รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ สะกิดปม ‘ภาษีบาป-ไทยพีบีเอส’ ต้องถกบนหลักฐาน ไม่งั้น ‘สังคมไทยเสียโอกาส’
รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์
สะกิดปม ‘ภาษีบาป-ไทยพีบีเอส’
ต้องถกบนหลักฐาน
ไม่งั้น ‘สังคมไทยเสียโอกาส’
ไปไกลแทบสุดกู่ สำหรับประเด็น Earmarked tax หรือ ‘ภาษีเฉพาะ’ ที่มักเรียกกันอย่างลำลองยั่วล้อ แต่เข้าใจง่าย ว่า ‘ภาษีบาป’ เมื่อเว็บไซต์รัฐสภาเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมาย 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับแหล่งเงินของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และไทยพีบีเอส โดยมีสาระร่วมของร่างกฎหมายทั้งสี่คือ การยกเลิกเงินบำรุงที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบ แล้วเปลี่ยนไปใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน
ทว่า ไปๆ มาๆ การดีเบตว่อนในโลกออนไลน์ กลับแตกหน่อต่อยอดไปไกล สู่การคัดค้านยุบไทยพีบีเอส ขณะที่การตั้งคำถามต่อสื่อสาธารณะดังกล่าวทั้งความคุ้มค่า การบริหารงานภายใน ไปจนถึงระบบอุปถัมภ์หลังบ้าน ก็มาแรงมิใช่น้อย
ทั้งที่คำถามสำคัญแรกเริ่มคือ การกันรายได้ภาษีไว้สำหรับภารกิจเฉพาะทำลาย ‘วินัยการเงินการคลัง’ จริงหรือไม่?
ว่าแล้ว ต้องขอกระซิบดังๆ ถามไปยัง รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา ไม่เพียงด้วยดีกรีนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการคล้ง หากแต่ยังเคยนั่งเก้าอี้กรรมการไทยพีบีเอส ‘ยุคแรกตั้ง’
และแน่นอนว่า ในคำตอบเหล่านี้ ย่อมเผยมุมมองในฐานะประชาชนคนไทย 1 เสียง ที่มีเครื่องรับโทรทัศน์ ในวันที่สื่อเดียวกันนี้ยังได้ขยับขยายไปเผยแพร่ในหลากหลายแพลตฟอร์มด้วยเช่นกัน
: ถ้าถอดหมวกนักเศรษฐศาสตร์ออก ถามในฐานะประชาชน สังคมไทยจะสูญเสียอะไรถ้ายุบไทยพีบีเอส?
ไทยพีบีเอสถูกก่อตั้งมาจากการที่เราต้องการสื่อสาธารณะ เพราะการดำเนินงานของทีวีทั่วไปต้องหาโฆษณาและอาจถูกบีบจากอำนาจการเมือง
ทีวีสาธารณะเหมือนกันทั่วโลกคือต้องพยายามหารายได้ที่ชัดเจนที่ไม่ได้มาจากภาคธุรกิจการโฆษณา และไม่ได้มาจากการรับงบประมาณของรัฐโดยตรงในระบบงบประมาณ เพราะไม่อย่างนั้นเวลาของบฯ แต่ละปีมันมีความไม่แน่นอน และอาจมีการใช้อำนาจต่อรองกันได้เยอะ
มีตัวอย่างที่อยู่กันมาอย่างยาวนาน เช่น BBC และ NHK ซึ่งมีรายได้ทางอื่นจากภาษีเฉพาะ
ไทยพีบีเอสก็เป็นแบบเดียวกัน ในแง่เจตจำนงของการมีทีวีสาธารณะ ก็เพื่อให้มีการดำเนินการเกี่ยวกับข่าวที่เป็นกลาง รอบด้าน สามารถเกาะติดประเด็นปัญหาที่ยาวนาน ไม่อย่างนั้นถ้าสิ่งที่เป็นปัญหา แต่อาจไม่อยู่ในกระแส จะไม่มีคนตาม
พอกฎหมายเขียนมาจึงมีความคาดหวังกับไทยพีบีเอสเยอะ ว่าต้องทำเรื่องวัฒนธรรม กลุ่มเปราะบาง ต้องทำชุมชน ต้องนู่นนี่นั่นเยอะแยะเลย มีเรื่องเด็ก
เพราะรายการเหล่านั้นถ้าว่ากันง่ายๆ คือหาโฆษณาไม่ได้
: ทำไมประเด็นถกเถียงตอนนี้ไปไกลมาก จากจุดเริ่มต้นอย่างภาษีบาป?
