ประเทศไทยเจ้าภาพประชุมใหญ่ เวที IMF-ธนาคารโลก ถกสนั่น AI เขย่าโลก เตือนปรับตัว-สร้างงาน
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
เวทีประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 (2026 IMF-World Bank Annual Meetings) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นอีกครั้ง ในรอบ 35 ปี โดยเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้แทนภาคเอกชน และนักธุรกิจรวมประมาณ 15,000 คน จาก 191 ประเทศ เข้าร่วม
วาระสำคัญเรื่องหนึ่งคือ มีการสะท้อนถึงการที่โลกต้องรับมือกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทั้งสร้างโอกาสและเป็นความเสี่ยงกับผู้ที่ปรับตัวไม่ทัน ซึ่งอาจจะไม่มีงานทำ หรือถูกแย่งงาน
โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้รายงาน World Economic Outlook ประมาณการเศรษฐกิจโลกปีนี้ ว่าจะขยายตัวได้ดีขึ้นเป็น 3.1% จากเดิมคาดที่ 3.0% และปี 2570 คาดเติบโตที่ 3.4% ซึ่งเหตุผลหลักมาจากการลงทุน และ AI
ขณะเดียวกันในส่วนของไทยปรับประมาณการขึ้นจาก 1.9% เป็น 2.1% ในปีนี้ และปีหน้าคาดจะโตที่ 2.1%
ดร.คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวว่า AI อาจก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ถึง 3% ต่อปี โดยประเทศพัฒนาแล้วในเอเชียสามารถโตจาก AI ได้ 0.5-1% ถือว่าเป็นการเติบโตที่สูงมาก หรือในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่กำลังพัฒนาก็จะโตได้ 0.2-0.8%
อย่างไรก็ดี การมาของ AI จะมีผลกระทบแง่การทำงาน ซึ่งคาดว่างานจะลดลงไป 40% โดยเริ่มเห็นผลกระทบแล้ว และบางประเทศอาจได้รับผลกระทบถึง 60%
“AI เปรียบเสมือนคลื่นสึนามิที่เคลื่อนตัวช้า แต่ก็ยังเป็นสึนามิ ไม่ว่าคุณจะชอบมัน เกลียดมัน หรือกลัวมัน มันก็เกิดขึ้นแล้ว และเราก็เห็นคลื่นลูกแรกที่กระทบแล้ว ทั้งเรื่องความต้องการและการลงทุนที่สูงขึ้น แม้ในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ จากการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ และสิ่งที่เกี่ยวกับ AI เมื่อดูที่ห่วงโซ่อุปทานจะเห็นว่ามี 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐ จีน และอินเดีย รวมทั้งหลายๆ ประเทศก็ได้รับประโยชน์จากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ AI รวมถึงไทยด้วย”
ขณะที่คลื่นต่อไปของ AI คือ การนำมาปรับใช้ที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ โดยต้องมั่นใจว่ามีความเป็นธรรม ทั้งการเข้าถึงไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล รวมทั้งภาครัฐต้องให้การคุ้มครองความปลอดภัยแก่ประชาชนด้วย
นายทาร์มาน ชานมูการัตนัม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ กล่าวว่า ในเรื่อง AI มีโอกาสและความท้าทายปะปนกันอยู่ โดยในส่วนของความท้าทาย มีด้วยกัน 2 ประการ คือ
1. การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานจาก AI ที่ภาครัฐและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ควรเริ่มต้นด้วยการตระหนักรู้ว่า แม้ AI จะนำมาซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่จะไม่เพียงพอที่คนทั่วไปจะรักษาตำแหน่งงานได้
และ 2. AI กำลังเปลี่ยนแรงงานเป็นแบบ K-shaped ในกระแสของระบบอัตโนมัติที่เข้ามาทำให้คนตกงาน
“หากคุณดูที่จีน อินเดีย และประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พวกเขากำลังเติบโตได้ค่อนข้างดี แต่การสร้างงานกลับอ่อนแอ ดังนั้น จึงมีความแตกต่างเกิดขึ้นแล้ว ระหว่างการเติบโตและการสร้างงาน และสุดท้าย AI จะทำให้ความแตกต่างนั้นกว้างขึ้น หากเรานิ่งเฉยกับมันมากเกินไป ดังนั้น เราต้องทำทุกอย่างที่ทำได้ เพื่อใช้ AI ในการสร้างงานที่ดีก่อน เพื่อสร้างงานที่มนุษย์สามารถทำได้ดี และช่วยให้พวกเขาสามารถไต่เต้าบันไดอาชีพได้”
