bg-single

เชลยศึกสงครามลาว (52) บันทึกวันกลับบ้าน ของ ส.อ.ชัยชาญ หาญนาวี

13.10.2026

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เชลยศึกสงครามลาว (52)

บันทึกวันกลับบ้าน

ของ ส.อ.ชัยชาญ หาญนาวี

“และในวันรุ่งขึ้น วันที่ 29 กันยายน 2517 ก็นับว่าเป็นวันเกิดใหม่ของผมอีกวัน

ในตอนเช้าของวันนั้นพวกเราทั้ง 64 คน ถูกเรียกเข้าแถวตั้งแต่เวลา 7 โมงครึ่ง เจ้าคนที่เป็นหัวหน้าค่ายบอกกับพวกเราว่าโชคดีมาถึงพวกเราแล้ว ทางเบื้องบนบอกให้ส่งคืนพวกเรากลับบ้านและบอกให้พวกเราทั้งหมดรีบไปเตรียมตัว แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดที่ได้รับแจกทุกคน และบอกว่าเวลา 10.30 น. จะเคลื่อนย้ายออกจากที่นี่

เสียงเฮฮาเสียงปรบมือของเชลยศึกไทย 64 คนที่เหลืออยู่ก็คงดังพอสมควร ทุกคนต่างดีอกดีใจกันถ้วนหน้า ผมเองก็ดีใจสุดสุดเลยทีเดียว แต่ก็ไม่ได้แสดงออกนอกหน้าเหมือนคนอื่น เพราะต้องวางตัวไว้บ้าง เนื่องจากอยู่ต่อหน้าข้าศึกและตัวเองก็ถูกยกย่องให้เป็นพี่ใหญ่ของพวกเชลยไทยด้วย

เมื่อทุกคนแต่งตัวเสร็จแล้วก็มานั่งจับกลุ่มคุยกัน เพราะยังไม่ถึงเวลาออกเดินทาง หลายคนต่างก็บ่นกันว่าเวลาของการรอคอยนี่ มันทําไมช่างยืดยาวนานเสียเหลือเกิน ซึ่งก็ยังมีบางคนได้หันมาถามผมว่า พี่ใหญ่เบื่อไหมกับการรอคอยอย่างนี้ พิโธ่ น้องเอ๊ย สําหรับพี่น่ะมันชาชินเสียแทบจะไม่มีความรู้สึกอะไรแล้ว การรอของพวกน้องๆ นะ มันคนละอย่างกับการรอของพี่ การรอของพวกเรายังมีการรอร่วมกันหลายคน พอที่จะพูดคุยปรึกษาหารือกันได้ไม่มีการโดดเดี่ยว ไม่ว้าเหว่และไม่เงียบเหงา ส่วนการรอของพี่นั้นสิพี่นั่งรออยู่เพียงคนเดียวในค่ายเชลยศึกและนั่งรอมาแล้วเกือบ 10 ปี ลองคิดดูเอาเองก็แล้วกัน

เกือบ 11.00 น. พวกเราถูกเรียกให้เข้าแถวเป็นหน้ากระดาน 2 แถว ในแถวหน้าให้ขึ้นรถคันแรก และแถวหลังให้ขึ้นรถคันที่ 2 ซึ่งจะมีเชลยศึกอยู่คันละ 32 คน รถบรรทุกคือรถ GMC ของจีนแดง 2 คัน ส่วนทางด้านหลังยังมีรถจี๊ปกลางอีกคันหนึ่งสําหรับเจ้าหน้าที่ทั้งทหารลาวและเวียดนามอัดกันไปเกือบ 10 คน

เมื่อขบวนการเดินทางมาพร้อมแล้วเจ้าคนเป็นหัวหน้าค่ายก็ร้องสั่งให้รถเคลื่อนออกจากที่พักได้ ผมเองก็ยังนึกแปลกใจตัวเองอยู่ว่าทําไมในตอนเช้าของวันนี้ผมจึงไม่ได้ยินเสียงเครื่องบินเลยหรือว่าพวกเราจะถูกโยกย้ายไปอยู่ที่ไหนกันอีกละมัง ความคิดสับสนเริ่มเกิดขึ้นในสมองผมเข้าให้อีกแล้ว ทําไมมันถึงเป็นอย่างนี้หนอ ผมลองถามเชลยคนอื่นๆ ดูว่าวันนี้ได้ยินเสียงเครื่องบินบ้างไหม ก็ได้รับคําตอบจากทุกคนว่าไม่ได้ยินเลย เอ มันยังไงกันแน่ ป่วยการคิดปล่อยมันเถอะ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด จะเป็นยังไงก็ช่างมัน