พอมันเริ่มจากคำว่าวินัยการเงินการคลัง ก่อนอื่นก็ต้องมีความชัดเจน ที่จริงแล้วเรื่องการใช้ภาษีเฉพาะ มันก็ถูกถกเถียงกันตั้งแต่ก่อนที่จะออกพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังปี 2561 แล้ว
กล่าวคือ ใน พ.ศ.2559-2560 มีการเถียงเรื่องนี้กันเยอะ สุดท้ายกฎหมายก็ยังบัญญัติให้ ว่าที่ให้องค์กรสาธารณะไปแล้ว ไม่ต้องไปยุบ เพราะฉะนั้นก็ต้องถือว่ามันถูกรีวิวมาแล้ว เนื่องจากไทยพีเอสก่อตั้งในปี 2551 เท่ากับว่า 10 ปีถูกรีวิวไปแล้วรอบหนึ่ง ไม่อย่างนั้นก็คงจะยุบไปตั้งแต่ตอนสมัยนั้นโดย พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง และไม่ได้มีบทเฉพาะกาล คือให้ดำเนินการไปเลย ในกฎหมายทุกอัน มันจะถูกรีวิว ถูกทบทวนเพราะมีการควบคุมค่าใช้จ่ายด้วย
เวลาบอกว่าของไทยพีพีเอสได้ 1.5% แต่ต้องไม่เกิน 2 พันล้านบาท ในภายหลัง สสส. ก็เป็นแบบเดียวกันคือ 2% ไม่เกิน 4 พันล้าน และเข้าใจว่าอีก 2 องค์กรก็จะเป็นแบบเดียวกันคือ 2% ไม่เกิน 4 พันล้าน คือติดเพดานเลย เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาว่าเงินจะโตไปเรื่อยๆ แต่จะมีเขียนเอาไว้ว่ามีอำนาจของใครที่ต้องรับผิดชอบและต้องมีการทบทวนอะไร ทุกกี่ปีว่าที่กำหนดเอาไว้พอใช้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม พอเป็นเงินสาธารณะก็ต้องทำตามระเบียบ ต้องมีความโปร่งใส ต้องถูกตรวจสอบเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
ที่มันไปไกล เท่าที่ตัวเองตาม อาจเพราะคนรู้สึกว่าบางรายการทำไมแพงมาก
: ในเชิงวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์มีคอมเมนต์ไหมในประเด็น ‘ความคุ้มค่า’?
ส่วนตัวไม่รู้เลย เพราะไม่ได้อยู่ในวงการ พูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือ มันก็มีราคาตลาดอยู่ ในแง่ของค่าตัวพิธีกรและต้นทุนการทำรายการแต่ละประเภทซึ่งก็ไม่เท่ากัน ต้องไปดูในสัญญา ดูทีโออาร์
หลายเรื่องก็เหมือนกับการซื้อของ เราต้องการคุณภาพระดับไหน ซื้อรถยนต์ต้องการคุณภาพระดับไหน คุณภาพของรายการที่แจ้งไปต้องการระดับไหน คงไม่ใช่ต้องราคาต่ำสุด ซึ่งเราคงได้อีกแบบหนึ่ง
ตอนหลังกฎหมายเรื่องจัดซื้อจัดจ้างก็ให้มีรายละเอียดเรื่องคุณภาพทางเทคนิค และมาตรฐาน ว่าราคาจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าราคาต่ำสุดแล้วจะได้ ต้องดูข้างใน ซึ่งดิฉันไม่สามารถวิจารณ์ได้เลย นักเศรษฐศาสตร์คนไหนก็วิจารณ์ไม่ได้ (หัวเราะ) เพราะเราไม่รู้รายละเอียดเรื่องต้นทุน แต่การที่เป็นเงินสาธารณะก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างนี้ เขาก็ต้องตอบและถ้ามันถูกตรวจสอบ แล้ว สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) ท้วงติง ก็ต้องไปชี้แจง
จริงๆ มันมีอยู่สองเรื่อง เรื่องที่ 1 เนื่องจากไทยพีบีเอสเกี่ยวข้องกับความเป็นกลาง ความเป็นอิสระในการดำเนินการ คนถึงบอกว่าถ้าดูในมุมนี้การขอแก้เพื่อให้ไปรับงบประมาณมันจะกลับไปเหมือนกับ NBT เราก็เห็นอยู่ว่ารายการออกมาเป็นแบบไหน รายการข่าวจะเป็นอย่างไร
คนดูทีวีเปรียบเทียบเอาเองก็แล้วกัน และเราคงไม่ต้องการทีวีที่เป็นของรัฐบาลอีกช่องหนึ่งมั้ง
: ทางออกของเรื่องนี้ควรเป็นอย่างไร?
คิดว่าส่วนใหญ่คนคัดค้านกันในแง่หลักการ แต่ตอนนี้ประเด็นก็คือ มันมีคำถามจากคนจำนวนไม่น้อยในฐานะการใช้เงินสาธารณะมันก็ต้องฟังคำถามที่คนรู้สึกว่าการบริหารของไทยพีบีเอสใช้งบประมาณเยอะ และนี่ก็เป็นสิ่งที่ไทยพีบีเอสต้องตอบ
ถ้ามีการตรวจอะไรทั้งหลายว่าการใช้เงินเหล่านี้อาจไม่ถูกต้อง ก็ต้องชี้แจงกับ สตง. ว่าเกิดจากอะไร
ส่วนใหญ่เวลามีคอมเม้นต์จาก สตง. เข้าใจว่าหน่วยงานต่างๆ ก็จะชี้แจง ส่วน สตง.จะรับได้หรือไม่ก็ต้องคุยกัน ต้องแก้ไขจัดการไป ซึ่งมันเป็นคนละเรื่องกัน
เราคงต้องกลับไปคำถามแรกว่าสังคมไทยยังต้องการทีวีสาธารณะที่ต้องการความอิสระที่ส่งเสริมชุมชนหรือเปล่า
: ตอนนี้ลามไปวิพากษ์ สสส.ด้วยแล้ว ว่าใช้ภาษีไม่คุ้ม ส่วนตัวมองอย่างไร?
สิ่งเหล่านี้ต้องพูดกันบนหลักฐานการประเมินอย่างจริงจังไม่ใช่อยากจะพูด อยากจะว่าก็ว่าไปโดยไม่มีข้อเท็จจริง
เรื่องอย่างนี้มันต้องถกเถียงอภิปรายกันว่าไม่คุ้มค่าอย่างไร ต้องมีกระบวนการหาข้อเท็จจริง
ถ้าพูดกันบนความรู้สึกไม่ชอบหน้า (หัวเราะ) ก็จะไม่ได้อะไร
สังคมไทยจะเสียโอกาสเอง
