bg-single

วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)

21.10.2026

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

วิชาชีพสถาปนิก

ในวิกฤตความชอบธรรม (1)

วิชาชีพสถาปนิกกำลังเผชิญวิกฤตใหญ่ เพราะยึดติดกับอำนาจบารมีของ “สถาปนิกผู้มีชื่อเสียง” (Starchitect) ในฐานะอัจฉริยะรายบุคคล การยอมให้ตนเองถูกกลืนไปในระบบทุนนิยม ระบบการทำงานที่เอาเปรียบ และข้อจำกัดในการรับมือกับปัญหาสำคัญของโลกปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และการเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์

ข้อความข้างต้นเป็นการสรุปข้อวิพากษ์สำคัญของคุณ Reinier de Graaf ที่เสนอไว้ในหนังสือเล่มล่าสุดของเขาเรื่อง Architecture Against Architecture : A Manifesto (มีแปลไทยแล้วในชื่อ สถาปัตย์ปลดแอก : แถลงการณ์เพื่อรื้อระบบ โดย พิชญ์วุฒิ วิรุตมวงศ์)

เนื้อหาหลักของหนังสือนำเสนอแนวทาง 14 อย่างที่เขาเชื่อว่าจะนำพาวิชาชีพนี้ออกจากวิกฤตได้ โดยเรียกร้องให้สถาปนิกรื้อถอนมายาคติของวิชาชีพตนเองและทบทวนว่าสถาปัตยกรรมควรรับใช้ใคร มีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างไร และจะดำรงความหมายในโลกปัจจุบันได้อย่างไร

แม้เนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นการพูดถึงบริบทวิชาชีพสถาปนิกในโลกตะวันตก แต่หลายประเด็นปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นปรากฏการณ์ร่วมที่สังคมไทยเองก็ประสบไม่ต่างกัน

นอกจากนี้ ข้อเสนอของคุณ de Graaf ยังชวนให้เราย้อนคิดกลับมาทบทวนปัญหาในรูปแบบเฉพาะตัวที่เกิดขึ้นในวงวิชาชีพสถาปนิกไทยด้วยเช่นกัน

ม.จ.อิทธิเทพสรรค์ กฤดากร

กล่าวโดยย่อ อัตลักษณ์ของสถาปนิกสมัยใหม่มีรากฐานสำคัญมาจากพัฒนาการในยุคเรเนซองส์ เมื่อการออกแบบสถาปัตยกรรมค่อยๆ ได้รับการยกระดับจาก “งานช่าง” ไปสู่ “กิจกรรมทางปัญญา” ที่ผสมผสานความรู้ด้านคณิตศาสตร์ ทฤษฎี และสุนทรียศาสตร์ สถาปนิกเริ่มสร้างสถานะของตนเองในฐานะผู้ออกแบบ ผู้มีความรู้เฉพาะทาง ซึ่งแตกต่างจากผู้ลงมือก่อสร้าง

ต่อมา กระบวนการพัฒนาวิชาชีพในยุโรป โดยเฉพาะการเชื่อมโยงสถาปัตยกรรมเข้ากับรสนิยมและสถานะของชนชั้นนำ ได้มีส่วนทำให้สถาปนิกกลายเป็นผู้มีความรู้และรสนิยมทางสุนทรียะที่ได้รับการยอมรับในสังคม

ขณะที่แรงงานผู้ลงมือก่อสร้างมักได้รับการยอมรับในสถานะและอำนาจต่อรองที่แตกต่างออกไป ความแตกต่างดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การก่อรูปอัตลักษณ์และอำนาจของวิชาชีพสถาปนิกสมัยใหม่ ที่ซ้อนทับกับสถานะแบบศิลปิน และงานสถาปัตยกรรมก็เหลื่อมซ้อนเข้ากับชิ้นงานศิลปะ

คุณ de Graaf วิพากษ์ว่า เมื่อสถาปัตยกรรมให้ความสำคัญกับสถานะของตนเองในฐานะงานศิลปะมากเกินไป อาคารก็มีแนวโน้มถูกประเมินจากความโดดเด่น ชื่อเสียงของผู้ออกแบบ และมูลค่าทางเศรษฐกิจ มากกว่าประโยชน์ใช้สอย ตลอดจนความต้องการของผู้คนและสังคม

ขณะเดียวกัน ระบบวิชาชีพที่ยกย่องสถาปนิกเป็นปัจเจกบุคคลก็เริ่มบดบังลักษณะการทำงานร่วมกันของคนจำนวนมากที่ทำให้อาคารหนึ่งหลังเกิดขึ้น ซึ่งนับวันจะยิ่งกลายเป็นวิกฤตที่บั่นทอนวิชาชีพและสถาปัตยกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ

ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเช่นเดียวกันในสังคมไทย แต่ในรูปแบบที่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว

