของผู้ตาย (death duties) หรือมรฎกภาคหลวง เขาให้เหตุผลว่า “เหตุที่รัฐมีความชอบธรรมที่จะจัดเก็บทุกคนรวมทั้งคนต่างชาติในสยาม เพราะว่าทรัพย์เหล่านี้เป็น “อดิเรกลาภ” เป็นสิ่งที่ได้มาจากประเทศ จึงควรแบ่งคืนให้ประเทศจึงจะยุติธรรม ผู้รับมรดกก็ไม่เดือดร้อนเพราะมิได้เป็นคนหาทรัพย์นั้น แต่หากเกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลเข้าสนับสนุนจึงทำให้เจ้ามรดกนั้นเกิดทรัพย์ขึ้นมาได้ เขาเสนอเกณฑ์จัดเก็บมรดกว่า ให้พิจารณาจากมูลค่าของมรดกโดยจัดเก็บแบบอัตราก้าวหน้า เพื่อมิให้มีการทำนาบนหลังคน” (กรุงเทพเดลิเมล์ วันที่ 20 พฤษภาคม 2471) การเก็บภาษีมรดกควรทำควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้คนทำการค้า เขาเห็นว่า เมื่อผู้มีทรัพย์มีมากขึ้น รัฐก็จะจัดเก็บ “มรฎกภาคหลวง” นี้ได้มากตามไปด้วย

รวมทั้งการจัดเก็บภาษีรายได้ หรือ “อากรรายได้” เขาเห็นว่า การจัดเก็บอากรรายได้เป็นมาตรการที่เป็นธรรมกว่าเงินค่ารัชชูปการ ซึ่งก่อความเดือนร้อนให้กับพวก “หาเช้ากินค่ำ” เพราะหากมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็ไม่ต้องเสีย ตามหลัก “ใครมีมากเสียมาก” ดังนั้น หากรัฐทำตามแนวทางดังกล่าวจะสามารถสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมได้ เขาวิจารณ์นโยบายที่ผ่านมาว่า “รัฐบาลเก็บภาษีคนมั่งมีและคนจนเท่าๆ กัน” ไม่สามารถสร้างความเท่าเทียมกันและเพิ่มรายรับของรัฐได้ (กรุงเทพเดลิเมล์ วันที่ 1 มิถุนายน 2471)

กล่าวโดยสรุป ครั้งระบอบเก่า พระสารสาสน์ฯ วิพากษ์วิจารณ์และเสนอแนะรัฐบาลระบอบเก่าฯ ให้ประกอบการทางเศรษฐกิจปกป้องและส่งเสริมให้คนไทยรู้จักทำการค้า ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และบริการสาธารณะ ในลักษณะรัฐนำเศรษฐกิจ (State-led Economy มิใช่มุ่งแต่เรื่องความมั่นคงแต่ปล่อยให้ทุนต่างชาติเอาเปรียบคนในชาติ ให้ความสนใจในสวัสดิการความผาสุกและความเป็นธรรมทางสังคมของประชาชนให้มากขึ้น แต่ดูเหมือนว่า รัฐบาลระบอบเก่ายังคงดำเนินการเศรษฐกิจของไทยตามแนวทางเดิมที่ปล่อยให้ทุนต่างชาติมีอิทธิพลเหนือเศรษฐกิจไทย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | สถานะ หลักศิลา กลางน้ำเชี่ยว สถานะ  ปิยบุตร แสงกนกกุล
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (196)
เชลยศึกสงครามลาว (51) ความซื่อสัตย์ของศัตรู
ความคิดทางเศรษฐกิจ ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (34)
จาก CSR ถึง ESG : การปรับตัวของธุรกิจไทย
E-DUANG | บทเรียน การ”ถอดบทเรียน” จาก ประชาชน สู่”พลเมือง”
คุณหญิงสุดารัตน์ ออกโรงเตือน ชัชชาติ จะเอาโครงการขยายคลอง และอุโมงค์ยักษ์มาทดแทนแก้มลิงไม่ได้
‘50 ปี 6 ตุลา ‘เท้ง’ ชี้ รำลึกอดีตเพื่อมองไปข้างหน้า เดินหน้าแก้กติกาไม่ให้เผด็จการใช้อำนาจเข่นฆ่าประชาชนซ้ำ
คิดต่อจาก 6 ตุลา (8) : ร่างเพื่อนล้มลง เรายังอยู่
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (23)
50 ปี 6 ตุลา (5) ความรุนแรงในบริบททางภูมิรัฐศาสตร์
เทศกาล ‘เดาผล’ : The Nobel Prize in Literature 2026