bg-single

มุมมอง ‘อานันท์’ ในวัย 94 เมืองไทยไม่มี ‘อนุรักษนิยม’ เรามีแต่ ‘อำนาจนิยม’ |

09.10.2026

เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี

มุมมอง ‘อานันท์’ ในวัย 94

เมืองไทยไม่มี ‘อนุรักษนิยม’

เรามีแต่ ‘อำนาจนิยม’

หมายเหตุ เนื้อหาจากสุนทรพจน์ของอดีตนายกรัฐมนตรี “อานันท์ ปันยารชุน” ในงานเปิดตัวหนังสือ “หงส์ลายมังกร : อานันท์ ปันยารชุน” เขียนโดย “วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย” เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569

“สนุกมากนักหรือ? จับเด็กเข้าคุกนี่ สนุกมากนักหรือ? ที่เห็นเด็กถูกทรมานไม่ได้รับการประกัน ถามตัวเองเสียมั่ง สนุกอย่างไร? ทำได้อย่างไร? ไม่ละอายใจตัวเองบ้างหรือ?

“ทีโกงกินก็ไม่อาย ไม่มีหิริโอตตัปปะ แต่จับเด็กเข้าคุกเป็นว่าเล่น ผมไม่ได้บอกว่าเด็กทำถูกทุกอย่าง เหมือนอย่างเรามีลูก ลูกไม่ดี ครอบครัวผมไม่มีการตี ก็เรียกมาสั่งสอนทำโทษ ให้อยู่ในห้อง 24 ชั่วโมงอะไรแบบนั้น

“แต่เราจับเด็กเข้าคุกนะ ถ้าเผื่อสังคมมาถึงจุดที่ว่าการให้เด็กเข้าคุกเป็นของสนุก เป็นของที่เป็นธรรม มันจะเป็นสังคมที่น่าอยู่ได้อย่างไร?”

อานันท์ ปันยารชุน

ปาฐกถาในงานเสวนา “ฉากทัศน์อนาคตสังคมไทย” เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน

24 พฤษภาคม 2567

นำมาอ้างอิงโดย “ปราปต์ บุนปาน” ในช่วงท้ายของวงเสวนาแนะนำหนังสือ “หงส์ลายมังกร”

คําพูดตอนสุดท้ายนี่ ผมบอกได้เลยว่า พอพูดเสร็จ “ทัวร์ลง” เต็มที่เลย ผมกลายเป็นคนให้ท้ายเด็ก เห็นเด็กดีไปหมด

ผมก็ต้องขอบคุณที่ยกเรื่องนั้นขึ้นมาพูด เพราะจริงๆ แล้ว อันนั้นเป็นเรื่องของการบอกนิสัยโดยตรงของผม ว่านายอานันท์นี่คือใคร? มาจากไหน? เดินมาไกลเท่าไหร่? มีความกระอักกระอ่วนใจมากน้อยแค่ไหนในชีวิต? ไม่ใช่ในชีวิตส่วนตัว ในชีวิตที่เกี่ยวกับประเทศชาติ

ใครที่ยังไม่ได้รู้จักนายอานันท์ ถ้าเผื่อได้ฟังที่ผมพูดต่างๆ เหล่านั้นแล้วก็จะรู้จัก แต่หลายคนก็ฟังแล้วไม่เข้าใจ ก็ไม่ใช่ความผิดของเขา แต่มันบอกอะไรบางอย่างในสังคมไทย ว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่เรียกว่า “ฟังไม่ค่อยเป็น” อาจจะ “พูดเก่ง” มีความคิดทั้งที่ดีและที่ไม่ดี แต่ฟังไม่ค่อยเป็น แล้วก็ไม่ค่อยรับรู้ความเห็นที่แตกต่างกัน

แต่กลับไปมองว่าความเห็นที่แตกต่างกัน คือเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน สังคมมันมีความคิดเห็นตรงกันหมดไม่ได้ สังคมไหนที่มีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด มันก็เป็นสังคมที่เป็น dictator (เผด็จการ)

