บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (51)
ความซื่อสัตย์ของศัตรู
“องหวูพูดต่อไปว่า เมื่อตอนที่ผมถูกจับใหม่ๆ นั้นทางเบื้องบนของเขาสั่งให้เก็บทรัพย์สินของศัตรูที่ถูกจับได้นั้นรักษาไว้และเมื่อสงครามยุติแล้วให้นําเอาทรัพย์สินของศัตรูที่เก็บรักษาไว้มาส่งคืนให้เจ้าของให้เรียบร้อยเสีย และในวันนี้เขาเองก็ได้นําสิ่งของของผมที่ถูกนําเอาไปเก็บไว้มาคืนให้ผมเสียในตอนนี้เลย
เมื่อเขาพูดมาถึงตอนนี้ ผมรู้สึกทึ่งในคําพูดของเขา ผมเกิดอาการขนลุกซู่ โอคุณพระช่วย ผมจะได้ของคืนซึ่งผมเองก็ลืมไปแล้วเพราะมันเป็นเวลานาน 9 ปีกว่าแล้ว ใครจะไปนึกถึง และยิ่งได้ข่าวว่าจะได้กลับบ้านด้วยแล้วยิ่งทําให้ลืมสนิทไปเลย
สิ่งของของผมที่ถูกยึดไปนั้นคือสร้อยคอทองคําหนัก 8 บาท เส้นหนึ่งนาฬิกาข้อมือยี่ห้อมิโด เรือนหนึ่ง และเงินไทยอีก 330 บาท เจ้าอ้วนหัวหน้าค่ายคนใหม่แกะห่อผ้าเล็กๆ ออกแล้วก็หยิบเอาสิ่งของที่อยู่ในห่อผ้านั้นส่งคืนให้ผมจนครบ
โอ ผมอยากจะก้มลงกราบให้เจ้าอ้วนหัวหน้าค่ายคนนี้เหลือเกิน เพราะเขาเปรียบเสมือนเทวดาที่นําเอาสิ่งของของผมที่ได้หายสาบสูญไปนานแล้วมาคืนให้ผม ซึ่งผมก็นึกว่าคงไม่ได้คืนแล้ว ยังไงเสียก็คงหายไปแล้ว ลําพังสร้อยคอนั้นผมไม่เสียดายนักหรอก แต่พระที่ห้อยอยู่กับสร้อยนั่นสิ เป็นพระที่พ่อผมให้กับผมด้วยมือของพ่อเอ งและพระองค์นี้นี่แหละที่บันดาลให้ผมรอดพ้นจากห่ากระสุนปืนอาก้าที่ระดมยิงใส่เข้ามาที่เครื่องบินปอร์ตเตอร์ที่มีผมและนักบินอเมริกันนั่งอยู่เพียงสองคนโดยที่กระสุนปืนมิได้ระคายเคืองผิวหนังเลยแม้แต่น้อยทั้งผมและนักบินอเมริกัน ผมยิ้มให้เขาและบอก ‘ขอบใจ’ ด้วยความจริงใจ เขาบอกว่าไม่เป็นไร เขาก็ทําตามหน้าที่ของเขา เมื่อเสร็จแล้วเขาก็บอกให้ผมกลับไปขึ้นรถพร้อมกับบอกว่าขอให้โชคดี”
ฝันเป็นจริง
“บ่าย 2 โมงเศษในวันนั้น ขบวนรถ GMC จํานวน 16 คันเคลื่อนออกจากหน้าค่ายเชลยศึกไทย ณ ค่ายฟูเย็น จังหวัดเหงียโหละ เป็นแถวยาวเหยียด ผมนั่งอยู่ในรถคันที่ 3 จากท้ายขบวน รถคันหลังสุดนั้นเป็นรถของเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมซึ่งมีทั้งเสบียงอาหาร อาวุธปืนอาก้าพร้อมด้วยกระสุน ส่วนรถคันที่นําหน้าก็คือหัวหน้าค่ายและลูกน้องของเขา และภายในรถแต่ละคันนั้นก็จะมีผู้ควบคุมนั่งไปด้วยคันละ 2 คน พร้อมอาวุธปืนอาก้าด้วย รู้สึกว่าจะมีการร้องเพลงของพวกเชลยไทยด้วยเพราะได้ยินเสียงมาร์ชกองทัพบกบ้าง เพลงสยามานุสสติบ้าง ร้องกันมาตลอดทาง
