ความคิดทางเศรษฐกิจ ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (จบ) ความคิดทางเศรษฐกิจภายหลังการปฏิวัติ | My Country Thailand
My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
ความคิดทางเศรษฐกิจ
ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (จบ)
ความคิดทางเศรษฐกิจภายหลังการปฏิวัติ
ในช่วงแรกภายหลังการปฏิวัติ 2475 นั้น มีกระแสความคิดทางเศรษฐกิจที่สำคัญในสังคมอยู่ 3 แนวทางคือ แนวคิดแรก เสรีนิยม (Liberalism) นำโดยพระยามโนปกรณ์นิติธาดาและพระยาโกมารกุลมนตรี มีนโยบายทางเศรษฐกิจแบบค่อยเป็นค่อยไปโดย ไม่แตะต้องโครงสร้างการผลิตและระบบกรรมสิทธิ์แต่อันใด
แนวคิดที่สอง ชาตินิยม (Nationalism) มีกลุ่มที่เสนอแนวคิดนี้อยู่สองกลุ่มคือ กลุ่มพ่อค้า เช่น นายมังกร สามเสน และนายวนิช ปานะนนท์ และกลุ่มข้าราชการ เช่น พระยาสุริยานุวัตร พระบริภัณฑ์ยุทธกิจ แนวคิดที่สาม สังคมนิยม (Socialism) มีนายปรีดี พนมยงค์ และพระสารสาสน์พลขันธ์ (นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, 2546, 339-352)
ความโดดเด่นในความคิดเศรษฐกิจของพระสารสาสน์ฯ ก่อนการปฏิวัติ เขาวิพากษ์วิจารณ์และเสนอแนะรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในลักษณะรัฐนำเศรษฐกิจ (State-led Economy)
ต่อมา ภายหลังการปฏิวัติ 2475 แล้ว ในฐานะรัฐมนตรีเศรษฐการ เขาเสนอให้ไทยมีแผนการเศรษฐกิจตามแนวทางชาตินิยมทางเศรษฐกิจ (Economics Nationalism) ให้ชัดเจน ไม่ปล่อยเศรษฐกิจไปตามยถากรรมดังระบอบเก่า โดยมุ่งเป้าที่การลดอิทธิพลและการเอารัดเอาเปรียบของทุนต่างชาติและชนชั้นปกครองเดิมตามแนววิเคราะห์แบบมาร์กซิสม์ (Marxism) ดังปรากฏอยู่ในโครงการเศรษฐกิจทั่วไป (2477) และในตำราเศรษฐศาสตร์ของเขา เช่น ตำราเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการค้า และตำราเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการเงิน
ภายหลังการปฏิวัติ เขาถูกเรียกให้กลับมาเพื่อเป็นรัฐมนตรีเศรษฐการ ต่อมาเขาได้เสนอแผนพัฒนาเศรษฐกิจแบบชาตินิยมให้กับรัฐบาลใหม่ “เค้าโครงการเศรษฐกิจทั่วไป” ของเขา (2477) มีวัตถุประสงค์ให้ประชาชน ต่างประเทศและรัฐร่วมมือกัน เป็น “สามเส้า” โดยมีการแบ่งบันส่วนแบ่งกันอย่างยุติธรรม โดยกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ทำให้ทุนกับแรงเจอกัน ให้องคาพยพทำงาน ให้คนงานมีเครื่องมือ และวินิจฉัยเหตุแห่งการเพาะขุด (การผลิต) เขาเสนอให้มี “แปลนรวม” ในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ โดยใช้สหกรณ์และเทศบาลเป็นกลไกในการดำเนินงานร่วมกัน สหกรณ์มีหน้าที่ซื้อ ขาย และปล่อยกู้ ให้มีหอซื้อขายในการเป็นตัวกลางซึ่งรัฐเป็นผู้ดำเนินการ และในท้ายที่สุด เทศบาลจะเข้าควบคุมสหกรณ์ (เค้าโครงการเศรษฐกิจทั่วไป, 2477) กล่าวได้ว่า “เค้าโครงการเศรษฐกิจทั่วไป” ของพระสารสาสน์ฯ สะท้อนความคิดชาตินิยมและสังคมนิยมที่ต่อต้านจักรวรรดินิยมตะวันตกของเขาอย่างชัดเจน
