My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์
กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
นับแต่ช่วงสงครามอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในช่วง 2483-2484 อันเป็นช่วงก่อนสงครามมหาเอเชียบูรพาระเบิดขึ้นนั้น กระแสความนิยมเครื่องรางของขลังเพื่อการคงกระพัน แคล้วคลาดปลอดภัยมีปริมาณขึ้น ด้วยตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่ต่างๆ ที่จะต้องออกไปแนวหน้าครั้งสงครามอินโดจีนนั้น มักจะแสวงหาของดีติดตัวกันก่อนไปแนวหน้าด้วยกันทั้งนั้น จวบกระทั่งสงครามมหาเอเชียบูรพาปะทุขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายสงคราม เมื่อฝูงบินของสัมพันธมิตรเข้าโจมตีทางอากาศในพระนครและจังหวัดสำคัญอย่างหนัก ทำให้ประชาชนต้องหาสิ่งยึดเหนี่ยวพึ่งพิงให้ตนเองและครอบครัวมีชีวิตรอดปลอดภัย

“เกจิ” ดังครั้งสงครามอินโดจีน
ในช่วงที่รัฐบาลจอมพล ป.ส่งกองทัพไทยเข้าสู่สมรภูมิอินโดจีน เครื่องรางของขลังของพระเกจิชื่อดัง “จาด-จง-คง-อี๋” เป็นที่เสาะหาของประชาชนและข้าราชการอย่างมาก ด้วยเชื่อกันว่ามีความโดดเด่นทางด้านแคล้วคลาดคงกระพันชาตรี 4 เกจิดังครั้งนั้นประกอบด้วย 1. หลวงพ่อจาด แห่งวัดบางกระเบา จ.ปราจีนบุรี 2. หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จ.พระนครศรีอยุธยา 3. หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม และ 4. หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ จ.ชลบุรี

เครดิตภาพ : นริศ จรัสจรรยาวงศ์
ตำนาน “ทหารผี” ในศึกสงครามอินโดจีน
ในบรรดาเรื่องเล่าถึงความขลังของเครื่องรางกับสงครามสมัยในหมู่ทหาร ประชาชนครั้งนั้นมักไม่พ้นตำนานเรื่อง “ทหารผี” ในสงครามอินโดจีน ซึ่งเรื่องมีอยู่ว่า ทหารไทยที่ไปรบในสงครามครั้งนั้นสวมเครื่องราง พระเครื่อง เสื้อยันต์ของเกจิ “จาด-จง-คง-อี๋” ทั้ง 4 รูปแล้วถูกทหารฝรั่งเศสยิงไม่เข้า ยิงแล้วล้มแล้วลุกขึ้นมาได้ (นริศ จรัสจรรยาวงศ์, 2568, 71)
ดังจากความทรงจำของชาวตลาดพลู ย่านฝั่งธนบุรี บันทึกถึงความนิยมเครื่องรางของขลังของหลวงพ่อจาดว่า ชื่อเกจิอาจารย์ที่ประชาชนนิยมในครั้งสงครามอินโดจีน คือหลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา แห่งเมืองปราจีนบุรี ท่านเคยมาแจกเสื้อยันต์แดงที่มีพุทธคุณในด้านการคงกระพันชาตรีให้ชาวตลาดพลู เสื้อยันต์แดงนั้นตัดเย็บเป็นเสื้อกั๊กจากผ้าสีแดง มีการพิมพ์ยันต์และอักขระศักดิ์สิทธิ์ (หลวงเมือง, 2552, 43)

ในหนังสือ “เสื้อยันต์ของหลวงพ่อจาด” (2484) มีข้อความแสดงอภินิหารของเสื้อยันต์ของหลวงพ่อไว้ว่า “ในการเข้าตะลุยรบอย่างกล้าหาญของกองทัพไทยในครั้งนี้ได้เปนไปอย่างทรหดอดทนยิ่ง จนกระทั่งขวัญของฝรั่งเศสเสียหมด จากแนวด้านโพธิ์สองต้นเปนต้นมา กองทัพไทยกอปรด้วยทหารหาญได้รุกเข้าไปหาข้าศึกอย่างไม่พรั่นต่อความรุนแรงของกระสุนปืนกล ปืนใหญ่ ปืนเล็กที่ยิงมาราวกับห่าฝน ทหารของไทยบุกตะลุยเข้าไปหาข้าศึกอย่างเลือดเย็น รุกเข้าไปอย่างสง่าผ่าเผย กองทัพเสื้อยันต์แดงของหลวงพ่อจาดคงกระพันแน่แล้ว ฝรั่งเศสผู้ที่กำลังยิงอยู่อย่างรุนแรงถึงกับงุนงง พร้อมกับสงสัยเป็นอย่างมากว่า ยิงอย่างไร ทหารไทยก็ยังคงรุกและบุกเข้าหาอย่างเข้มแข็ง” (เสื้อยันต์ของหลวงพ่อจาด, 2484, 10-11)
อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วแวดวงการพระเครื่องมักกล่าวขวัญกันถึงแต่เครื่องรางของขลังของ 4 เกจิ และตำนานถึงความแคล้วคลาดปลอดภัยของทหาร แต่จากการสำรวจค้นคว้าพบว่า คนร่วมสมัยยังบันทึกถึงตำนานเสื้อยันต์แดงอีกหลายสำนักด้วยเช่นกัน เสื้อยันต์แดงของวัดสามปลื้ม ดังที่อาจินต์ ปัญจพรรค์ คนร่วมสมัยบันทึกไว้ว่า ในช่วงสงครามอินโดจีน คนหนุ่มชาวพระนครต่างเสาะแสวงหาเสื้อยันต์แดงของวัดสามปลื้มที่ใครสวมแล้วมีความคงกระพันชาตรี ดังเช่นทหารไทยที่ไปรบอินโดจีนยังเคยใส่เสื้อยันต์วัดสามปลื้มแล้วแคล้วคลาดปลอดภัยด้วยเช่นกัน (อาจินต์ ปัญจพรรค์, 2541, 77)