ขบวนรถวิ่งไปเรื่อยๆ ไม่เร็วนัก เมื่อออกมาได้ประมาณสัก 15 นาทีก็พ้นบริเวณที่พัก และเมื่อออกมาไกลแล้วจะมองเห็นพื้นที่ที่รถวิ่งผ่านไปนั้นสวยงามมาก เพราะพื้นที่ที่มองเห็นนั้นเป็นพื้นที่กว้างประมาณเป็นพันๆ ไร่เป็นพื้นที่ราบสลับเนินเตี้ยๆ พื้นดินเป็นสีเขียวมีหญ้าขึ้นเต็มไปหมด ไม่รู้ว่าเป็นหญ้าอะไร ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ก็เป็นต้นไม้เล็กๆ สูงไม่เกิน 3 เมตร อยู่ห่างกันเป็นระยะๆ ประมาณ 5-6 เมตร คล้ายๆ กับว่ามีคนมาปลูกไว้แต่ไม่ใช่ ดูแล้วมันน่าจะเหมาะกับการทําฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เช่น เลี้ยงวัวหรือเลี้ยงม้า น่าจะดีมาก

รถวิ่งผ่านเลยไปประมาณ 20 นาทีก็ผ่านเข้าในเนินเขาไม่สูงนักทําให้มองไม่เห็นพื้นที่สวยงามนั้นเสียแล้ว และเมื่อรถวิ่งผ่านเนินเขาเตี้ยนั้นพ้นออกมาแล้วก็มองเห็นพื้นที่สวยงามนั้นอีกอาจจะเป็นพื้นที่เดียวกันก็ได้ และเมื่อรถวิ่งเลาะๆ พื้นที่นั้นมาอีกสัก 5 นาที ผมก็ได้ยินเสียงเฮฮาและเสียงปรบมือจากพวกเชลยไทยที่อยู่ในรถคันหน้าพร้อมกับได้ยินเสียงพูดดังๆ ว่า ‘เครื่องบิน เครื่องบิน’

ผมนั่งอยู่ในรถคันที่สองทางด้านขวามือค่อนไปทางหลังเมื่อได้ยินเสียงดีใจของพวกเชลยผมก็ลุกขึ้นยืนดูบ้างจึงมองเห็นว่ามีเครื่องบินแบบคาริบู 2 ใบพัดสีเขียวเกือบจะเป็นสีดําจอดอยู่ 2 เครื่อง ห่างประมาณ 500 เมตรและเมื่อขบวนเดินทางเข้ามาในเขตจอดรถซึ่งห่างจากที่เครื่องบิน 2 เครื่องจอดประมาณ 100 เมตร พวกเราก็ถูกสั่งให้ลงจากรถและถูกจัดให้เดินเป็นแถวตอนเรียงหนึ่ง

ที่สนามบินมีคนเยอะพอสมควรประมาณไม่ต่ำกว่า 300 คน ส่วนมากก็จะเป็นพวกทหารทั้งนั้น และไม่สามารถจะมองดูรอบๆ ตัวได้เพราะถูกสั่งให้เดินก้มหน้า ห้ามพูดห้ามทักทายกับใครทั้งสิ้นเชลยไทย 64 คน เดินเป็นแถวยาวเหยียดทุกคนแต่งเครื่องแบบด้วยกางเกงขายาวสีน้ำเงิน ใส่เสื้อแขนยาวสีขาวยัดเข้าในกางเกงเรียบร้อย สวมหมวกทรงหม้อตาลสีเดียวกันกับกางเกง (ดูแล้วพิลึกดีเหมือนกัน)