สังคมที่มีความหลากหลายในความคิดจะเป็นสังคมที่น่าอยู่ เป็นสังคมที่รู้สึกว่ามันยังมีความหวัง ยังเป็นสังคมที่คิดว่า ถึงแม้ตัวเองจะไม่ perfect สมบูรณ์ แต่ก็เป็นสังคมที่รู้ตัวว่าสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ ตามสถานการณ์ ไปตามกาลเวลา

เพราะโดยธรรมชาติแล้ว มันไม่มีอะไรที่จะยืนอยู่คงกระพันตลอดเวลา ตามหลักศาสนาก็บอกแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ถาวรที่สุด

ถ้าเผื่อสังคมไหนไม่รู้จักที่จะปรับตัวเอง ฟังความเห็นที่แตกต่าง ก็ไม่สามารถรับฟังได้ว่า เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป กาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป วิธีคิดของคนก็เปลี่ยนไปด้วย

ของผม ผมแน่ใจ ชีวิตในเรื่องของหลักการ วิธีคิดในเรื่องของหลักการ ผมไม่เคยเปลี่ยน แต่วิธีการก็เปลี่ยนไปเรื่อย แต่ถ้าคนไหนไม่รู้จักความแตกต่างระหว่างหลักการกับวิธีการ ก็อาจจะมองว่าผมเป็น “คนหลายใจ” แล้วเปลี่ยนแปลงความคิดเพื่อเอาตัวรอด อันนั้นไม่ใช่

ผมเป็นคนที่รักเพื่อนมนุษย์ ให้ความสำคัญกับมนุษยชาติ ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรม ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ ให้ความเชื่อถือไม่ว่าจะในทางการเมืองหรือในทางอื่นใด แต่สิ่งหนึ่งคือว่าผมเป็นคน “ชอบฟัง-ชอบเถียง”

การฟัง-การเถียง ผมถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นองค์ประกอบที่ทำให้ผมเป็น “คนที่มีความสมบูรณ์” มากขึ้น และมองหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต ว่ามันต้องเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ เราไม่ติดยึด

ฉันใดฉันนั้น เรื่องการปกครองของประเทศไทย เราก็ให้ความสำคัญแต่เฉพาะเรื่องของ “ประชาธิปไตย” โดยถือว่าประเทศใดก็ตามที่มีการเลือกตั้ง มีรัฐธรรมนูญ และได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยมีคะแนนเสียงสูงสุด ประเทศนั้นก็ถือว่าสมบูรณ์แล้ว

มองแต่เฉพาะผลของการเลือกตั้ง รู้แต่ว่าใครแพ้ใครชนะ ใครจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่เคยคิดไม่เคยเป็นห่วงว่า เมื่อรัฐบาลนั้นเป็นรัฐบาลแล้วดำเนินนโยบายหรือมีกิจกรรมอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนรวม หรือถือว่าเกมนั้นเสร็จสิ้นไปแล้ว ปล่อยให้รัฐบาลต้มยำตัวเองก็ยังได้

ในสายตาของผม ประชาธิปไตยสำคัญ แต่ประชาธิปไตยมีขีดจำกัด ประชาธิปไตยไม่มีความสมบูรณ์ในตัวของมันเอง มันต้องมีสิ่งประกอบอื่นๆ แต่สิ่งประกอบที่สำคัญที่สุดก็คือ “ธรรมาภิบาล” ซึ่งประกอบด้วยหลายอย่าง ความยุติธรรมทางสังคม ความยุติธรรมทางศาล อิสรภาพของหนังสือพิมพ์ ความโปร่งใส ความซื่อสัตย์สุจริต ความเป็นธรรม ความถูกต้อง

