‘อนุทิน’ ยิ้มสู้มหาอุทกภัย งัดเมกะโปรเจ็กต์แสนล้าน พิสูจน์ฝีมือแก้วิกฤตน้ำท่วม
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
มหาอุทกภัย กลายเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือการบริหารจัดการ ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย
ตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 ครั้งที่เผชิญมหาอุทกภัยหาดใหญ่ในรอบกว่าร้อยปี เมื่อปลายปี 2568 แต่ก็ยังพลิกกระแสกลับมาชนะเลือกตั้งได้ในช่วงกุมภาพันธ์ 2569
กระทั่งล่าสุด รัฐบาลอนุทิน 2 เผชิญมหาอุทกภัยใหญ่อีกครั้ง จากตัวเลขของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สรุปยอดจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ 30 จังหวัด ประกอบด้วย ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด บุรีรัมย์ ชัยภูมิ นครราชสีมา สุรินทร์
และกรุงเทพมหานคร ที่มีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 329,000 ครัวเรือน ถือว่าหนักที่สุดตั้งแต่มหาอุทกภัยปี 2554 หรือเมื่อ 15 ปีที่แล้ว
“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต มีประชาชนได้รับผลกระทบ 7 แสนคน 3 แสนครัวเรือน มีพื้นที่น้ำท่วมสะสมถึง 42 เขต น้ำท่วมหนัก อาทิ เขตลาดกระบัง บางกะปิ มีนบุรี สะพานสูง สวนหลวง บึงกุ่ม คลองสามวา และสายไหม
“อนุทิน” ลงพื้นที่แฟลตคลองจั่น ย่านบางกะปิ 2 วันติด ท่ามกลางเสียงก่นด่าของชาวบ้านที่จมน้ำท่วม
นายกรัฐมนตรีโต้เสียงวิจารณ์ว่า “ไม่ได้ทำงานบนหอคอยงาช้าง อย่างที่หลายคนพูด”
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบไม่เฉพาะในพื้นที่ กทม.แต่ยังกระจายไปยังพื้นที่ภาคกลาง-ภาคตะวันออก
เขาใหญ่ที่มีพื้นที่ติดกับปราจีนบุรี นักท่องเที่ยวยกเลิกที่พักเกือบ 100% ในช่วงสุดสัปดาห์ ขณะที่ “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยอมรับว่า ท่องเที่ยวได้รับผลกระทบระยะสั้น
ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม ในพื้นที่เสี่ยง อย่าง อยุธยา เร่งเปิดตำรา รับมืออุทกภัย เพราะเคยมีบทเรียนจากปี 2554 แต่พื้นที่อุตสาหกรรมแห่งใหม่ อย่าง ระยอง ปราจีนบุรี ยังคงเปราะบาง
ยังไม่นับพืชผลการเกษตรที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งยังรอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รวบรวมความเสียหายเพื่อดำเนินการเยียวยา
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบสุทธิต่อเศรษฐกิจเบื้องต้นที่ประมาณ 7,000-17,000 ล้านบาท หรือราว 0.03-0.11% ของ GDP
ผลกระทบส่วนใหญ่ในระยะแรกเป็นการสูญเสียกิจกรรมทางเศรษฐกิจชั่วคราว มากกว่าความเสียหายต่อฐานการผลิต อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนสูงและขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสถานการณ์ หากน้ำท่วมยืดเยื้อ หรือขยายวงไปกระทบโรงงาน นิคมอุตสาหกรรม หรือระบบขนส่งและห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
“ผลกระทบไม่ได้สิ้นสุดทันทีเมื่อน้ำลด เนื่องจากครัวเรือนและภาคธุรกิจยังต้องทยอยรับรู้ความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ที่อยู่อาศัย รถยนต์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูตามมา”
“อาจทำให้การใช้จ่ายด้านอื่นเป็นไปอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยผลกระทบจะแตกต่างกันตามฐานะทางการเงินและความสามารถในการรับมือของแต่ละครัวเรือนและธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีภาระหนี้สูง เงินออมจำกัด หรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ซึ่งจะมีความสามารถในการรองรับความเสียหายต่ำกว่ากลุ่มอื่น” ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุ
รัฐบาลอนุทินจึงต้องระดมทุกสรรพกำลัง รับแผนเผชิญเหตุน้ำท่วม บรรเทาวิกฤตความนิยมของรัฐบาลที่อาจจมบาดาล ทั้งที่รัฐบาลอนุทิน 2 บริหารประเทศมาเพียงแค่ 6 เดือน
โดยแบ่งหน้าที่รัฐมนตรีกำกับดูแล 5 โซน ประกอบด้วย ภาคกลาง มี “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และ “ภราดร ปริศนานันทกุล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธาน ครอบคลุมพื้นที่พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สิงห์บุรี สระบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และสุพรรณบุรี