สถาปนิกไทยกลุ่มแรกคือชนชั้นนำที่ไปเรียนวิชาชีพนี้จากยุโรป และมิได้แค่รับความรู้เชิงเทคนิคก่อสร้างสมัยใหม่กลับมา แต่ยังซึมซับอัตลักษณ์ที่สำคัญบางด้านข้ามน้ำข้ามทะเลกลับไทยมาด้วย และนำมาผสมผสานเข้ากับบริบทของตนเอง

ความรู้สึกว่าตนเองมิใช่ “ช่าง” ขยายตัวจนนำมาสู่การแปลคำว่า architect มาเป็นคำไทยว่า “สถาปนิก” ในสมัยรัชกาลที่ 6 และในเวลาต่อมา มีการรวมตัวก่อตั้ง “สมาคมสถาปนิกสยาม” ออกวารสารวิชาการที่เนื้อหาสาระหลักในยุคต้นคือการอธิบายว่า “สถาปนิก” พิเศษต่างจาก “ช่าง” อย่างไร (ดูรายละเอียดประเด็นนี้เพิ่มในหนังสือ กำเนิดสถาปนิกไทย : ความหมาย ความรู้ และอำนาจ)

โดยเฉพาะความพยายามสถาปนาทัศนะว่าด้วยสถาปนิกคือส่วนผสมของผู้มีความรู้อย่างดีระหว่าง “วิทยาศาสตร์” กับ “ศิลปะ” ซึ่งช่างแบบจารีตจะถูกอธิบายว่าไม่มีคุณสมบัติเช่นนี้ แม้แต่ “วิศวกร” ซึ่งเป็นวิชาชีพสมัยใหม่เช่นกัน ก็ถูกมองจากสถาปนิกยุคแรกว่าเป็นวิชาชีพที่ไม่มีส่วนผสมดังกล่าว

แม้พัฒนาการของสถาปนิกไทยยังไม่สามารถผลิต Starchitect ได้ในแบบที่ de Graaf อธิบาย แต่การจัดวางอัตลักษณ์ของวิชาชีพสถาปนิกก็ดูจะเดินไปในเส้นทางที่ไม่ต่างกัน และบางด้านกลับดูว่าจะรุนแรงยิ่งกว่า

โดยเฉพาะมายาคติทางชนชั้นของวิชาชีพสถาปนิกที่สูงกว่าช่างทั่วไป เป็นทัศนะที่ถูกฝังลึกในหมู่สถาปนิกไทย ระบบที่ให้ความสำคัญกับชื่อเสียงและตัวบุคคลจนบดบังลักษณะการทำงานร่วมกันกับผู้อื่นและแรงงานผู้อยู่เบื้องหลังเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ต่างกัน

สถาปนิกยุคบุกเบิกของไทยพอใจที่จะเปรียบเทียบสถานะวิชาชีพสถาปนิกในระดับเดียวกับแพทย์หรือเนติบัณฑิต และเปรียบเทียบงานออกแบบของตนว่าเป็นอารยะศิลปะ

ที่สำคัญคือ ในช่วงต้นของการก่อรูปวิชาชีพนี้ยังเต็มไปด้วยการแสดงความเห็นที่ดูถูกช่างก่อสร้าง ผู้รับเหมา และวิศวกร

การก่อตั้งสมาคมสถาปนิกสยาม พ.ศ.2477 ในตอนแรกมีการเสนอให้รับสมาชิกที่ประกอบไปด้วยคน 4 กลุ่ม คือ สถาปนิก, ช่างเขียนแบบ, ผู้ตรวจงาน และช่างก่อสร้าง

แต่ความคิดนี้ ม.จ.อิทธิเทพสรรค์ กฤดากร ผู้มีบทบาทสำคัญต่อการถือกำเนิดขึ้นของวิชาชีพสถาปนิกในไทย ทรงไม่เห็นด้วยและอธิบายว่า

“…การที่จะอนุญาตให้ช่างเขียนแบบสามัญ ผู้ตรวจการก่อสร้าง ช่างก่อสร้างเข้าร่วมสโมสรด้วยเช่นนี้ น่าจะเป็นที่รังเกียจสำหรับสถาปนิกที่เทียบตนเท่ากันกับเนติบัณฑิตย์แลแพทย์…ในประเทศอื่นๆ เขาถือกันว่าคนงานเหล่านั้นจะต้องอยู่ในโอวาทของสถาปนิกๆ เขาจะวิสาสะสนิทด้วยไม่ได้เลย…” (อ้างถึงใน อาษา : วารสารสมาคมสถาปนิกสยาม (2502) : 14-15.)