ขบวนเดินทางได้ผ่านหมู่บ้านหลายหมู่บ้านแต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นหมู่บ้านอะไรหรือเมืองอะไรเพราะไม่มีใครที่จะกล้าถามพวกทหารว่าที่นี่เป็นที่ไหน ถึงแม้จะไม่ถูกตะคอกกลับไปแต่ก็คงไม่ได้รับคําตอบว่าที่นี่คือที่ไหน ซึ่งก็คงไม่มีความจําเป็นที่จะต้องไปรับรู้อะไรอีกแล้ว เท่าที่ได้รู้ได้เห็นและได้ผ่านมาแล้วมันก็เป็นการเพียงพอมากแล้ว ในตอนนี้ขอเพียงให้เอาชีวิตของตัวเองให้รอดไปถึงเมืองไทยให้ได้ก็น่าจะเป็นบุญแก่ตัวเองที่สุดแล้ว
ขบวนเดินทางได้พักระหว่างทางในตอนกลางคืนจํานวน 2 คืน และในวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันที่สามของการเดินทางเวลาประมาณบ่าย 4 โมงเย็น ขบวนเดินทางได้เข้าสู่เขตของประเทศลาว (ฝ่ายซ้าย) แล้ว ที่นั่นคือ ‘เมืองแสน’ พวกเราเห็นทหารของ ‘ขบวนการประเทศลาว’ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘แนวลาวรักชาติ’ พวกทหารของขบวนการประเทศลาว 4-5 คนได้เดินเข้ามาพบกับพวกทหารเวียดนามเหนือที่คุมขบวนและมีการตกลงอะไรกันพวกเราไม่รู้เรื่อง แต่ก็ถูกสั่งให้ขบวนเดินทางต่อไปอีก เวลาประมาณเกือบ 6 โมงเย็นยังไม่มืดนักขบวนก็ถึงที่พักซึ่งอยู่ในบริเวณป่าทึบมีต้นไม้สูงใหญ่มากมาย อยู่ใกล้ลําธาร มีเต็นท์กางอยู่เป็นเต็นท์ของทหารกางอยู่ห่างกันไม่มากนักประมาณ 15 เต็นท์ และมีเครื่องปั่นไฟสําหรับให้แสงสว่างในตอนกลางคืน
พวกเราพักอยู่ที่นั่นประมาณ 2 คืน และเปลี่ยนผู้ควบคุมจากทหารเวียดนามเหนือมาเป็นผู้ควบคุมจากทหารของขบวนการประเทศลาว แต่พวกทหารเวียดนามเหนือก็ยังอยู่ร่วมเป็นผู้ควบคุมด้วย ยังไม่ยอมปล่อยให้ขบวนการประเทศลาวหรือแนวลาวรักชาติเป็นผู้ควบคุมอย่างอิสระ และในวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันที่ 3 พวกเราก็ได้รับการแจกเสื้อผ้าชุดใหม่เป็นชุดเครื่องแบบกางเกงขายาวสีน้ำเงิน เสื้อแขนยาวสีขาว หมวกแก๊ปทรงหม้อตาลคนละ 1 ลูก เครื่องแบบนี้จ่ายให้คนละ 2 ชุด นอกจากนั้นยังมีเป้สะพาย 1 ลูก มุ้ง 1 หลัง ผ้าห่ม 1 ผืน กางเกงในผ้าบางๆ แบบขาสั้น 2 ตัว ขันน้ำ 1 ลูก รองเท้ายางรถยนต์ 1 คู่ แปรงสีฟันพร้อมด้วยยาสีฟัน ชุดเครื่องแบบที่ขบวนการประเทศลาวจ่ายมาให้นั้น เมื่อลองแต่งดูแล้วก็เหมือนกับพนักงานขับรถเมล์ของบริษัทรถเมล์ ‘ศรีนคร’ ในเมืองไทยสมัยก่อนยังไงยังงั้นเลย หลายคนมีความเห็นตรงกันว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ
วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2517 พวกเราถูกแบ่งออกเป็นรุ่นเรียกว่า ‘รุ่นแรก’ เป็นพวกโชคดีได้มีโอกาสกลับบ้านไปก่อน ในรุ่นแรกนี้มีจํานวน 150 คน ถูกสั่งให้จัดข้าวของเพื่อเตรียมขึ้นรถและออกเดินทางในตอนเช้า 19 กันยายน 2517 แต่เชลยศึกจํานวน 150 คนนั้นหาได้มีชื่อของผมรวมอยู่ในนั้นแต่ผมก็ยังอยู่ ณ ที่ตรงนั้นไม่ได้หายสาบสูญไปไหน เพียงแต่ยังไม่มีชื่ออยู่ในรุ่นแรกนี้เท่านั้น เชลยไทยรุ่นแรกจํานวน 150 คนออกจากที่พักไปแล้วขอให้ถึงเมืองไทยด้วยความปลอดภัยเถิดเพื่อนรัก และในตอนบ่ายของวันที่ 19 กันยายน 2517 พวกเราที่เหลืออีก 64 คน ในที่พักในป่าทึบก็ได้ยินเสียงเครื่องบินครางกระหึ่มอยู่ไม่ไกลนัก สนามบินของแนวลาวรักชาติคงอยู่ไม่ห่างจากที่พักนี้มากนัก อีกประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมาก็ได้ยินเสียงของเครื่องบินดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง นั่นแสดงว่าเชลยไทยจํานวน 150 คน ได้กลับคืนสู่กันบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขาแล้ว
ผมอยากจะหัวเราะเยาะให้กับตัวเองเหลือเกิน อยากสมน้ำหน้าให้กับตัวเอง ผมอยากจะทําอย่างนั้นจริงๆ เพราะมันทําให้หมั่นไส้ตัวเองและทําให้โกรธตัวเองว่า ทําไมหนอคนอื่นเขาถึงได้โชคดีกันหมดทุกคน ส่วนตัวเราต้องมานั่งทนรออยู่อย่างนี้ตลอดมาหลายครั้งหลายคราวเต็มที บางครั้งผมก็นึกอยากจะฆ่าตัวตายแต่ก็มีเสียงหนึ่งที่คอยมากระซิบอยู่ข้างหูคล้ายๆ จะเป็นเสียงของแม่บอกว่า ใจเย็นๆ ไว้ลูก ลูกทนมาแล้วเกือบ 10 ปีทําไมทนได้ นี่เหลือเวลาอีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น ขอให้ลูกจงอดทนต่อไป อย่าได้ท้อแท้ ทุกสิ่งทุกอย่างกําลังรอลูกอยู่ข้างหน้า เชลยไทยส่วนที่ยังเหลืออยู่จํานวน 64 คนนั้นมีผมคนหนึ่งรวมทั้งผู้ที่เคยถูกลงโทษมาด้วยกันอีก 11 คน ก็ยังอยู่พร้อมกันโดยที่ไม่ได้ถูกแยกตัวออกไปเลย จึงทําให้พวกเราทั้ง 12 คนต่างก็คิดกันว่าทางค่ายคงจะได้เอาปูนหมายหัวพวกเราไว้แล้วว่าไอ้พวกนี้คือพวกที่ชอบก่อความวุ่นวายให้กับทางค่ายอยู่ตลอดเวลาจึงต้องถ่วงเวลาไว้ก่อน ก็แล้วแต่จะคิดเถิด ผมไม่แคร์อะไรทั้งสิ้นถึงแม้ว่าจะกักจะขังพวกเราไว้อีกนานเท่านานต่อไปอีก ผมก็ต้องอดทนต่อไป เพราะรู้ว่าเราไม่สามารถจะทําอะไรได้ ต้องรอเวลาและต้องรอให้ผู้อื่นเขาเป็นผู้ดําเนินการให้ เนื่องจากว่าเรา ‘ไม่มีสิทธิ์’