ภาคตะวันออก มี “สุชาติ ชมกลิ่น” รมว.ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน และ “เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์” รมช.มหาดไทย เป็นรองประธาน ครอบคลุมฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และปราจีนบุรี
ภาคเหนือ มี “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธาน ครอบคลุมเชียงใหม่ นครสวรรค์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และอุทัยธานี
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี “ทรงศักดิ์ ทองศรี” รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และ “พลพีร์ สุวรรณฉวี” รมช.มหาดไทย เป็นรองประธาน
ภาคใต้ มี “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และ “วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์” รมช.มหาดไทย เป็นรองประธาน
และ กทม. มี “พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ” รมว.กลาโหม เป็นตัวแทน ครม.ในการกำกับดูแลพื้นที่
ทั้ง 5 โซน บวก 1 กทม. ที่มีรองนายกฯ และรัฐมนตรีที่กำกับดูแล มีอำนาจกำกับ สั่งการ ประสานงาน และแก้ไขปัญหาในนามของนายกรัฐมนตรี
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังอนุมัติบิ๊กโปรเจ็กต์ โครงการการขุดขยายระบบระบายน้ำชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย วงเงินกว่า 165,000 ล้านบาท ใช้เวลาสร้าง 8 ปี
ช่วงที่ 1 ประกอบด้วย ช่วงปรับปรุงคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก ความยาว 134.365 กิโลเมตร มีอัตราการระบายน้ำหลากสูงสุด 430 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ใช้งบฯ ก่อสร้างวงเงิน 38,092.27 ล้านบาท
ช่วงที่ 2 ประกอบด้วย ช่วงคลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย ความยาว 135.655 กิโลเมตร อัตราการระบายน้ำหลากสูงสุด 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ใช้งบฯ ก่อสร้างวงเงิน 98,625.73 ล้านบาท ที่เหลือเป็นค่าซื้อที่ดิน ค่าทดแทน ค่ารื้อย้ายในการจัดหาที่ดิน 23,328.00 ล้านบาท และค่าเผื่อเหลือเผื่อขาด 4,954.00 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี
“อนุทิน” กล่าวว่า ถ้าโครงการนี้ผ่านเรียบร้อยจะทำให้การป้องกันน้ำท่วม ทั้งเขตภาคกลาง กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล มีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สำคัญคือเรื่องการกักเก็บน้ำ เพราะเป็นแก้มลิงโดยธรรมชาติได้ในระดับหนึ่งด้วย
และยังเบิกงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ในส่วน “งบกลาง” รายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนปี 2569 ที่เหลืออยู่ 4,731 ล้านบาท เยียวยาผู้ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ หากงบฯ ไม่พอ ยังมีแผนเบิกงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน จากงบประมาณปี 2570 ที่จะใช้ได้ 1 ตุลาคมนี้เพิ่มเติม
“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ซึ่งมีบทบาทกำกับดูแลโซนภาคกลาง ได้จัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือน้ำท่วม” ณ กระทรวงการคลัง ช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ไว้ในจุดประสานงานเดียวประสานการทำงานกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 7 แห่ง
ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
ด้าน “นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์” เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เตรียมยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรที่นำเข้ามาทดแทนเครื่องจักรที่เสียหาย การตัดบัญชีเครื่องจักรและวัตถุดิบที่ได้รับความเสียหายโดยไม่มีภาระภาษี และการอนุญาตให้เพิ่มกำลังการผลิตตามเครื่องจักรที่ซื้อเพิ่มหรือใช้ทดแทนเครื่องจักรเดิมที่เสียหาย ผู้ประกอบการที่ต้องการใช้สิทธิ์ต้องมีสถานประกอบการอยู่ในพื้นที่ที่ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติอุทกภัย และยื่นคำขอพร้อมเอกสาร
นี่คือความพยายามของ “อนุทิน” ที่ตัดสินใจยอมเปียก ลงมาลุยน้ำ ติดดิน ระดมทุกกลไกอำนาจ
แก้วิกฤตอุทกภัย ก่อนรัฐบาลจะวิกฤตในมหาอุทกภัยครั้งนี้
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
