ธงทอง จันทรางศุ | น้ำท่วม หมา ‘จรจัด’ และความหมดท่า ของการหา ‘ทางออก’
คอลัมน์ หลังลับแลมีอรุณรุ่ง
ขณะที่นั่งเขียนหนังสืออยู่นี้ สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่หลายจังหวัดยังคงหนักหน่วงอยู่
พื้นที่กรุงเทพมหานครตอนในอาการกระเตื้องขึ้นแล้ว แต่บางพื้นที่ เช่น ย่านบางกะปิ เคหะชุมชนร่มเกล้า หรือคลองจั่น อาการยังหนักหนาสาหัสอยู่
ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยทุกคนนะครับ
น้ำท่วมคราวนี้ทำให้ผมนึกย้อนหลังไปถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ทั้งในฐานะผู้ประสบภัยส่วนตัวที่ต้องอพยพออกจากบ้านซอยรัชดาภิเษก 32 ไปนอนค้างแรมที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาซึ่งเป็นที่ทำงานของตัวเองและอยู่ย่านถนนสุโขทัยซึ่งปลอดภัยดีจากน้ำท่วม
และในอีกฐานะหนึ่งที่ลมเพลมพัดทำให้เข้าไปทำงานอยู่ในศูนย์ป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัย ที่เรียกชื่อย่อว่า ศปภ. ในฐานะ ” โฆษกน้ำท่วม” ทำให้ได้พบเห็นอะไรที่ไม่คิดมาก่อนว่าจะเข้าไปเกี่ยวข้อง
เมื่อนึกย้อนหลังไปจากนี้แล้วก็สนุกดีครับ
เรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องเกร็ดแต่ยังจำได้ดีคือ เนื่องจากผมเองไปเป็นโฆษกพูดเรื่องน้ำท่วมให้คนเห็นหน้าอยู่ทุกวันในโทรทัศน์และตามสื่อมวลชนต่างๆ เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้จักคุ้นเคยกันหลายท่านจึงวางใจว่าผมน่าจะอยู่ในฐานะที่รู้เรื่องน้ำท่วมได้ดีที่สุดคนหนึ่งของประเทศ ซึ่งไม่จริงเลย ฮา!
ทีนี้ใครมีประเด็นเล็กประเด็นน้อยที่พัวพันมาถึงเรื่องนี้ก็พลอยเกี่ยวข้องกับผมไปหมด
ตัวอย่างเช่น เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นเพื่อนเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยสาธิตปทุมวัน เธอเลี้ยงหมาอยู่หลายตัวและมีบ้านพักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านชานเมืองแห่งหนึ่งที่น้ำท่วมสูงขึ้นเรื่อยๆ นานวันเข้าอาหารการกินก็ชักลำบาก เพราะต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองและหมาอีกหลายตัวด้วย
เพื่อนอีกคนหนึ่งเป็นผู้สนิทคุ้นเคยกันยิ่งกว่าผมพยายามโทรศัพท์ไปบอกว่า ให้รีบขนย้ายออกมาเถิด ประเดี๋ยวจะหารถที่ลุยน้ำได้เข้าไปรับทั้งคนทั้งหมาออกมาและพาไปพักอาศัยอยู่ที่กาญจนบุรี
สองคนนี้พูดจากันแค่ไหนก็ไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะเธอผู้เป็นเจ้าของบ้านไม่ยอมอพยพหนีน้ำท่วม