ถ้าเป็นประชาธิปไตยแต่ไม่มีหลักธรรมาภิบาลเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะต้องแสวงหาสิ่งแรก ไม่ใช่ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยต้องมีเป็นองค์ประกอบ แต่ที่สังคมต้องการคือธรรมาภิบาล ถ้ามีการปกครองโดยใช้หลักธรรมาภิบาลเป็นศูนย์กลาง ประชาธิปไตยมันมาเอง แต่ใช้ประชาธิปไตยเป็นศูนย์กลาง ธรรมาภิบาลไม่มา

เพราะเดี๋ยวนี้ คุณมองดูรอบโลกสิ ประชาธิปไตยล้มเหลวทั้งนั้น “ประชาธิปไตยอย่างทรัมป์” หรือ? หรือแม้แต่ในยุโรป ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก แต่จิตใจของคนก็เปลี่ยนไปเยอะ ก็ปรากฏประเทศในยุโรปในระยะสองปีนี้มุ่งไปสู่ “ขวาตกขอบ” ทั้งนั้น ดูแล้วในยุโรปขณะนี้ ก็ยังไม่มีประชาธิปไตยในประเทศไหนที่น่าจะเป็นตัวอย่างต่อไปได้

เพราะสิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มี good governance (ธรรมาภิบาล)

ชีวิตผมผ่านมามาก มีทั้งลงเหว มีทั้งขึ้นถึงยอดเขา แต่ผมเป็นคนไม่ยึดติดกับอะไร เป็นคนปล่อยวางได้ สิ่งอะไรดีที่เกิดขึ้นในชีวิต ก็น้อมรับด้วยความขอบคุณ สิ่งอะไรที่ไม่ดีไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในชีวิต ก็ยอมรับความจริง

แต่การดำรงชีวิต เราอยู่กับปัจจุบัน เราไม่ได้อยู่กับสิ่งที่ดีงามในอดีต หรือสิ่งที่ชั่วร้ายในอดีต เราอยู่กับความจริงในปัจจุบัน เพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าในอนาคต จะได้หรือไม่ได้ อันนั้นแล้วแต่บุญกรรม

แต่ถ้าเผื่อสังคมไทยฟังง่ายๆ แล้วฟังไม่รู้เรื่อง แล้วตัดสินใจเร็ว เพียงไม่กี่ประโยคที่ผมพูดเมื่อสองปีที่แล้ว ผมกลายเป็นมารร้ายในสังคมไทย กลายเป็นคนเข้าข้างให้ท้ายเด็ก หรือนำสังคมไทยไปในทางที่ผิด ตอนทัวร์ลงผมก็ไม่หวั่นไหวอะไร

แต่ผมก็ต้องปลงตก ว่าถ้าเผื่อสังคมไทยเห็นว่าผมเป็นตัวร้ายในการที่แสดงความเห็นอย่างเปิดเผย และเปิดเผยความจริงของสังคม ถ้าเผื่อกลายเป็นตัวมารกลายเป็นผู้ร้าย ก็ช่วยไม่ได้

แต่ถึงวันหนึ่ง ก็อยากขอให้บางท่านกลับมาหวนมานึกมาฟังที่ผมพูดอีกครั้ง มาช่วยพิจารณาใหม่ ว่าที่ผมพูดมันผิดจริงเหรอ? สิ่งที่ทำกันมาแล้วอย่างที่ผมพูด มันทำให้ประเทศชาติดีขึ้นไหม?