ขณะที่นายอาเจย์ แบงก้า ประธานกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า ในประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา การนำ “Small AI” หรือแอพพลิเคชั่น AI ขนาดเล็กมาใช้ ซึ่งใช้งานง่าย จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ให้แก่ครู ระบบสาธารณสุข และเกษตรกรรายย่อยได้อย่างมหาศาล
“เป้าหมายสำคัญที่สุดในอีก 5 ปีข้างหน้า ต้องการเห็นการนำ Small AI ไปประยุกต์ใช้งานได้จริงในประเทศตลาดเกิดใหม่ให้ครอบคลุมมากที่สุด เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างงานให้แก่ประชากร”
นายเบงก้ากล่าวด้วยว่า ในอีก 10-15 ปีข้างหน้า จะมีคนรุ่นใหม่ถึง 1,200 ล้านคน ในประเทศกำลังพัฒนาเข้าสู่วัยทำงาน แต่คาดว่าประเทศเหล่านี้จะสร้างงานได้เพียงประมาณ 420 ล้านตำแหน่งเท่านั้น ซึ่งมีผลกระทบต่อกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSME) ในประเทศเหล่านี้
โดยธนาคารโลกได้นำข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลให้เป็นหลักประกันรูปแบบใหม่ (Data is the new collateral) เพื่อช่วยกลุ่มผู้ประกอบการ MSME ในการสร้างงาน เน้น 5 สาขาธุรกิจที่มีศักยภาพสูงสุด ได้แก่ พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจเกษตร สาธารณสุขปฐมภูมิ การท่องเที่ยว และการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่ม
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังโฟกัสใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ การใช้ AI เพื่อพัฒนางานให้ดีขึ้น, พัฒนาศักยภาพและสร้างงานรูปแบบใหม่
และเพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะได้รับผลประโยชน์ เรื่องแรก AI in All คือ การทำให้งานและธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่าง ‘AI นกกระซิบ’ ที่ต่อยอดจากโครงการช่วยเหลือประชาชนและพ่อค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งช่วยวิเคราะห์ยอดขายและบริหารวัตถุดิบให้ร้านค้า รวมทั้งสถาบันการเงินสามารถนำข้อมูลไปต่อยอด เพื่อช่วยให้พ่อค้ารายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้
ต่อมา All in AI คือ การพัฒนาศักยภาพและสร้างงานรูปแบบใหม่ ต่อยอดจากการดึงดูดการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ คลาวด์เซอร์วิส และ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงเข้ามา ให้เกิดการสร้างงานให้คนไทยได้จริง ผ่านโครงการ SkillBridge
และสุดท้าย AI for All ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะไม่ใช่ทุกคนจะปรับตัวได้เร็วเท่าๆ กัน
“แรงงานบางคนต้องการทักษะใหม่ บางธุรกิจต้องการเวลาและแรงผลักดัน รวมทั้งบางงานอาจต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ความรับผิดชอบของเรา คือช่วยให้พวกเขาเปลี่ยนผ่านได้ง่ายขึ้น และเชื่อว่า AI จะเข้ามาช่วยได้ ซึ่งตอนนี้เรากำลังเชื่อมข้อมูลจำนวนมากเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของข้อมูลดิจิทัล เพื่อเข้าใจประชาชนของเรามากขึ้น และช่วยเหลือได้อย่างเจาะจง พุ่งเป้าขึ้น”
ขณะที่ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า ทุกวันนี้ AI เป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น สามารถใช้ช่วยเพิ่มผลิตภาพได้จริง แต่ก็จะมีประเด็นเรื่องเข้ามาแย่งงานในหลายๆ งาน หรือเด็กจบใหม่ที่จะถูก AI แย่งงาน ซึ่งเป็นความท้าทาย
และมองไปข้างหน้า จะมีประเด็นเรื่องความแตกต่างระหว่างคนที่ใช้ AI เป็น กับคนที่ใช้ไม่เป็น ซึ่งประเทศร่ำรวยก็อาจจะมีทรัพยากรดีกว่า ส่วนประเทศที่ขาดโอกาสก็จะถูกทิ้งห่างกันไปเยอะขึ้น ยิ่งเกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น
“ความท้าทายก็คือ จะทำอย่างไรให้มีการนำ AI มาใช้เพิ่มผลิตภาพ เพื่อให้คนมีเวลาไปทำอย่างอื่นที่ควรทำแทน”
ทั้งหมดนี้เป็นภาพของโลกที่กำลังถูกคลื่น AI เข้ามาเขย่า อย่าง “เร็วและแรง” ซึ่งไทยหากไม่พร้อมรับมือ ก็จะถูกทิ้งห่างไปมากยิ่งขึ้น
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