เดือดร้อนถึงเพื่อนผู้มีใจอารีรับจะช่วยขนย้ายต้องมาหาผมเพื่อให้โทรศัพท์ไปช่วยเกลี้ยกล่อมอีกทางหนึ่ง โดยชักแม่น้ำทั้งห้าซึ่งทำท่าจะมีจริงในเวลานั้นเสียด้วยช่วยประกอบคำอธิบาย
ในที่สุดเพื่อนและหมาทั้งปวงก็ยอมย้ายไปกาญจนบุรีจนได้
ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ อยู่ตรงที่ว่าบ้านไหนมีสัตว์เลี้ยงที่รักปานดวงใจ น้ำท่วมก็เดือดร้อนเรื่องอาหารการกินของสัตว์เลี้ยงด้วย จะอพยพโยกย้ายไปไหนก็ห่วงหมาห่วงแมวไปหมด
อารมณ์การเป็นทาสแมวทาสหมานั้นผมเข้าใจได้ดีเพราะเกือบตลอดชีวิตที่ผ่านมา
ผมเลี้ยงหมามาตั้งแต่เป็นเด็ก หมาตัวแรกที่ชื่อ ป๊อก ก็ยังเป็นกัลยาณมิตรในใจผมมาจนถึงทุกวันนี้
ส่วนหมาตัวสุดท้ายที่อยู่ในบ้านชื่อ บี ก็เพิ่งตายจากไปเมื่อสองปีก่อนนี้เอง
และเมื่อหมาตัวสุดท้ายตายไปแล้ว ผมบอกกับตัวเองว่าถึงเวลาที่ผมควรจะเลิกเลี้ยงหมาเลี้ยงแมวเสียที เพราะอายุของตัวเองก็ปูนนี้เข้าไปแล้ว ขืนยังคงเลี้ยงหมาต่อไป ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผมหรือหมาตายก่อนกัน และไม่ว่าใครตายก่อนก็ตาม คนหรือหมาที่เหลืออยู่ก็ต้องโศกเศร้าใจมากเป็นธรรมดา
ตัดความห่วงความอาลัยด้วยการเลิกเลี้ยงหมาเสียเถิด
นอกจากหมาที่เลี้ยงกันตามบ้านแล้ว ผมจะพูดต่อไปถึงหมาอีกประเภทหนึ่งที่มีอยู่ในบ้านเราเป็นจำนวนมาก
คือ หมาจรจัด
ผมสังเกตเอาเองเวลาไปต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่กล่าวกันว่าเป็นประเทศที่เจริญแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเทศในยุโรป อเมริกา หรือทวีปเอเชียด้วยกัน เช่น ประเทศญี่ปุ่น ผมพบว่ามีแต่เฉพาะหมาที่มีคนเลี้ยงอยู่ตามบ้านช่องต่างๆ แล้วเจ้าของพาออกมาเดินเล่นให้ผมชมโฉมเท่านั้น ไม่เคยเห็นหมาจรจัดเลย
เดาเอาเองว่าในอดีตเก่าก่อนคงเคยมีหมาจรจัดบ้างเหมือนกันเพราะเป็นธรรมดาของโลก แต่เขาค่อยๆ แก้ไขปัญหานี้ไปตามลำดับ โดยใช้มาตรการต่างๆรวมทั้งมาตรการทางกฎหมายกำกับดูแลด้วย
ในที่สุดหมาจรจัดก็หายเหลือแต่หมาที่มีคนเลี้ยงอยู่ตามบ้านเท่านั้น
ยังมิพักต้องว่าถึงเมืองอื่น ว่ากันแต่เฉพาะเรื่องกรุงเทพมหานครที่เวลานี้เขาแข่งกันว่าใครเป็นชาวกรุงเทพฯ ดั้งเดิม หรือ Native ของเมืองหลวงแห่งนี้ และผมก็ไม่แพ้ใครอยู่เหมือนกัน
ผมจึงได้เห็นเรื่องราวสมัยตัวเองเป็นเด็กว่า เทศบาลเวลานั้นมีรถจับหมา เพื่อวิ่งตระเวนจับหมาจรจัดตามตรอกซอกซอยหรือถนนต่างๆ จับแล้วก็นำไปใส่กรงขังรวมกันไว้ในสถานที่แห่งหนึ่งย่านดินแดง ซึ่งน่าจะเป็นพื้นที่ที่ทำการของกรุงเทพมหานครสำนักงานใหญ่ที่ดินแดงเวลานี้