เครดิตภาพ : ต้นคอลเลกชั่นและนิตยสารท่าพระจันทร์
วัดชนะสงคราม ได้สร้างเสื้อยันต์ของวัดชนะสงคราม (2483) เป็นหนึ่งในเครื่ิองรางของขลังที่เหล่าเกจิปลุกเสกขึ้นเพื่อแจกลูกศิษย์ที่เป็นทหารเข้ารบในสงครามอินโดจีน ซึ่งเป็นสงครามยุคใหม่ที่ไทยรบอย่างเต็มรูปแบบ โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบฝรั่งเศส ก่อนที่ญี่ปุ่นจะเข้ามาช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยยุติสงครามในต้นปี 2484
ช่วงต้นสงครามมหาเอเชียบูรพา วัดชนะสงครามได้ปลุกเสกเครื่องรางของขลังทั้งพระกริ่งใหญ่ชนะสงคราม พระกริ่งน้อยชนะสงคราม และเสื้อยันต์ชนะสิบทิศ มีบันทึกไว้ว่า
“พระกริ่งใหญ่ชนะสงคราม พระกริ่งน้อยชนะสงคราม พร้อมด้วยเสื้อยันต์ชนะสิบทิศซึ่งประกอบพิธีสร้างขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2484 และปลุกเสกใหญ่วันอาทิตย์ วันจันทร์ อังคารที่ 18-19-20 มกราคม พ.ศ.2485 ดังแจ้งอยู่ในหนังสือเล่มนี้ คณะกรรมการมีท่านเจ้าคุณสุเมธมุนีเป็นประธาน พร้อมด้วยพระหลวงพ่อมีความยินดีจะได้จัดการมอบของมงคลของขวัญนี้ให้แก่กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ฯพณฯ จอมพล ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งประเทศไทย และให้กองทัพญี่ปุ่นซึ่งมาพำนักในประเทศไทยด้วยเป็นพิเศษแห่งละ 1 ชุด เพื่อเป็นที่ระลึกถึงความสวัสดีมีชัยซึ่งรัฐบาลทั้งสองได้ลงนามในกติกาสัญญาพันธไมตรี ณ สถานที่พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม” (นริศ จรัสจรรยาวงศ์, 2568, 72-73)
นอกจากนี้ วัดที่มีชื่อเสียงในการแจกของดีในครั้งนั้นคือ วัดโพธิ์ มีการแจกผ้าประเจียด ตะกรุด และพระเครื่อง เครื่องรางของขลังให้ชาวพระนครโดยพระอาจารย์หนู ท่านไม่เพียงแต่เข้มขลังในด้านการสร้าง พระผงกระดูกผี เครื่องรางที่มีสรรพคุณแคล้วคลาดเท่านั้น แต่ท่านยังเก่งด้านรักษากระดูกด้วยการบริกรรมรักษากระดูกหักด้วยน้ำมนต์อีกด้วย (อาจินต์ ปัญจพรรค์, 2541, 77)



ความโด่งดังของหลวงพ่อจง หนึ่งในสี่เกจิสำคัญแห่งยุคนั้นทำให้วัดราชคฤห์ วัดย่านตลาดพลู ในช่วงสงครามได้เคยอาราธนาหลวงพ่อจงมาแจกเครื่องรางของขลังให้ชาวบ้าน พร้อมลงกระหม่อมให้กับวัยรุ่น รวมทั้ง ตัว “หลวงเมือง” เองด้วย บางคนลงนะหน้าทอง มีหนุ่มลูกจีนคนหนึ่งโดนเข็มจารยันต์บนกระหม่อมก็ดิ้น กลิ้งไปมา เนื้อตัวถลอก เขาเล่าว่า ใครที่หลวงพ่อเป่ากระหม่อมให้ปลายผมจะผูกกัน แม้นผมนั้นจะถูกตัดไป ผมเส้นใหม่งอกมาแทนจะมีปลายผูกเป็นปมเหมือนเดิม (หลวงเมือง, 2552, 44)
กล่าวได้ว่า ท่ามกลางความผันผวนที่มนุษย์มิอาจกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามใจปรารถนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามที่มนุษย์ยืนอยู่บนความเป็นความตาย ทำให้มนุษย์ต้องการที่พึ่งทางใจเหมือนดังที่ทหารไทยและประชาชนไทยเสาะหาเครื่องรางของขลังเป็นที่ยึดเหนี่ยวเมื่อครั้งสงคราม
