ศิลป์ พีระศรี กับการประกอบสร้าง คุณค่าและความงามศิลปะสุโขทัย (จบ)
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
ศิลป์ พีระศรี
กับการประกอบสร้าง
คุณค่าและความงามศิลปะสุโขทัย (จบ)
ในงานประกวดศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 1 พ.ศ.2492 ซึ่งเป็นเวทีนำเสนอผลงานทางศิลปะสมัยใหม่ของศิลปินไทย โดยมี ศิลป์ พีระศรี เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันสำคัญให้เกิดการจัดงานนี้ ผลงานชนะเลิศเหรียญทองด้านประติมากรรม ได้แก่ ผลงาน “เสียงขลุ่ยทิพย์” ของ เขียน ยิ้มศิริ ลูกศิษย์ใกล้ชิดคนสำคัญของอาจารย์ศิลป์
งานชิ้นนี้มีความน่าสนใจมากเพราะรูปแบบงานมีการผสมผสานความเป็นสมัยใหม่เข้ากับเส้นสายอ่อนช้อยแบบงานศิลปะไทยตามแบบจารีต ซึ่งศิลป์ พีระศรี เขียนชื่นชมเอาไว้มากในหนังสือ “ประติมากรรมไทย” ตีพิมพ์ พ.ศ.2490 (อธิบายไปในบทความตอนที่ 1) ซึ่งรูปแบบทางศิลปะที่ย้อนกลับไปหาเส้นสายอ่อนช้อยเช่นนี้ไม่เป็นที่นิยมเลยในทศวรรษ 2480
และน่าเชื่อว่า หากการจัดประกวดศิลปกรรมแห่งชาติครั้งแรกถูกจัดขึ้นในทศวรรษ 2480 รูปแบบงานเช่นนี้ไม่น่าจะมีใครทำ
และถึงมีทำจริงก็ไม่มีทางชนะเลิศเหรียญทองอย่างแน่นอน
ศิลป์ พีระศรี ยกย่องงานศิลปะชิ้นนี้มากโดยมีการเขียนอธิบายไว้ในหนังสือ Modern Art in Thailand ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2497 ความตอนหนึ่งว่า
“ศิลปินอีกคนหนึ่งซึ่งเป็น ‘บุตรแห่งยุคสมัยของเราง คือ เขียน ยิ้มศิริ เมื่อประติมากรผู้นี้เป็นอิสระจากงานราชการที่ต้องทำเป็นกิจวัตร จินตนาการของเขาจะโลดแล่นไปในโลกแห่งเส้นสายที่พลิ้วไหวและมวลรูปทรงที่ประสานกลมกลืนกัน นายเขียน ยิ้มศิริ เป็นผู้ชื่นชมประติมากรรมขนาดเล็กอันมีเสน่ห์ซึ่งสร้างขึ้นจากดินเผาเคลือบในสมัยสุโขทัย (คริสต์ศตวรรษที่ 13-15) และได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานเหล่านี้ในการสร้างสรรค์งานสมัยใหม่ของเขา”
และอีกตอนหนึ่งว่า
“เมื่อเปรียบเทียบเส้นสายอันพลิ้วไหวของรูปปั้นชิ้นนี้กับภาพเขียนรูปบุคคลในยุคคลาสสิค (ศิลปะแบบประเพณีเดิมของไทย-ผู้เขียน) จะเห็นได้ถึงความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นระหว่างศิลปะโบราณกับศิลปะสมัยใหม่”
เขียน ยิ้มศิริ ทำประติมากรรมชิ้นนี้เสมือนเป็นการนำทฤษฎีของศิลป์ พีระศรี มาปฏิบัติจริง นอกจากนี้ ยังเป็นการย้อนกลับไปหาวัตถุดิบทางแรงบันดาลใจจากศิลปะสุโขทัยซึ่งตัวศิลป์เองยกย่องอย่างมาก แม้จะมิได้มาจากพระพุทธรูปสำริดยุคคลาสสิคของสมัยนั้น เป็นแค่เพียงตุ๊กตาดินเผา (ตุ๊กตาเสียกบาล)
แต่ก็เพียงพอที่จะสะท้อนให้เราเห็นถึง “คุณค่า” และ “ความงาม” ของศิลปะสุโขทัยที่ศิลป์ พีระศรี เพิ่งประกอบสร้างขึ้นได้เป็นอย่างดี



ไม่เพียงเท่านั้น ในการประกวดปีที่ 2 พ.ศ.2493 ประติมากรรมชื่อ “ดินแดนแห่งความยิ้มแย้ม” ของเขียน ที่สร้างขึ้นเป็นรูปนางรำภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้ม เส้นสายอ่อนช้อยโค้งไหวไปมาไม่ต่างนักจากงานชิ้นก่อน ก็ได้รับรางวัลชนะเลิศเหรียญทองต่อกันเป็นครั้งที่ 2