มันถึงเวลาแล้วครับ ที่คนไทยจะต้องตื่นตัว ต้องปรับความคิดใหม่ ไม่ใช่เพื่อเอาใจผมหรือเอาใจเด็ก แต่ต้องปรับความคิดในเรื่องของสิทธิมนุษยชน ต้องปรับความคิดในเรื่องของคุณค่าของการอยู่ร่วมกันโดยไม่ประหัตประหาร คุณค่าของความสามัคคีและความเข้าใจอันดีซึ่งกันและกัน

หลายสิ่งหลายอย่างที่ในสังคมไทยพูดถึงเรื่องคนนั้นเป็นน้ำเงิน คนนี้เป็นฟ้า คนนี้เป็นเหลืองเป็นแดง มันกลายเป็นเรื่องตลกไปทั้งหมด หลายคนบอกพวกนี้เป็นพวก conservative ภาษาไทยเขาเรียก “อนุรักษนิยม” ผมฟังแล้วผมก็ขำในใจ ว่าที่เรามาใช้อนุรักษนิยม เราก็ไม่รู้ว่าอนุรักษนิยมในภาษาของการเมืองระหว่างประเทศเขามีความหมายว่าอย่างไร?

ที่เมืองไทยไม่มีครับ อนุรักษนิยม แต่ที่มีคือ “อำนาจนิยม” อย่าปนกัน อย่าไปคิดว่าเมืองไทย-สังคมไทย หรือสังคมต่างประเทศ จะมีปัญหาเรื่องอนุรักษนิยมในความหมายที่ถูกต้อง หรือสังคมนิยม หรือเสรีนิยม ไม่ใช่ สามสิ่งที่ผมพูดมามันเป็นวิธีคิด แต่มันไม่ได้ทำให้ประเทศชาติล่มจม

เพราะฉะนั้น เราต้องนั่งทบทวนตัวเราเองด้วย ว่าบางสิ่งบางอย่างที่เราเชื่อถือหรือคิดในอดีต มันจริงหรือเปล่า? เราจะอาศัยใครเป็นคนชี้นำ?

สื่อไม่ต้องพูดถึงแล้ว เพราะสื่อเป็นกระบอกเสียงให้นายทุน ผมเคยอ่านหนังสือพิมพ์บางฉบับตลอดเวลา แต่ก็ปรากฏว่าผู้ผลิตหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นก็เกือบจะล่มจมไปแล้ว เพราะคนไม่อ่านหนังสือพิมพ์ คนดูแต่อินเตอร์เน็ต หนังสือก็ไม่ค่อยอ่านกัน

คือดูแล้วสภาพสังคมขณะนี้น่าเศร้า ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะมีทางออกต่อไปอย่างไร? แต่อย่างไรก็ตาม ผมยังไม่หมดความหวัง ทุกครั้งที่คิดและรำลึกถึงว่าเราสามารถครองเอกราชมาได้ 800 ปี รากฐานของสังคมไทยมันต้องมีอะไรดี

แต่อะไรนั่นคืออะไร? เป็นปัญหาที่เราจะต้องค้นหาต่อไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

มุมมอง ‘อานันท์’ ในวัย 94 เมืองไทยไม่มี ‘อนุรักษนิยม’ เรามีแต่ ‘อำนาจนิยม’ |
อ้ายรั่ว : โจรลักวัวในตำนาน | เรื่องสั้น : มานพ แก้วสนิท
หนู – งู | กวีกระวาด : ภูมิชัย ดำรงชัย
หน้าต่างแมวมอง
ฟ้า ฝน คน น้ำท่วม | กวีกระวาด : วรากรณ์ พูลสวัสดิ์
เนแน่วแน่ หนูนายกฯ นานนาน
ชะตากรรม Thai PBS-สสส. ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินวิจารณ์ ‘คนดี’ ได้เต็มที่ ทว่า ‘สื่อสาธารณะ’ ต้องไม่ตาย
ส.ว.สีน้ำเงินยื่น ป.ป.ช.สอบจริยธรรม เอาคืน ‘สิทธิโชติ’ กกต.เสียงข้างน้อย แก้เกมเปิดเผยมติ ‘คดีฮั้ว ส.ว.’
การ์ตูน อรุณ วัชระสวัสดิ์
การ์ตูน san_d1196
การ์ตูน สะดุดยิ้ม by พล
การ์ตูน พี่ขุน ราวแข