ในระหว่างที่เดินอยู่ในแถวนั้นพวกเชลยไทยต้องเดินก้มหน้าทุกคนตามคําสั่งของพวกทหารที่มาควบคุม แต่ก็มีบางคนที่อดอยู่ในระเบียบนั้นไม่ได้ตลอด เพราะมีเสียงหัวเราะเฮฮาอยู่ตลอดทาง เช่นเดียวกันผมอยากจะรู้ว่าที่บริเวณนี้มันเป็นเมืองอะไร มันมีชื่อเรียกกันว่าอย่างไร ผมจะไปถามใครได้ ผมอยากรู้จริงๆ

และแล้วความอยากรู้ของผมก็เป็นผลสําเร็จขึ้นมาจริงๆ คือมีเจ้าพวกทหารลาวแดงกลุ่มหนึ่งยืนดูการเดินของพวกเชลยอยู่ข้างๆ ทางเดินซึ่งผมได้ยินพวกมันพูดคุยซักถามกันว่าที่นี่มันเป็นสนามบินอะไรและมีเสียงของเจ้าอีกคนหนึ่งตอบว่า ‘โพนสวรรค์’

ผมรู้แล้วที่นี่คือสนามบินโพนสวรรค์และทําให้คิดเลยไปถึงพื้นที่ที่มองเห็นผ่านมานั้นน่าจะเป็นเมือง ‘ล่องแจ้ง’ ก็ได้ เพราะพื้นที่มันโล่งจริงๆ หรืออาจจะเป็น ‘ทุ่งไหหิน’ เสียละมัง มันน่าจะเป็นไปได้ทั้งสองอย่างคือ ‘โล่งแจ้ง’ และ ‘ทุ่งไหหิน’

แถวของพวกเชลยกําลังจะเดินถึงที่จอดเครื่องบินคงเหลืออีกประมาณ 100 เมตรเท่านั้น ข้างแถวเชลยจะมีทั้งทหารลาวแดงและเวียดนามคอยเดินประกบอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เชลยเงยหน้าขึ้นมองดูและพูดคุยกับคนที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ทางเดิน ผมเดินอยู่ค่อนไปทางท้ายแถวค่อยๆ ชําเลืองดูเครื่องบินที่จอดอยู่และรู้ว่าเหลืออีกประมาณ 50 เมตรก็จะได้ขึ้นเครื่องบินพลันผมก็ได้ยินเสียงของคนพูดซักถามพวกเชลยศึกเป็นภาษาไทยถามไล่มาเรื่อยๆ ว่า ‘ชื่อประชาใช่ไหม’ เขาจะถามอย่างนี้มาทุกคนที่อยู่ข้างหน้าผมซึ่งผมก็รู้อยู่แล้วว่าเขาต้องการที่จะพบกับผม จนกระทั่งเขาเดินมาถึงผมก็เอ่ยถามในประโยคเดิมอีก ‘ชื่อประชาใช่ไหม’ ผมรีบตอบเขาทันทีว่า ‘ครับ ผมชื่อประชา’

แต่ก่อนที่ผมจะตอบกับชายผู้นั้นไปผมได้ตัดสินใจแล้วว่าคงไม่ถึงกับเป็นเรื่องคอขาดบาดตายหรอกเพราะเหลืออีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้นเราก็จะได้พ้นขุมนรกอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าเจ้าทหารที่มันควบคุมแถวอยู่จะลงโทษผมก็คงจะไม่หนักหนาอะไรมากนักเพราะผมรู้ว่าบุคคลที่ต้องการรู้จักชื่อผมนั้นเป็นนักข่าวของหนังสือพิมพ์จึงทําให้ผมเกิดความกล้าที่จะขัดคําสั่งของพวกทหารเหล่านั้นได้