โดยชิ้นนี้ศิลป์ พีระศรี เขียนอธิบายไว้ในหนังสือ An Appreciation of Sukhothai Art ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2505 ว่า
“ประติมากรรมสำริดขนาดเล็กโดย เขียน ยิ้มศิริ แสดงความพลิ้วไหวของเส้นสายของศิลปะร่วมสมัย ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของเชื้อชาติไทย” ซึ่งเป็นประโยคที่ยืนยันถึงทฤษฎีจิตวิญญาณความเป็นไทยแบบจารีตที่กลับมามีคุณค่ามากอีกครั้งในทัศนะของสังคมไทย
ทั้งหมดนี้สอดคล้องอย่างพอเหมาะพอดีกับการรื้อฟื้นคืนมาของพลังอนุรักษนิยมทางการเมืองหลังการรัฐประหาร 2490 ที่ทำให้คุณค่าแบบจารีตทั้งหลายกลับมามีสถานะสูงเด่นอีกครั้ง หลังจากที่ต้องถูกลดทอนลงไปในยุคคณะราษฎร
หากดูแนวโน้มวงการศิลปะไทยในเวลาต่อมา การสร้างงานตามแนวทางนี้จะพบมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างที่ยืนยันได้ดีคือ งานศิลปะชื่อ “รำมะนา” โดย ชิต เหรียญประชา พ.ศ.2494 ซึ่งเป็นงานที่สร้างขึ้นตามทฤษฎีเดียวกันและได้รางวัลชนะเลิศเหรียญทองงานประกวดศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 3
และเมื่อเวลาล่วงเลยเข้าสู่ทศวรรษ 2500 ในช่วงสงครามเย็นที่เข้มข้นขึ้น “เส้นสายอันอ่อนช้อย” ที่ศิลป์ พีระศรี เคยนิยามว่าเป็น “ลักษณะเฉพาะของเชื้อชาติไทย” ก็เริ่มถูกนำไปสวมทับและให้ความหมายใหม่ทางการเมือง โดยถูกเชื่อมโยงเข้ากับวาทกรรมเรื่อง “เอกราช” “เสรีภาพ” และการต่อต้านภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ในเวลาต่อมา
ปรากฏการณ์ในวงการศิลปะนี้ เป็นเสมือนการทำให้จิตวิญญาณแบบสุโขทัยถือกำเนิดใหม่อีกครั้ง ซึ่งนัยของมันมิใช่เป็นเรื่องเพียงรูปแบบทางศิลปะ แต่คือการเมืองวัฒนธรรมในอีกรูปแบบหนึ่ง
ทั้งหมดถูกตอกย้ำอย่างทรงพลังที่สุดผ่านโครงการก่อสร้างพระพุทธรูปปางลีลาขนาดใหญ่ที่ “พุทธมณฑล” เมื่อ พ.ศ.2497 เนื่องในโอกาสฉลอง 25 พุทธศตวรรษ พ.ศ.2500
การปั้นต้นแบบองค์พระเป็นฝีมือของศิลป์ พีระศรี โดยให้มีลักษณะเป็นแบบสมัยรัตนโกสินทร์ แต่มีข้อน่าสังเกตว่า ในตอนแรกมีการอภิปรายถึงรูปแบบของพระประธานว่าควรเป็นเช่นไร ระหว่างการทำเป็นรูปแบบเหมือนจริงตามแบบศิลปะตะวันตก (Realistic art) กับรูปแบบในอุดมคติตามแบบอย่างพุทธศิลป์แบบจารีต โดยฝ่ายสนับสนุนแนวเหมือนจริง ได้แก่ หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ และหลวงวิศาลศิลปกรรม
ในขณะที่ศิลป์ พีระศรี ให้ความเห็นเอาไว้ว่า
“…พระพุทธเจ้าไม่ใช่องค์พระพุทธเจ้าจริง เป็นเพียงสิ่งแทนอันหมายถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์เท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงควรเป็นแบบอุดมคติ…” (อ้างถึงในหนังสือ พระทรงเสกพร : ศาสนวัตถุกับอุดมการณ์กษัตริย์นิยม ทศวรรษ 2410-2540 หน้า 225)
น่าแปลกดีเหมือนกันที่คนไทยเลือกที่จะปั้นรูปแบบเหมือนจริงตามแนวทางศิลปะตะวันตก แต่ฝรั่งที่ร่ำเรียนมาทางศิลปะตะวันตกโดยตรงกลับเลือกแนวทางศิลปะแบบจารีต
สุดท้ายรูปแบบจริงที่ปรากฏก็คือรูปแบบตามอุดมคติที่มีความอ่อนช้อยคล้อยไปตามแบบพระพุทธรูปโบราณ แต่มีการปรับผสมศิลปะตามแนวทางเหมือนจริงเข้ามาประกอบด้วย โดยเฉพาะการทำริ้วจีวรที่เป็นแบบสมจริง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการสร้างสรรค์ศิลปะไทยสมัยใหม่ของศิลป์ พีระศรี (ที่มีการผสมผสานทั้ง “เก่า” และ “ใหม่” เข้าด้วยกัน) ได้อย่างชัดเจนที่สุดในช่วง 15 ปีสุดท้ายของชีวิต
