วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com
มิใช่แค่แผนการธุรกิจหนึ่งซึ่งเป็นไป หากเป็นเสียงสะท้อนและแรงกระเพื่อม
กรณีหนึ่งนั้น กลุ่มเซ็นทรัลประกาศแผนลงทุนในเวียดนาม ล่าสุดมีมูลค่าถึง 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1 แสนล้านบาท ในงานแถลงข่าวใหญ่ที่มีขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
จะว่าไปในแต่ละปี กลุ่มเซ็นทรัลจะมีงานใหญ่อย่างนี้อย่างน้อย 1-2 ครั้ง เพื่อสื่อสารวิสัยทัศน์ (Corporate Vision) และนำเสนอแผนการธุรกิจใหญ่ (Strategic Business Plan) ข้างต้นจึงถือว่าเป็นงานในระดับนั้นทีเดียว
พร้อมๆ กับการเปิดงาน “Vietnamese Week in Thailand 2026” (17-20 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์) งานแสดงสินค้าเวียดนาม ครั้งที่ 8 ในช่วง 10 ปี ด้วยความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ครั้งนี้เชื่อมโยงกับวาระพิเศษ เนื่องในครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม
เป็นความตั้งใจสะท้อนความสัมพันธ์และความสำคัญของกลุ่มเซ็นทรัล กับเครือข่ายธุรกิจในประเทศเวียดนามที่มีความเป็นมายาวนานพอสมควร
พอจะจับหมุดหมายที่สำคัญได้ กลุ่มเซ็นทรัลกับแผนการสร้างเครือข่ายธุรกิจในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม มาจากถ้อยแถลงของ CRC เมื่อกลางปี 2565 (เมื่อ 15 สิงหาคม)
“เดือนกันยายนนี้จะมีการฉลองครบรอบความสำเร็จ 10 ปีของเซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม ที่ปัจจุบันขึ้นเป็นเบอร์ 1 ด้านไฮเปอร์มาร์เก็ต และผู้นำศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์ GO! พร้อมทั้งเป็นผู้นำค้าปลีกต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในประเทศเวียดนาม”
อีกตอนหนึ่งในข้อเขียนชิ้นนั้นของผม (มติชนสุดสัปดาห์ กันยายน 2565) ให้ภาพก่อนหน้าไว้ด้วย ว่าด้วยมองมุมเชิงบวก เชื่อมโยงกับธุรกิจค้าปลีกในประเทศเวียดนาม อ้างอิงบริบทในบทวิเคราะห์ของ CRC ปี 2563
“จำนวนของชนชั้นกลางในประเทศเวียดนามเพิ่มขึ้นจาก 6.1 ล้านครัวเรือน เป็น 7.6 ล้านครัวเรือนในระหว่างปี 2556 ถึงปี 2561 และคาดว่าจะน่าจะเพิ่มขึ้นถึง 8.3 ล้านครัวเรือนในอีก 5 ปีข้างหน้า”
และในปลายปีนั้น (2563) ท่ามกลางวิกฤตการณ์ COVID-19 CRC รายงานไว้ด้วยว่า รายได้จากเครือข่ายธุรกิจในเวียดนาม มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ จาก 18% เป็น 24%

มองกว้างๆ อย่างจับต้องได้
ครั้งนี้เป็นการนำเสนอยุทธศาสตร์ใหญ่ของกลุ่มเซ็นทรัลเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ แผนการลงทุนกว่าแสนล้านบาทในช่วง 5 ปีข้างหน้าที่ว่านั้น ได้ผนวกรวมมาจากเครือข่ายธุรกิจแกนสำคัญ ซึ่งอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ (ไทย) ทั้งบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (CRC) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) (CPN) และบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) (CENTEL)
หากมองในมุมแคบลงมายังแบบแผนทางธุรกิจ น่าจะนับว่าเป็นแผนการที่ยกระดับขึ้น จะว่าไป แผนการนั้นอ้างอิงบทเรียนอันอุดมที่ประเทศไทย
จากช่วงเวลาที่ผ่านๆ มา มุ่งเน้นขยายโอกาสและยึดพื้นที่ธุรกิจหลัก-ค้าปลีก สู่แผนการที่ใหญ่ขึ้นอย่างชัดเจน ว่าด้วยการสร้างเมือง และระบบนิเวศครบวงจร