ในตอนบ่ายวันหนึ่งที่ค่ายพักแรมเพื่อรอวันเวลาแลกเปลี่ยนเชลยศึก ผมถูกนําตัวเข้าไปพบหัวหน้าค่ายซึ่งเป็นคนลาว เมื่อตื่นนอนในตอนบ่ายสักครู่เดียวทหารคนหนึ่งก็เข้ามาบอกให้ผมแต่งตัวให้เรียบร้อยคือนุ่งกางเกงขายาวในชุดเชลย เพื่อไปพบกับหัวหน้าค่ายเมื่อแต่งตัวเสร็จทหารก็พาตัวผมไปที่เต็นท์ทําการของค่าย เมื่อเข้าไปข้างในก็เห็นว่าหัวหน้าค่ายซึ่งเป็นคนลาวนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เจ้าหมอนี่หน้าตาก็คล้ายๆ คนลาวทั่วไป ลักษณะท่าทางของเขาบอกว่าเขาเป็นคนวางมาดอยู่บ้าง ดูแล้วคล้ายๆ ว่าจะจดจําการวางท่าทางไปจากองหวูหัวหน้าค่ายคนที่เคยปะทะคารมกับผมมาแล้วเมื่อเดือนก่อน เขาบอกให้ผมนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้าม เขาใช้ภาษาลาวพูดคุยกับผม ประโยคแรกเขาถามว่าผมชื่ออะไรทั้งๆ ที่เขาก็รู้อยู่แล้วว่าผมชื่อประชาเพราะได้มีการแนะนํารายชื่อของเชลยศึกที่เคยเป็นหัวหน้าเชลยภายในค่ายเชลยไทยที่ฟูเย็นให้รู้จักในวันแรกที่เดินทางมาถึงแล้ว ผมตอบเขาไปสั้นๆ ว่า ผมชื่อ ‘ประชา’ และเขาก็ถามต่อไปอีกเหมือนๆ กับที่ทุกๆ คนได้เคยสอบถามผมมาแล้วทุกครั้งนั้นแหละคือมีลูกเมียมีเมียแล้วหรือยัง พ่อแม่ยังสบายดีอยู่หรือ มาทําอะไรในเมืองลาว ถูกจับเมื่อไหร่และถูกจับที่ไหน เป็นทหารหรือเปล่า เหมือนกันอย่างนี้แหละ ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทําไมพวกเขาจึงต้องใช้คําถามประโยคเหล่านี้มาถามกับผมทุกคน บางครั้งผมรู้สึกนึกรําคาญอยู่บ้างเหมือนกันแต่ก็ต้องตอบเขาตามคําถามที่เขาถามมา ภายหลังที่เขาถามประโยคคําถามเหล่านี้จนหมดและผมก็ได้ตอบเขาไปจนครบแล้วเขาก็เริ่มร่ายยาวต่อไปอีกด้วยการกล่าวถึงความดีเด่นและความเก่งกาจของลูกพี่ของเขา (เวียดนามเหนือนี่แหละ) ให้ผมฟังอย่างยืดยาวซึ่งเขา ได้ยกตัวอย่างของการรบของทหารเวียดนามเหนือที่เก่งฉกาจที่สุดให้ผมฟังซึ่งผมรู้มาหมดแล้วทุกเรื่องที่เขาเล่ามา