หมาที่ถูกจับไปจะถูกขังอยู่ที่นั่นห้าวันเจ็ดวันอะไรประมาณนี้ ถ้าเจ้าของตามไปช่วยชีวิตไว้ได้ก็เสียค่าไถ่และพากลับบ้านไป
แต่ถ้าไม่มีใครมาแสดงความเป็นเจ้าของ เทศบาลจะนำหมาจำนวนนั้นไปประหารชีวิตด้วยวิธีอะไรผมก็ไม่ทราบ
ดังที่กล่าวมาแล้วว่า บ้านผมมีหมามาโดยตลอด บางครั้งหมาในบ้านเราก็มุดรั้วออกไปเดินเล่นอยู่ถนนนอกบ้านและถูกจับไปแบบที่ว่านี้เหมือนกัน เดือดร้อนให้พ่อแม่ต้องพาผมไปดินแดงเพื่อไปกวาดสายตาหาหมาของเราที่ถูกจับไป บรรยากาศเวลาไปสอดส่ายสายตาดูหมาที่ถูกจับขังอยู่ในกรงแน่นขนัดว่ามีหมาของเราบ้างหรือไม่
เป็นบรรยากาศที่หดหู่เสียเหลือประมาณ นึกแล้วใจยังหมองอยู่เลยครับ
ดูเหมือนว่าในเวลาต่อมาระบบการกำจัดหมาจรจัดแบบนี้จะเปลี่ยนแปลงไป ผมไม่ทราบรายละเอียดอะไรมากนัก ทราบแต่ว่าเวลานี้กรุงเทพมหานครมีพื้นที่เลี้ยงหมาจรจัดที่จับตัวไว้ได้และนำไปเลี้ยงไว้ที่ จ.อุทัยธานี ในที่ดินของบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งเป็นวิสาหกิจของกรุงเทพมหานครเอง
และให้บังเอิญที่ผมเป็นประธานบริษัทนี้อยู่ด้วยในขณะนี้ จึงพอรู้เรื่องนี้อยู่บ้างแต่ยังไม่เคยแวะไปเยี่ยมหมาจรจัดที่ถูกกักตัวไว้ที่นั่นเลย
ถ้าความเข้าใจของผมถูกต้อง วิธีการฆ่าหมาจรจัดแบบเดิมของเทศบาลคงยกเลิกเปลี่ยนมาเป็นการนำตัวไปเลี้ยงที่อุทัยธานีแทนดังกล่าวมาข้างต้น
แต่ข้อน่าคิดคือ ปริมาณหมาจรจัดบ้านเรายังมากเหลือเกิน จับไม่ได้ไล่ไม่ทันและจับไม่หมดเสียที
หมาบางตัวที่อยู่ตามสถาบันการศึกษาซึ่งเป็นถิ่นที่ผมคุ้นเคย จะเรียกว่า จรจัด ก็ไม่ถนัดนัก เพราะต่างได้รับความอุปถัมภ์ค้ำชูจากนิสิตนักศึกษาหรือนักเรียนเป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น เรื่องของ “เตี้ย”
หมาที่มีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตเมื่อหลายปีก่อนและเป็นข่าวใหญ่โตในสื่อมวลชนหลายวัน แบบนี้เราจะเรียกว่าเตี้ยเป็นหมาจรจัดดีไหมครับ เอ! หรือเตี้ยเป็นหมามีเจ้าของกันแน่
ผมไม่มีคำตอบสุดท้ายหรอกครับ
เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 เองผมไปเยี่ยมวิทยาลัยนาฏศิลปที่ จ.นครราชสีมา เมื่อพูดคุยกับท่านผู้บริหารว่ามีปัญหาหรืออะไรที่หนักใจบ้าง นอกจากเรื่องการใช้น้ำประปาที่มีราคาแพง และทำเลที่ตั้งของวิทยาลัยซึ่งอยู่ห่างจากที่ประชุมชนพอสมควรแล้ว ระหว่างที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่นั่นเอง ท่านรองผู้อำนวยการก็ชี้ให้ผมดู “ปัญหา” ที่ยืนอวดโฉมอยู่ตรงนั้น นั่นคือหมาจรจัดหนึ่งตัว