จากกลยุทธ์ธุรกิจเข้าครอบงำกิจการ (M&A) ในช่วงต้น กรณี Big C และ Nguyen Kim และแผนการขยายสาขา (กรณีค้าปลีกแบบไฮเปอร์มาร์เก็ต) เพื่อเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกอย่างเต็มตัว
สู่แผนการใหม่แผนการใหญ่ CPN เข้ามาร่วมวงอย่างเต็มตัว เชื่อว่าเป็นแผนการขยายโอกาสธุรกิจให้กว้างและเร็วขึ้น
จากการขยายตัวในยุคแรก กระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงและเมืองเศรษฐกิจหลัก เช่น ฮานอย และโฮจิมินห์ มาสู่แผนการเชิงขยายคล้ายๆ ในประเทศไทย ล่าสุด กลุ่มเซ็นทรัลได้ประกาศแผนการสู่เมืองรอง
ในอีกมิติข้างต้นนั้น เป็นไปและเทียบเคียงบทเรียนในประเทศไทย” จากยุคแรก เครือข่ายเซ็นทรัลบุกสู่เมืองท่องเที่ยวสำคัญๆ ของไทยเมื่อ 3 ทศวรรษที่แล้ว จนมาถึงปัจจุบัน มีความเชื่อในพลังตนเองอย่างเหลือล้น ถึงขั้นที่ว่า โครงการใหญ่ที่ไปถึงที่ไหนจะสร้างการเปลี่ยนแปลง (เมือง) ที่นั่น…” (มติชนสุดสัปดาห์ พฤษภาคม 2565)
ว่าด้วยความเป็นเมือง (Urbanization) ถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทและยุทธศาสตร์เชื่อมโยงกับกลุ่มเซ็นทรัลโดยตรง
กลุ่มเซ็นทรัลไม่ได้สร้างแค่ห้างสรรพสินค้า หากมุ่งสร้างโครงการผสมผสาน ที่เรียก Mixed-Use Projects (ศูนย์การค้า + คอนโดมิเนียม/บ้าน + โรงแรม + อาคารสำนักงาน) เปลี่ยนพื้นที่เดิมในเมืองรองให้กลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ อย่างที่เคยทำมาแล้วในประเทศไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ในเมืองท่องเที่ยว เมืองรอง หรือจังหวัดชายแดน อาทิ นครราชสีมา อยุธยา จันทบุรี นครสวรรค์ นครศรีธรรมราช ฯลฯ
ในอีกด้านสร้างแรงกระเพื่อมต่อเนื่อง โครงการขนาดใหญ่ของกลุ่มเซ็นทรัลส่งผลให้ราคาที่ดินโดยรอบสูงขึ้น มาพร้อมกับการลงทุนของภาคเอกชนรายอื่น ไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยใหม่ หรือ โรงพยาบาล มีส่วนผลักดันให้ร้านค้าในท้องถิ่นปรับตัว
รวมทั้งมีแรงกดกันต่อภาครัฐ ด้วยปัญหาการจราจรและประชากรที่หนาแน่น เป็นปัจจัยเร่งให้ภาครัฐเร่งพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน
ขยายภาพให้กว้างขึ้นอีก กลุ่มเซ็นทรัล ในฐานฐานะเครือข่ายธุรกิจอันทรงอิทธิพล ถือว่าเป็นหนึ่งใน “ฟันเฟือง” หรือเป็น “ดัชนีชี้วัด” ทิศทางเศรษฐกิจและสังคมธุรกิจ ด้วยมีธุรกิจครอบคลุม ทั้งค้าปลีก พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ไปจนถึงการเงินดิจิทัล ที่มีฐานข้อมูล (Big data) พฤติกรรมผู้บริโภค
แผนการขยับตัวข้างต้นจึงไม่ใช่แค่ความเป็นไปของธุรกิจหนึ่งๆ หากมีบทบาทมีส่วนในการ “กำหนดมาตรฐานและทิศทาง” ให้กับสังคมธุรกิจด้วย ทั้งว่าด้วยแบบแผนธุรกิจอย่างเข้มข้น ไปจนถึงมีความรับผิดชอบต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวม ต่อธุรกิจฐานรากที่มีประเด็นความสัมพันธ์อันควรเป็นไปด้วย
ที่ไปไกลกว่านั้น กรณีเครือข่ายธุรกิจไหนไทยให้ความสำคัญทุ่มการลงทุนในต่างประเทศ ที่สำคัญในเวียดนาม เท่าที่พิจารณามีแนวโน้มช่องว่างระหว่างเงินลงทุนในไทย กับเวียดนามของกลุ่มเซ็นทรัลนับวันจะแคบลงๆ
จึงนับเป็น “เสียงสะท้อน” หนึ่งก็ว่าได้ ไม่เป็นเพียงยุทธศาสตร์ “กระจายความเสี่ยง” อย่างที่ว่าๆ กัน หากรวมถึงบทสรุปที่ว่า สังคมไทยมีข้อจำกัด