นอกจากนั้นเขายังถือโอกาสอบรมสั่งสอนผมเสียด้วยโดยที่เขาพยายามพูดชักจูงให้ผมเชื่อในคําบอกเล่าของเขา เขาพยายามโน้มน้าวจิตใจเพื่อให้ผมได้เข้าไปในลัทธิเดียวกันกับเขาซึ่งเขาบอกว่าเขาอยู่กันเหมือนพี่เหมือนน้อง มีอะไรเขาก็มีเหมือนๆ กัน เขามีสิทธิเสรีเท่ากัน พวกเขาไม่มี ‘คนมี’ และไม่มี ‘คนจน’ เขาไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะและไม่มี ‘เจ้า’ ไม่มี ‘นาย’ ผมอยากจะขัดคอมันเหลือเกินเมื่อได้ยินมันพูดมาถึงประโยคที่ว่า ‘ไม่มีเจ้าไม่มีนาย’ ผมอยากจะถามมันว่าแล้วเจ้าสุภานุวงศ์เป็นอะไรของพวกมันล่ะ? แต่ถ้าผมหลุดคําถามประโยคนี้ออกไปแล้วผมคิดว่า ‘ฟ้าต้องถล่มแผ่นดินต้องทลาย’ ไปโดยพริบตาเดียวแน่นอน เพราะเมื่อผมได้มองดูสถานการณ์ประกอบด้วยลักษณะท่าทางของเจ้าหัวหน้าค่ายคนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนดุดันและเหี้ยมกว่าองหวูมากนัก ใบหน้าเขาเป็นสี่เหลี่ยมคล้ายๆ องเหมี่ยน ซึ่งเป็นคนไม่น่าคบ รูปร่างล่ำสันแต่เตี้ยกว่าองหวู ผมเองก็พอจะดูโหงวเฮ้งของคนออกจึงเห็นว่าลักษณะของเจ้าหมอนี่นั้นไม่มีตรงจุดไหนที่จะทําให้เป็นที่น่าคบได้เลยสักจุดเดียว
เมื่อผมลองชั่งใจของตัวเองดูแล้วว่าจะนั่งฟังมันพูดไปเรื่อยๆ หรือว่าจะลองถามมันดูบ้าง ก็เลยตัดสินใจได้ว่าสมควรจะทําตัวในอย่างแรกจะดีกว่ามากเพื่อจะได้ไม่ต้องเจ็บตัวเพิ่มเข้าไปอีกเอาแค่เพียงเจ็บใจอย่างเดียวก็พอแล้ว อีกประการหนึ่งมันก็ไม่ได้ถามเราด้วยว่าเรามีความคิดเห็นเป็นอย่างไรบ้างที่มันพูดออกมานี้ ถ้าหากว่ามันเกิดอยากจะลองดูว่าผมจะคิดอย่างไรแล้วก็ถามผมขึ้นมาผมก็คงจะต้องตอบมันไปแบบเดียวกันกับที่ได้ตอบกับองหวูไปแล้วเมื่อเดือนก่อนนั่นแหละ แล้วอะไรจะเกิดขึ้นล่ะ เงียบเสียดีกว่า ปล่อยให้มันพล่ามของมันไป
‘เมื่อสูเจ้าฮอดบ้านแล้ว เจ้าต้อง เฮด เวียกซอยเหลืออ้ายน้องผู้ยากจนเด้อ’ เจ้าหัวหน้าลาวคนนั้นพล่ามต่อไปอีก ผมก็นั่งฟังมันเฉย ‘เจ้าอย่าไปเข้ากับฝ่าย ถนอม-ประภาส เด้อ เพราะมันเป็นเผด็จการ แม่นเจ้าฝ่าฝืน อ้ายน้องเฮาในเมืองไทยมีอยู่หลายมันสิจับเจ้าส่งคืน แม่นเจ้าถูกจับมาอีกเจ้าสิถูกตัดคอทิ่ม’ มันมีทั้งคําพูดแนะนําสั่งสอน มีบังคับ พร้อมกับคําขู่อยู่ด้วย
เจ้าหมอนี่มันก็คงจะได้ผ่านการอบรมในหลักสูตรต่างๆ มาพอสมควรทีเดียวมันจึงได้แสดงบทบาทหัวหน้าค่ายได้ดีพอใช้ ก็นับว่าเป็นโชคดีของผมอย่างมหันต์ทีเดียวที่มันไม่ได้มีคําถามมาถามผมเลยสักคําเดียว”