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อย มีการแสดงความเห็นทำนองนี้อีกเป็นจำนวนมาก ทั้งหมดได้ทำให้วิชาชีพนี้ในสังคมไทยเกิดขึ้นอย่าง “ถือตัว” แบ่งแยกชนชั้น และแยกขาดออกจากความเป็นจริงทางสังคมมาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

หากประยุกต์ตามแนวคิดของ de Graaf กำเนิดวิชาชีพสถาปนิกไทยได้เริ่มต้นด้วยการสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจของตนเองผ่านการอ้างความรู้เฉพาะทาง ผู้สามารถเข้าใจสุนทรียศาสตร์ได้ดีกว่า และสถานะทางสังคมที่สูงกว่า ซึ่งเป็นการวางรากฐานโครงสร้างของวิชาชีพที่มีปัญหามาตั้งแต่ต้น

ตัวอย่างที่ยืนยันทัศนะนี้คือข้อเขียนของ ม.จ.อิทธิเทพสรรค์ กฤดากร อีกเช่นกัน เมื่อพูดถึงการศึกษาสถาปัตยกรรม ความตอนหนึ่งว่า

“…ในการศึกษาที่มีมาตรฐานที่สมควรได้รับประกาศนียบัตรหรือปริญญาแล้ว ผู้ที่เข้าสอบไล่ย่อมมีผู้ที่สอบได้บ้างและที่ตกบ้าง, ผู้ที่สอบตกนั้นก็คือ ‘กาก’ อย่างชานอ้อยเรานี่เอง การศึกษาที่ไม่ให้โอกาสแก่คนประเภทนี้ ย่อมเป็นการงานที่ไม่สมควร เพราะเป็นการกระทำที่เปลืองชีวิตมนุษย์และทุนทรัพย์ที่เสียไปในการศึกษาชั้นต้นๆ

ผู้เขียนจึงขอเสนอว่า…มีอาชีพอยู่สองประเภทซึ่งเกี่ยวด้วยสถาปัตยกรรมมากอยู่ คือผู้คำนวณสอบจำนวนงาน (Quantity Surveyor) และผู้ตรวจงาน (Clerk of Works) ซึ่งอาจให้โอกาสนักเรียนสถาปนิกที่เรียนไม่สำเร็จภาคต้น หรือภาคปลายได้รับการฝึกเพิ่มเติม…เพื่อให้โอกาสได้รับประกาศนียบัตรในประเภทอาชีพทั้งสองนี้…” (อ้างถึงในหนังสือ เรื่องเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม หน้า 36-37)

ม.จ.อิทธิเทพสรรค์ทรงมองว่า ข้อเสนอนี้คือการกำจัดการเปลืองชีวิตนักเรียนที่จะต้องเป็น “กาก” ไปได้

ในด้านหนึ่ง ข้อความนี้เกิดขึ้นด้วยความเป็นห่วงอนาคตของผู้ที่เรียนไม่เก่งพอที่จะเป็นสถาปนิกได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง (ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม) ข้อเขียนนี้สะท้อนโลกทัศน์การมองโครงสร้างวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับวงการก่อสร้างในลักษณะพีระมิดที่มีลำดับชั้น สูง-ต่ำ ดี-เลว เก่ง-โง่ ไล่เรียงมาจากบนลงล่าง โดยยอดสุดของพีระมิดคือสถาปนิก ไล่ลงมาคือวิชาชีพอื่นๆ เช่น วิศวกร, ช่างเขียนแบบ, ผู้ตรวจการ ฯลฯ

ผมอยากชี้ว่า วิธีคิดนี้ชวนให้เราย้อนกลับมาพิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาระดับปริญญาตรีทางสถาปัตยกรรม มากกว่าการศึกษาสายอาชีวศึกษา จนทำให้เกิดสภาวะขาดช่างและแรงงานฝีมือดีในตลาดงานก่อสร้าง ซึ่งเป็นวิกฤตที่นับวันจะรุนแรงขึ้น

แน่นอน ปรากฏการณ์นี้ไม่อาจอธิบายได้ด้วยโลกทัศน์ว่าด้วยสถานะของวิชาชีพสถาปนิกเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ค่านิยมที่มองการศึกษาระดับปริญญาว่ามีสถานะสูงกว่า และมองงานช่างเป็นเส้นทางการศึกษาหรืออาชีพที่มีคุณค่าน้อยกว่า เป็นส่วนหนึ่งของปัญหานี้แน่ๆ อย่างไม่อาจปฏิเสธได้

สถาปัตยกรรมหนึ่งหลังไม่ได้เกิดขึ้นจากสถาปนิกและวิศวกรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความรู้และทักษะของคนทำงานอีกหลายกลุ่ม ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อคุณภาพของงานก่อสร้างไม่แพ้กัน ทุกวิชาชีพล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญของสถาปัตยกรรม

แต่ที่ผ่านมาเราต่างสร้างภาพมายาที่สูงส่งเกินจริงให้แก่วิชาชีพสถาปนิก ปล่อยให้ความสำเร็จถูกผูกขาดไว้กับชื่อเสียงของปัจเจกบุคคล ในขณะที่โลกแห่งความเป็นจริง ผู้ที่ลงมือสร้างสถาปัตยกรรมเหล่านั้นกลับถูกทิ้งไว้ใต้ฐานพีระมิด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน
Sleepmaxxing โรคบ้านอน