เสือป่า เข้มข้น 3 ตท.26 ‘จุ๊ฟ-เอี่ยว-เอก’ ชิงดำ จับกระแส ผบ.สูงสุด ทูบี ‘เสธ.ตั้ง-ซีรีส์ 3’ จ่อ ‘เสธ.แจ๊ค’ เต็ง ผบ.ทอ.? จับตา ‘ม้ามืด’ ปรากฏตัว?
รายงานพิเศษ
เสือป่า เข้มข้น 3 ตท.26 ‘จุ๊ฟ-เอี่ยว-เอก’ ชิงดำ
จับกระแส ผบ.สูงสุด ทูบี
‘เสธ.ตั้ง-ซีรีส์ 3’ จ่อ
‘เสธ.แจ๊ค’ เต็ง ผบ.ทอ.? จับตา ‘ม้ามืด’ ปรากฏตัว?
หลังการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งล่าสุด ทำให้บรรดาชาวเสือป่าแจ้งวัฒนะ จับจ้องไปที่ปีสุดท้ายของ ผบ.หยอย พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก่อนจะเกษียณราชการ 30 กันยายน 2570 นั่งครบ 2 ปี แล้วใครจะเป็น ผบ.ทหารสูงสุดคนต่อไป
ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมามีแคนดิเดตชิงเก้าอี้ ผบ.ทหารสูงสุดเพิ่มขึ้นอีก รวมแล้ว 3 คน
จากเดิมที่มี รองจุ๊ฟ พล.อ.ชิดชนก นุชฉายา รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่ขยับขึ้นมาจากเสนาธิการทหาร เป็นแคนดิเดตหนึ่งเดียว ที่กล่าวกันว่าได้ถูกคัดเลือกและวางตัวตั้งแต่ยุคที่ บิ๊กอ๊อบ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดไว้แล้ว
แต่ต่อมาก็มีแคนดิเดตคนที่ 2 คือ เสธ.เอี่ยว พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว ที่ขยับขึ้นจากรอง เสธ.ทหาร มาเป็นเสนาธิการทหาร แทน พล.อ.ชิดชนก ซึ่งทั้งคู่เป็นเพื่อนเตรียมทหาร (ตท.) รุ่น 26 และมีอายุราชการถึงตุลาคม 2571 เท่ากัน

แค่ พล.อ.ชิดชนก กับ พล.อ.ณัฐพงษ์ ก็ถือว่าเป็นคู่แคนดิเดตที่เข้มข้นแล้ว เพราะเป็นที่รู้กันภายในกองบัญชาการกองทัพไทย ว่า พล.อ.ชิดชนกถูกอดีตผู้บังคับบัญชาวางตัวไว้แล้วก็ตาม
แต่กระนั้นตราบใดที่ยังไม่ถึงเวลาและยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้ง แคนดิเดตทุกคนมีสิทธิ์
โดยเฉพาะ พล.อ.ณัฐพงษ์นั้นถึงขั้นที่สละโอกาสในการเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จึงทำให้ถูกจับตามองว่าเป็นเพราะต้องการจะลุ้นชิงเก้าอี้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
และ พล.อ.ณัฐพงษ์มีโอกาสสูงที่จะขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนต่อไปด้วย
เนื่องจากมีรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีรัฐมนตรี เคยทาบทาม พล.อ.ณัฐพงษ์ ให้มาช่วยงานในตำแหน่งเลขาธิการ สมช.
แต่ในที่สุดในการหารือกับบรรดาคีย์แมนของเตรียมทหารรุ่น 26 กลับกลายเป็นชื่อของ เสธ.ปูด้วง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับนายอนุทิน จนนายกรัฐมนตรีเอ่ยปากว่า ทำงานเข้าขากันคุยกันรู้เรื่อง รู้แนวทางแนวคิดกัน ในที่สุดจึงขอตัว พล.อ.ชัยพฤกษ์มาเป็นเลขาธิการ สมช.
ดังนั้น จึงทำให้น่าคิดว่า พล.อ.ณัฐพงษ์ที่อยู่ในที่ตั้งต่อไปน่าจะมีความหวัง และมีโอกาสขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนต่อไป โดยยอมที่จะไม่ไปเป็นเลขาธิการ สมช. เพื่อลุ้นช่วยดูแลความมั่นคงได้ต่อเนื่องถึง 2 ปีเพราะเกษียณ 2571