พลางท่านรองฯ กรุณาอธิบายเสริมว่า ถึงแม้วิทยาลัยจะพยายามทำหมันบ้าง หาเจ้าหน้าที่มาฉีดยาป้องกันพิษสุนัขบ้าให้หมาในวิทยาลัยบ้าง แต่ก็ก็มีหมารุ่นใหม่งอกเงยขึ้นมาอยู่เสมอ เพราะไม่ห่างไกลกันกับที่ตั้งของวิทยาลัยเป็นที่ทิ้งขยะทำให้มีหมาผูกปิ่นโตไปทำมาหากินอยู่แถวนั้นอยู่เสมอ และรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของวิทยาลัยเข้าจนได้
ครั้นผู้รับผิดชอบจะใช้วิธีวางยาเบื่อฆ่าหมาเสียทั้งหมด แนวทางนี้ก็จะถูกประณามหยามเหยียด และคนทำก็ไม่มีใครอยากทำด้วยเพราะบาปกรรมเต็มที
เรื่องนี้พอเทียบเคียงได้กับเรื่องนกพิราบที่อยู่ตามวัดวาอารามต่างๆ ซึ่งมีปัญหาหลายอย่างติดตามมา ทั้งเรื่องความชำรุดทรุดโทรมของอาคารสถานที่ รวมทั้งปัญหาเรื่องสุขภาพอนามัยของทั้งพระและของคนที่อาจได้รับผลเสียด้านสุขภาพอนามัยจากการมีฝูงนกพิราบอยู่ตรงนั้น
แล้วใจคอจะให้ลูกศิษย์วัดเอาปืนลูกซองไปยิงนกพิราบให้ตายหมดเสียทั้งฝูงหรือ
ผมพอจะจำได้ว่าเมื่อตอนซ่อมวัดพระแก้วคราวงานฉลองพระนคร 200 ปี เมื่อพุทธศักราช 2525 เรื่องนกพิราบนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องช่วยกันแก้ปัญหา โดยใช้น้ำยาอะไรสักอย่างไปทาไว้ตามพื้นที่ซึ่งนกพิราบชอบไปยืนเกาะอยู่ เมื่อทาแล้วนกจะไม่ชอบไปยืนอยู่ตรงนั้นเพราะรู้สึกไม่สบายเท้า จึงบินอพยพย้ายไปอยู่ที่อื่น
หรืออีกวิธีหนึ่งคือหาตาข่ายหรือมุ้งลวดไปขึงป้องกันสิ่งสวยงามทางสถาปัตยกรรม ที่ชำรุดหักพังง่ายให้ปลอดภัยจากการรุกรานของนก และอาจมีวิธีอื่นอีกหลายอย่างที่ผมไม่ทราบ
แต่ตอนนี้สังเกตดูได้ผลดีอยู่ว่ามีนกพิราบในวัดพระแก้วน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
ย้อนกลับมาพูดเรื่องหมาจรจัดอีกนิดนะครับ ถ้าจะให้เรื่องนี้คลี่คลายไปในทางบวก เราอาจต้องมานั่งคิดกันอย่างจริงจังแล้วว่า เราจะใช้มาตรการอะไรบ้างและเป็นมาตรการแบบค่อยเป็นค่อยไปเสียด้วย จะทำหักหาญทีเดียวเห็นจะไม่สำเร็จ
ผมนึกแบบคนไม่ได้รับผิดชอบอะไรมากมายก็อยากจะคิดว่าหมาจรจัดรุ่นที่มีอยู่ก็ต้องปล่อยให้แก่ตายไป แต่ทำอย่างไรถึงจะลดปริมาณหมาจรจัดรุ่นใหม่ได้ สำคัญตอนหมาคลอดลูกมันก็ไม่ได้มาให้เรารู้เสียด้วยสิ ข้อนี้ยังคิดไม่ออก ท่านผู้รู้ทั้งหลายต้องช่วยกันคิดหน่อยนะครับ
แค่อ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเรื่องบัตรเลือกตั้งลับหรือไม่ลับ โดยศาลรัฐธรรมนูญท่านบอกว่ายังลับอยู่ แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งอย่าทำแบบนี้อีกก็แล้วกัน เพียงนี้ผมก็ปวดหัวแย่แล้ว
แล้วจะให้ผมคิดแก้ปัญหาหมาจรจัดให้สำเร็จได้อย่างไร
ขนาดเรื่องกฎหมายที่ผมเรียนวิชากฎหมายมาแท้ๆ ผมยังคิดไม่ออกเลย เฮ้อ!