นักข่าวผู้นั้นดีใจมากที่เขาได้พบกับผม เขารีบแนะนําตัวเองให้ผมรู้จักด้วยการพูดแบบเร็วปรื๋อ ผมฟังไม่รู้เรื่องว่าเขาพูดว่าอะไรบ้างทั้งๆ ที่เขาก็ใช้ภาษาไทยนั่นแหละ ที่ว่าไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรบ้างก็เพราะเจ้าทหาร 2-3 คนวิ่งกรูกันเข้ามาห้ามไม่ให้เขาพูดกับผมนั่นเอง เจ้าทหาร 3 คนนั่นช่วยกันดันตัวเขาให้ออกไปจากการเดินเคียงข้างมากับผมแต่เขาก็พยายามพูดกับผมอีกหลายประโยคจนกระทั่งเขาทนฟังเสียงล้งเล้งของทหารไม่ได้ก็เลยเดินห่างไป แต่ก่อนที่จะผละจากผมไปเขาได้ส่งหนังสือพิมพ์ให้ผมฉบับหนึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ ‘เดลินิวส์’ นั่นเอง หลังจากที่นักหนังสือพิมพ์จากผมไปแล้วผมก็เดินถึงเครื่องบินพอดี เจ้าทหาร 3 คนนั้นรีบดันตัวผมให้รีบขึ้นไปบนเครื่องบินทันทีมันคงจะโล่งใจมากที่มันส่งผมให้ขึ้นเครื่องได้

ผมลองนั่งทบทวนอยู่ครู่หนึ่งหลังจากที่ได้นั่งอยู่บนเครื่องเรียบร้อยแล้วถึงนักข่าวคนเมื่อกี้นี้ว่า เขาบอกว่าเขาชื่อ ประธาน มหาสุวรรณ เป็นนักข่าวของเดลินิวส์คนเดียวที่มีสิทธิ์ได้ข้ามมาทําข่าวเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเชลยศึกตั้งแต่รุ่นแรกแล้ว ผมจับใจความได้ว่าเขาพูดอย่างนี้นะ แต่ถ้าหากว่าผมจําชื่อผิดหรือว่าลงผิดพลาดไปอย่างไรก็ขอได้โปรดอภัยให้ผมด้วย เพราะในตอนนั้นทั้งสมองและความคิดก็คิดไปร้อยแปดพันประการหวังว่าคงให้อภัยกัน

ผมเปิดหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นออกดูหลังจากที่ได้ทบทวนสิ่งต่างๆ จนหมดสิ้นและเครื่องบิน ‘คาริบู’ ของลาวฝ่ายรัฐบาลได้ไต่ระดับขึ้นสูงแล้ว หนังสือพิมพ์ในหน้าปกแรกพาดหัวข่าวตัวใหญ่บอกว่า ‘พลตรี เทียนชัย สิริสัมพันธ์ ผู้บัญชาการศูนย์สงครามพิเศษลพบุรี ได้ขับเฮลิคอปเตอร์ด้วยตนเองเพื่อมารับลูกน้องที่สนามบินน้ำพอง’ อีกคอลัมน์บอกว่า ‘ยอดเชลยศึกจะได้รับการประดับยศเป็น ร้อยเอก’ อีกข่าวหนึ่งบอกว่าแม่เที่ยวเดินแก้บนตามสถานที่ต่างๆ หลายแห่งและแถมท้ายสั้นๆ ว่า ‘พ่อได้เสียชีวิตก่อนจะกลับ 2 ปี’

เรื่องสุดท้ายที่ผมรู้จากหนังสือพิมพ์ในวันแรกนั้นคือ ‘เมียเกิดมีปัญหา’

ผมรู้สึกปวดหัวมากที่สุดในตอนนั้น ดูเหมือนว่าร่างของผมจะลอยเคว้งคว้างอยู่บนอากาศ ตัวผมเบาหวิวเหมือนกับไม่มีกระดูก ผมกอดหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นแน่นกับหน้าอกนานเท่าใดผมไม่รู้ จนกระทั่ง จ.ส.อ.วีระพงษ์ เชี่ยวชาญ และ จ.ส.อ.ประสิทธิ์ อุทกพันธ์ เข้ามาสะกิดที่เอวบอกว่า

‘พี่ใหญ่-พี่ใหญ่ เราเข้าเขตประเทศไทยแล้วนะครับ…'”