หากเทียบในแง่ความสามารถแล้ว พล.อ.ชิดชนกได้ชื่อว่าเป็นคนของกองบัญชาการกองทัพไทย เพราะย้ายจากกองทัพบกมาอยู่กองทัพไทยนานกว่า 10 ปี และเติบโตในตำแหน่งที่ได้ชื่อว่าเป็นเส้นทางเหล็กสู่เก้าอี้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยเฉพาะเติบโตในสายยุทธการ เคยเป็นผู้อำนวยการฝึกคอบร้าโกลด์ และเคยเป็นเจ้ากรมยุทธการทหาร ก่อนขึ้นเป็นรองเสนาธิการทหาร เสนาธิการทหาร และรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด จ่อคิวไว้แล้ว
แต่ พล.อ.ณัฐพงษ์เมื่อได้ขึ้นมาเป็นเสนาธิการทหารแล้ว ก็สามารถขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้เช่นกัน
อีกทั้งบทบาทของ พล.อ.ณัฐพงษ์ดูจะหลากหลาย ทั้งการเป็นเลขานุการของคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ และเป็นคณะเจรจากับกัมพูชามาตั้งแต่ต้น อีกทั้งทำงานใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี รวมทั้ง บิ๊กดุลย์ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 ด้วยกัน โดยเฉพาะในห้วงน้ำท่วมที่ผ่านมา ซึ่ง พล.ท.อดุลย์ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานครและชายแดนภาคใต้ โดยได้ร่วมคณะเดินทางไปด้วยกันตลอด
ประกอบกับ พล.อ.ณัฐพงษ์เป็นนายทหารที่เติบโตมาในแวดวงการเมือง ตั้งแต่หลังการรัฐประหารปี 2557 ในฐานะที่ทำงานใกล้ชิด บิ๊กหนุ่ย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรีในปัจจุบัน และเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 12 ของบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีที่ปัจจุบันเป็นองคมนตรีเช่นกัน
เมื่อครั้งที่ พล.อ.ดาว์พงษ์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์นั้น พล.อ.ณัฐพงษ์เคยรับหน้าที่เลขานุการ รมว.ศึกษาธิการมาแล้ว และย้ายจากกองทัพบกมาอยู่กองบัญชาการกองทัพไทย ตั้งแต่เป็นเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร
ขณะที่ พล.อ.ชิดชนกได้ชื่อว่าเป็นทหารอาชีพ ที่ทำงานเฉพาะเรื่องของกองทัพ จะไม่ค่อยไปสัมผัสฝ่ายการเมืองเท่าใดนัก และเป็นที่ยอมรับในแง่ความรู้ความสามารถ และเชี่ยวชาญในเรื่องงานของกองบัญชาการกองทัพไทย
ส่วนบุคลิกภาพของ พล.อ.ชิดชนก กับ พล.อ.ณัฐพงษ์ มีความแตกต่างกัน โดย พล.อ.ชิดชนกจะเป็นคนเงียบๆ พูดน้อย ขณะที่ พล.อ.ณัฐพงษ์มักจะได้รับหน้าที่ในการบรรยายพิเศษ และเข้าประชุมสำคัญๆ ตลอด