ในระหว่างที่พระสารสาสน์ฯ เป็นรัฐมนตรีเศรษฐการ เกิดการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ของกรรมกรรถไฟ กรรมกรรถราง (2477) ลุกลามไปยังกรมไปรษณีย์โทรเลขภายใต้การดูแลของกระทรวงเศรษฐการ (สังศิต พิริยะรังสรรค์, 2529 ; ควง อภัยวงศ์, 2501, 54) นายปรีดีเห็นว่า พระสารสาสน์ฯ “บำเพ็ญตนเป็นกรรมกร” ทำตนเป็นครูของพวกกรรมกร ชอบอุปการะเลี้ยงดูกรรมกรและชาวนา โดยมีร้อยโท ณ เณร ตาละลักษณ์ เป็นหัวหน้ากรรมกร และครั้งเขาเป็นรัฐมนตรีได้ยกเงินเดือนให้กับชาวนาและกรรมกรด้วย
ในท้ายที่สุดแล้ว ความเคลื่อนไหวนัดหยุดงานของแรงงานสงบลง ในคำให้การของหลวงประดิษฐฯ ในคดีอาชญากรสงคราม ให้การต่อหน้าพระสารสาสน์ฯ ในภายหลังสงครามนั้น เขาเห็นว่า พระสารสาสน์ฯ “เป็น Socialist” และนักประชาธิปไตย (นายปรีดี, 2517, 40, 57)




ในตำราเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการค้า (2481) นั้น เขาเสนอให้รัฐมีบทบาทในการจัดสวัสดิการให้กับสังคม เช่น เขาเห็นว่าความไม่เจริญของสยามเกิดจาก “กาฝาก” สังคมว่า “พวกเกียจคร้านไม่ทำงาน คอยแต่แทะคนอื่นเป็นกาฝาก กินเลือดที่ได้จากแรงคนอื่น คนเกียจคร้านเหล่านี้ชาติใดมียิ่งน้อยยิ่งดี” (พระสารสาสน์ฯ, 2481, 41, 71)
เขาเห็นว่า การเมืองเป็นที่มาของทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น การศึกษา อนามัย เขาคัดค้านอย่างมากกับความเชื่อว่า ต้องให้การศึกษากับประชาชนก่อนจึงให้ปกครองตนเองได้ เขาไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐธรรมนูญในขณะนั้นบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ให้ประชาชนมีความรู้ก่อนจึงยกเลิกสมาชิกสภาผู้แทนประเภทแต่งตั้ง และเขาเห็นว่า รัฐต้องจัดสวัสดิการให้กับประชาชน เช่น การศึกษาฟรี และให้มีการจัดระบบสวัสดิการสังคมและมีกฎหมายแรงงาน และรัฐต้องเข้าประกอบการทางเศรษฐกิจ (พระสารสาสน์ฯ, 2481, 417, 419-420, 423-424, 437)
ส่วนตำราเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการเงินนั้น เขาได้กล่าวถึงความคิดของนักคิดหลายคนทั้งในกลุ่มทฤษฎีสัญญาประชาคม นักคิดทางเศรษฐกิจ และรวมถึงคาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) โดยเขาเสนอการวิเคราะห์พัฒนาการของสังคมในทางประวัติศาสตร์ การคลี่คลายเปลี่ยนแปลงอำนาจจากศักดินา-ทหาร ไปสู่นายทุน รวมทั้งการก้าวสู่การปกครองแบบประชาธิปไตยในสังคมทุนนิยม ปัญหาอุปสรรคที่เกิดจากนายทุน และภาวะสุดท้ายคือสังคมที่ปลอดจากทุนที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
เขาอธิบายพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่จะคลี่คลายจากสังคมศักดินาไปสู่สังคมทุนนิยมว่า