ที่สำคัญคือ แม้รูปแบบโดยรวมคณะทำงานต้องการให้เป็นศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ แต่แรงบันดาลใจสำคัญ โดยเฉพาะการเลือก “ปางลีลา” ก็สะท้อนชัดถึงอิทธิพลของศิลปะสุโขทัยอย่างมหาศาลในงานศิลปะรัตนโกสินทร์ ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะปรากฏชัดมากขึ้นๆ ในช่วงหลังทศวรรษ 2490 เป็นต้นมา
ควรกล่าวด้วยว่า ในงานฉลองยังได้มีการจัดสร้างพระปางลีลาพระประธานพุทธมณฑลประจำจังหวัด เพื่อแจกจ่ายไปตามจังหวัดต่างๆ ด้วย พร้อมทั้งจัดสร้างพระเครื่องที่มีพระปางลีลาเป็นองค์ประกอบสำคัญเพื่อให้ประชาชนเช่าบูชาเป็นจำนวนมหาศาลหลายล้านองค์
ซึ่งแม้ความนิยมจะไม่มากนักในท้องตลาด แต่ก็ทำให้ศิลปะสุโขทัยแพร่กระจายสู่มวลชนอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ในการสร้าง “พระพุทธนวราชบพิตร” พ.ศ.2508 ตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 เพื่อพระราชทานให้แก่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีของคนในชาติ และแสดงถึงความผูกพันระหว่างพระองค์กับพสกนิกรทั่วราชอาณาจักร โดยมีไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ หนึ่งในลูกศิษย์รุ่นแรกๆ ของศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ปั้นถวาย
พุทธลักษณะที่ถูกกำหนดคือ พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะ “สุโขทัยประยุกต์”
และหากพิจารณาจากจังหวัดที่พระราชทาน และพระราชดำรัสที่มีในการพระราชทานแต่ละครั้ง จะเห็นได้ชัดถึงนัยทางความหมายของพระพุทธรูปองค์นี้ที่เป็นเสมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ต่อต้านอุดมการณ์คอมมิวนิสต์อย่างชัดเจน ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นชัดอีกครั้งว่าศิลปะสุโขทัยในบริบทสงครามเย็นได้ก้าวขึ้นมามีความหมายอย่างสำคัญในฐานะรูปแบบศิลปกรรมที่แสดงจิตวิญญาณของชาติ เอกราช และเสรีภาพของคนไทย
เมื่อทั้งหมดถูกหลอมรวมเข้ากับคำอธิบายทางวิชาการโดยศิลป์ พีระศรี ที่วิเคราะห์ศิลปะสุโขทัยลงลึกไปจนถึงการแสดงออกทางสุนทรียภาพ ตลอดจนเส้นสายและความพลิ้วไหวที่เป็นดั่งการแสดงออกถึงตัวตนของความเป็นไทย
คำอธิบายนี้จึงเป็นเสมือนฟืนที่เข้าไปสุมให้อุดมการณ์ชุดนี้ที่ทำงานผ่านศิลปะสุโขทัยโหมแรงและทรงพลังมากยิ่งขึ้น และแม้ว่าสงครามเย็นจะสิ้นสุดไปนานแล้ว แต่ความหมายของศิลปะสุโขทัยที่ถูกประกอบสร้างยังคงดำรงอยู่และมีพลังจวบจนกระทั่งในปัจจุบัน
แม้สุโขทัยจะกลายเป็นอุดมคติทางการเมืองวัฒนธรรมในสังคมไทยมานานแล้วตั้งแต่รัชกาลที่ 4 แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การประกอบสร้างโครงสร้างทางสุนทรียภาพโดยศิลป์ พีระศรี คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่มอบภาษาและเหตุผลทางศิลปะอันชอบธรรม ให้รัฐไทยนำไปใช้สนับสนุนอุดมการณ์ทางการเมืองวัฒนธรรมยุคสงครามเย็นได้อย่างมีพลัง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