แต่อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่าใครจะได้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนต่อไป
แคนดิเดตคนที่ 3 ก็ปรากฏ เมื่อ บิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ส่งบิ๊กเอก พล.อ.อานุภาพ ศิริมณฑล ข้ามจากกองทัพบก มาเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด จึงถือว่าเป็นแคนดิเดตอีกหนึ่งคน
โดยที่แคนดิเดตทั้งสามทั้ง พล.อ.ชิดชนก พล.อ.ณัฐพงษ์ และ พล.อ.อานุภาพ ล้วนเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 แต่ถือว่าเป็นปีแรกของ พล.อ.อานุภาพ ที่ย้ายข้ามมาอยู่เสือป่าแจ้งวัฒนะ
และด้วยเหตุที่ยุคนี้เป็นยุคแห่งแผงอำนาจของเตรียมทหารรุ่น 26 ที่มี พล.ท.อดุลย์ รมว.กลาโหมเป็นหัวเรือใหญ่ พร้อมด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่ก็เป็น ตท.26 จึงทำให้มีบทบาทในการปรึกษาหารือเรื่องการวางตัวผู้ที่จะเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพต่อไป

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ชื่อของ พล.อ.อานุภาพเคยจะถูกส่งไปเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม และจะกลายเป็นแคนดิเดตนั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงกลาโหม ในโยกย้ายปลายปี 2570 เช่นกัน
แต่ด้วยเหตุที่ พล.อ.พนาตัดสินใจส่งบิ๊กใหญ่ พล.อ.อมฤต บุญสุยา จากผู้ช่วย ผบ.ทบ. ข้ามไปเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม จึงถูกตีความว่าน่าจะมีการเจรจาหารือกันของระดับผู้ใหญ่ที่ใหญ่กว่าผู้บัญชาการเหล่าทัพ ในการวางตัวให้ พล.อ.อมฤตเตรียมที่จะขึ้นเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ในปีสุดท้ายก่อนจะเกษียณ เพื่อชดเชยทดแทนการถูกเตะออกมาจากกองทัพบก พลาดเก้าอี้ ผบ.ทบ.
แม้ว่าโอกาสที่ พล.อ.อานุภาพจะขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดจะมีน้อยกว่า พล.อ.ชิดชนก และ พล.อ.ณัฐพงษ์ก็ตาม แต่ก็ไม่อาจมองข้ามได้ เพราะถึงอย่างไรก็ตาม เตรียมทหารรุ่น 26 ไม่คนใดก็คนหนึ่ง ก็จะต้องเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนต่อไป

นอกจากนี้แล้วยังมีการมองข้ามช็อตว่า หลังปี 2571 นายทหารคนใดจะถูกวางตัวให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ปรากฏว่ามีการมองไปที่ บิ๊กตั้ง พล.อ.ธวัชชัย ตั้งพิทักษ์กุล ที่ถูกส่งจากรองเสนาธิการทหารบก ข้ามมาเป็นรองเสนาธิการทหาร เพื่อให้เตรียมเติบโตตามลำดับ เพื่อลุ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด เนื่องจากมีอายุราชการถึงตุลาคม 2572
พล.อ.ธวัชชัยเป็นเตรียมทหารรุ่น 27 เคยเป็นดาวรุ่งของรุ่นนี้ แต่ในห้วงที่แกนนำ ตท.27 ประสบปัญหาบนเส้นทางรับราชการ จึงมีผลกระทบต่อเตรียมทหารรุ่น 27 เกือบทั้งรุ่น ในการถูกแช่ถูกดอง
เช่นเดียวกับ พล.อ.ธวัชชัย ที่ถูกดองในตำแหน่งรองเสนาธิการทหารบกถึง 3 ปี แม้จะเคยมีข่าวก่อนหน้านี้ว่าจะถูกส่งข้ามฟากไปเป็นรองเสนาธิการทหาร มาตั้งแต่เมื่อ 1-2 ปีที่แล้ว แต่ก็เหมือนกับชะลอเวลาของ พล.อ.ธวัชชัยเอาไว้ จนเหลืออายุราชการจำกัด และต้องมารอลุ้นว่าจะได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดในอนาคตหรือไม่
เพราะในกองบัญชาการกองทัพไทยก็มีการวางตัวนายทหารหลายคนให้เติบโตขึ้นมา ทั้งเตรียมทหารรุ่น 28-29 และนายทหารในซีรีส์ 3 เตรียมทหารรุ่น 30 ขึ้นไป ที่ขึ้นมาในตำแหน่ง และยศพลโท