“แต่เดิมผู้ที่รับหน้าที่เป็นนักรบ ก็เป็นนักรบแต่ชั่วคราวตราบเท่าที่ยังมีภัยอยู่ เมื่อหมดภัยก็คืนอำนาจให้แก่ผู้ให้ ภายหลังภัยถาวรขึ้น การเป็นนักรบจึงกลายเป็นหน้าที่ตายตัว เลยกลายเป็นอาชีพหนึ่งที่ได้เปรียบกว่าอาชีพอื่น เพราะตนกุมไว้ซึ่งวิชาสังหาร เลยกลายเป็นผู้มีอำนาจใหญ่โตขึ้น อะไรๆ ที่ไม่พอใจก็ตัดสินด้วยอาวุธ ถือเอาการทำลายเป็นเครื่องตัดสิน นิสัยแข็งกระด้าง ไม่ชอบใจก็ใคร่จะฆ่าเสีย…ด้วยเหตุนี้นักรบจึงเป็นผู้สูงศักดิ์กว่าผู้อื่น นี่แหละเป็นที่มาของเจ้า เรียกว่าเจ้าแผ่นดินบ้าง เจ้าประเทศราช เจ้าเหล่านี้ แย่งชิงแผ่นดินและข้าทาส เพื่อให้มีอำนาจเหนือหัวคนอื่น แล้วบังคับให้คนอื่นอยู่ในอำนาจ ทำงานให้กับเจ้า หากไม่สำเร็จก็ฆ่าสังหารกันลงไป ผู้รับผลร้ายคือข้าทาส เมื่อเงินเกิดขึ้น การสงครามต้องใช้เงินมาก เจ้าต้องการเงินมากขึ้นจึงให้ทาสใช้เงินแทนแรงงาน อำนาจเลื่อนจากอาวุธมาเป็นเงิน” (พระสารสาสน์ฯ, 2481, 75-76)
และเมื่อพัฒนาการทางประวัติศาสตร์เป็นเช่นนี้ สังคมย่อมเคลื่อนไปสู่การปกครองที่เป็นประชาธิปไตย “ความมีเงินของไพร่บ้านพลเมืองผสมกับสติปัญญาความกล้าหาญของคน เช่น คัลวิน รูโซ มองเตสกีเออ ทำให้ราษฎรกลับมีเสรีภาพขึ้นมาใหม่ ประชาธิปไตยก็เกิดขึ้น” (พระสารสาสน์ฯ, 2481, 78)
ความคลี่คลายในการวิเคราะห์พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของเขาดำเนินต่อไปว่า เมื่อ “อำนาจเลื่อนจากอาวุธมาเป็นเงิน ทาสมีเสรีภาพในการทำงานมากขึ้น มีการสะสมเงินมากขึ้น อำนาจ 2 อำนาจคือ อำนาจเงินกับอำนาจดาบจึงต่อสู้กัน จึงคอนลง และจำต้องประจบประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของแรง” (พระสารสาสน์ฯ, 2481, 75-76)
ในท้ายที่สุดแล้ว เขาเห็นว่าแม้ว่าทุนมีความสำคัญ แต่เขาเห็นว่าทุนจะเป็นตัวการในการทำลายประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน เขาวิเคราะห์ว่า ความไม่สงบสุขในโลกนี้ไม่ได้เกิดจากคนยากไร้ แต่เกิดจากนายทุน เขาใช้คำว่า “ทุนบดี” ซึ่งเป็นเจ้าของโรงงานอาวุธ พวกนี้จะอยู่เบื้องหลังการปกครองแบบอัตตาธิปไตยและพยายามทำให้ประเทศอื่นๆ เป็น “ดิคเตเตอร์” พวกนายทุนเหล่านี้เป็นเจ้าของสื่อสารการเมือง เช่น โทรเลข และหนังสือพิมพ์สำคัญในโลก ในท้ายที่สุดของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์แล้ว เขาเห็นว่า “เมื่อโลกปราศจากทุนได้เมื่อนั้น โลกจะเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์” (พระสารสาสน์ฯ, 2481, 84-86)
อย่างไรก็ตาม จากการพิจารณาความคิดของพระสารสาสน์ฯ ที่ปรากฏอยู่ในงานเขียนโครงการพัฒนาเศรษฐกิจขนาดยาวชื่อ “เค้าโครงการเศรษฐกิจทั่วไป” โดยพิจารณาการแบ่งความคิดทางเศรษฐกิจในสมัยนั้น ผ่านงานลัทธิเศรษฐกิจของ ฮัต เจสสัน (ฮัต เจสสัน, 2477, 94-95, 223-227) แล้ว ความคิดของเขาอยู่ระหว่างกระแสแนวคิดทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและสังคมนิยม โดยเขาไม่ได้เสนอให้ล้มระบบกรรมสิทธิ์เอกชน แต่เขาให้ความสำคัญกับการเข้าแทรกแซงทางเศรษฐกิจ โดยให้รัฐและเทศบาลเข้าประกอบการทางเศรษฐกิจและคุ้มคนในชาติมากกว่าการปล่อยให้เอกชนและต่างชาติดำเนินการอย่างเสรี
ดังนั้น ความคิดทางเศรษฐกิจของเขาน่าจะเข้าข่าย “สังคมนิยมโดยรัฐ” (State Socialism)
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