วันแรกที่เหยียบแผ่นดินไทย

“วันนั้นเป็นวันที่ 29 กันยายน 2517 เวลาประมาณบ่าย 2 โมงเย็น เครื่องบินคาริบูจากกองทัพอากาศลาวฝ่ายรัฐบาลจํานวน 2 เครื่องได้บินร่อนลงที่สนามบินค่ายน้ำพอง อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ด้วยความเรียบร้อย เครื่องบินทั้ง 2 เครื่องนี้ได้บินขึ้นจากสนามบินโพนสวรรค์ประเทศลาว เมื่อเวลาตอนเที่ยงโดยบรรทุกเชลยศึกไทยจํานวน 64 คนกลับคืนสู่ประเทศไทย และเชลยศึกไทยจํานวน 64 คนนั้นก็มีผมรวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง

เครื่องบินทั้ง 2 เครื่องจอดสงบนิ่งอยู่ทางด้านหัวสนามบินภายในค่ายน้ำพองทางทิศเหนือใกล้กับตัวอาคารหลายหลัง เชลยศึกไทยทั้ง 64 คน ต่างก็ลงจากเครื่องบินโดยพร้อมเพรียงกัน มีเสียงไชโยโห่ร้องกันอย่างสนุกสนานลั่นสนามบิน และปรากฏว่าเชลยศึกทุกคนนั้นมีแต่กางเกงในนุ่งอยู่กับร่างกายเท่านั้น เสื้อผ้าอาภรณ์และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ได้รับมาจากทหารเวียดนามเหนือนั้นไม่มีใครได้นําติดตัวลงมาจากเครื่องบินกันเลย ทุกคนทิ้งไว้บนเครื่องบินกันหมด เป็นเพราะว่าหลังจากที่ได้รับแจกเสื้อผ้าและก่อนที่จะขึ้นเครื่องบินผมได้กระซิบบอกแต่ละคนไว้แล้วว่า เมื่อถึงเมืองไทยแล้วเราจะไม่นําเอาเสื้อผ้าเหล่านั้นเข้าไปในเมืองไทยเพราะมันจะเป็นเสนียดจัญไรต่อบ้านต่อเมืองของเรา ทุกคนเข้าใจและเชื่อฟังคําสั่งของผมเป็นอย่างดี

ดังนั้น เมื่อพวกเราลงจากเครื่องบินแล้วจึงเห็นว่าแต่ละคนนั้นมีเพียงกางเกงในคนละตัวเท่านั้นที่นุ่งอยู่กับตัว”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

อดีต ปลัด มท.ชี้โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน คือ “Best Practice ของ UN“ หวังการขับเคลื่อนสิ่งที่ดีเพื่อความยั่งยืนของโลก
“อดีตปลัด มท.” เผยรู้สึกอายเรื่องโกงสอบท้องถิ่น สงสัยได้ดำเนินการถึงที่สุดแล้วหรือยัง พร้อมตอบกรณีนายอำเภอบ้านสร้าง
เส้นทาง ‘ยาขอบ’ เส้นทาง ‘ผู้ชนะสิบทิศ’ สุริยา ‘ศรีบูรพา’
ความคิดทางเศรษฐกิจ ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (จบ) ความคิดทางเศรษฐกิจภายหลังการปฏิวัติ | My Country Thailand
เชลยศึกสงครามลาว (52) บันทึกวันกลับบ้าน ของ ส.อ.ชัยชาญ หาญนาวี
ศิลป์ พีระศรี กับการประกอบสร้าง คุณค่าและความงามศิลปะสุโขทัย (จบ)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (197)
ดินแดง ราชปรารภ ปริศนา การตาย ณ ราชปรารภ กระสุน ความเร็วสูง คือคำตอบ
50 ปี 6 ตุลา (6) ความผันผวนหลังไซ่ง่อนแตก
E-DUANG | 2 อารมณ์ ความคิด สังคม ต่อ ประกันสังคม ก้าวหน้า
“วรวงศ์” ห่วง FTA ไทย–ยูเออี “ได้ไม่คุ้มเสีย” ทำร้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเตือนอย่าใช้ FTA เป็นเครื่องมือการเมืองช่วงซักฟอก
อดีต ปลัด มท.สุทธิพงษ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต ผลการตรวจสอบโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อนฯ