เช่น เจ้ากรมเล็ก พล.ท.ชาตรี จันทร์พิทักษ์ เจ้ากรมยุทธการทหาร
พล.ท.อภิรัชฎ์ รามนัฏ รอง ผบ.หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา สาย OV
เสธ.เต้ย พล.ท.ปนิวัธน์ ทรัพย์รุ่งเรือง ที่ขยับขึ้นมาเป็นรอง ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการขีดความสามารถ (JCC) หน่วยใหม่ของกองบัญชาการกองทัพไทย ที่ผ่านมาเติบโตในสายยุทธการ ทั้งในสำนักปลัดกระทรวงกลาโหมและกองบัญชาการกองทัพไทย

ขณะที่ข่าวบางกระแสระบุว่า ในอนาคตอาจมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่ไม่ใช่เหล่าทหารบก โดยจะเปิดโอกาสให้โควต้ากับทหารเรือหรือทหารอากาศบ้าง แม้จะเป็นเรื่องยากที่ฝ่ายทหารบกจะยอมให้เหล่าทัพอื่นมาเป็น ผบ.ทหารสูงสุด
ที่ผ่านมาเคยมีแนวคิดที่จะให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพที่นั่งอยู่ในตำแหน่งและอาวุโสที่สุดได้ขยับขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด รวมถึงการกำหนดให้อยู่ในตำแหน่งวาระ 3 ปี โดยไม่ต้องดูว่าอายุราชการเกษียณเมื่อใด แต่ให้อยู่ในตำแหน่งนั้น 3 ปี ซึ่งกองทัพสิงคโปร์ก็ใช้รูปแบบนี้อยู่
แต่ทว่าไม่ได้รับการขานรับจากเหล่าทัพ เพราะเป็นที่รู้กันว่าหากได้เป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพแล้ว ก็ไม่มีใครอยากที่จะขยับขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด
แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่า จากสถานการณ์การสู้รบกับกัมพูชาซึ่งกองทัพอากาศมีบทบาทสำคัญในการรบและมีบทบาทนำ จนทำให้ในห้วงที่ผ่านมา บทบาทของทหารอากาศโดดเด่น
เช่น บิ๊กโก๋ พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วย ผบ.ทอ.ในเวลานั้นเป็นผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลข่าวสารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (JIC) และทีมโฆษกกองทัพอากาศรับหน้าที่สำคัญในการชี้แจงในเรื่องปฏิบัติการทางอากาศ เพราะเป็นเรื่องที่ฝ่ายกองทัพบกหรือเหล่าทัพอื่นไม่สามารถชี้แจงแทนได้ถือว่ามีบทบาทโดดเด่น
ดังนั้น จึงเป็นที่จับตามองว่าในอนาคต หลังปี 2571-2572 อาจมีโอกาสที่ทหารอากาศขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดก็ได้

ย้อนไปดูทำเนียบนามของผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่ปัจจุบันมี 36 คน
เคยเป็นทหารอากาศ 4 คน คือ พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ พล.อ.อ.กมล เตชะตุงคะ ในห้วงปี 2517-2520 บิ๊กเต้ พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล และบิ๊กอู๊ด พล.อ.อ.วรนารถ อภิจารี ในปี 2535-2537 ซึ่งในเวลานั้นมีเกมการเมืองภายในกองทัพ และความขัดแย้งภายในรุ่น นนอ.01 อีกทั้งฝ่ายทหารยังมีบทบาทในทางการเมืองสูง จากการรัฐประหาร
เคยมีทหารเรือเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาแล้ว 3 คน เช่น พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ในปี 2518 พล.ร.อ.สุภา คชเสนี ในปี 2529 และ พล.ร.อ.ณรงค์ ยุทธวงศ์ เมื่อปี 2544
และแน่นอน ส่วนใหญ่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาจากเหล่าทหารบกมากถึง 30 คน เนื่องจากกองทัพบกยังคงเป็นเหล่าทัพที่มีบทบาททางการเมืองมาตั้งแต่อดีต และมีกำลังพลมากที่สุดเป็นเหล่าทัพใหญ่ที่สุด ในอดีตจึงมีโควต้าที่เป็นที่รู้กันว่า ทบ.-ทร.-ทอ. 2 : 1 : 1
อย่างไรก็ตาม หากมองไปที่กองทัพอากาศ พิจารณาการวางตัวผู้บัญชาการสถานการณ์ในอนาคตแล้ว ก็จับตามองว่าจะมีโอกาสที่นายทหารทหารอากาศคนเก่งที่เป็นแคนดิเดตในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารอากาศคนใด จะมีโอกาสได้ข้ามมาเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดหรือไม่

หากดูการโยกย้ายในกองทัพอากาศครั้งล่าสุดที่มีการปรับเปลี่ยนตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่าในระดับ 5 ฉลามอากาศมีแคนดิเดตผู้บัญชาการทหารอากาศ 2 คน คือ บิ๊กโอ๋ พล.อ.อ.อนุรักษ์ รมณารักษ์ ที่ขยับจากเสนาธิการทหารอากาศ เป็นผู้ช่วย ผบ.ทอ.
และที่มาแรงแซงโค้ง คือเสธ.แจ๊ค พล.อ.อ.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย ที่ขยับจาก รอง เสธ.ทอ. ขึ้นเป็นพลอากาศเอกนั่งในตำแหน่งเสนาธิการทหารอากาศ ที่ถือเป็นตำแหน่งหัวใจสำคัญของกองทัพอากาศ
ทำให้ถูกจับมองว่า บิ๊กคิม พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. ที่จัดหมากกระดานนี้ ได้วางตัว พล.อ.อ.จักรกฤษณ์ให้เตรียมขึ้นไปเป็น ผบ.ทอ.คนต่อไปเลยหรือไม่ เพราะ พล.อ.อ.เสกสรร จะเกษียณราชการตุลาคม 2571
หากดูจากกระแสข่าวเดิมก่อนการแต่งตั้งโยกย้าย ชื่อของเจ้ากรมเหลน “Lane” พล.อ.ท.นิทัศน์ ยูประพัฒน์ ที่ในขณะนั้นเป็นกรมยุทธการทหารอากาศ ถูกจับตามองว่าจะขึ้นเป็นเสนาธิการทหารอากาศ แต่เมื่อโผออกมา กลับได้เป็นหัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำ ผบ.ทอ. แม้ได้ขยับขึ้นยศพลอากาศเอก แต่ก็ถือว่ามีโอกาสที่จะขึ้นชิง ผบ.ทอ.น้อยลง แต่ก็พอมีโอกาส
โดยในการโยกย้ายตุลาคม 2570 คาดหมายว่า พล.อ.อ.เสกสรรอาจจัดวางระดับ 5 เสืออากาศใหม่ ซึ่งจะทำให้เห็นชัดว่าวางตัวนายทหารอากาศคนใดให้เป็น ผบ.ทอ.คนต่อไป
คาดกันว่าโยกย้ายปลายปีหน้า พล.อ.อ.นิทัศน์ แกนนำเตรียมทหารรุ่น 28 อาจจะได้ขึ้นมาเป็น เสธ.ทอ. หรือผู้ช่วย ผบ.ทอ. มารอชิงเก้าอี้ “นภา 1” กับ พล.อ.อ.จักรกฤษณ์ รุ่นน้อง เตรียมทหาร 29 ซึ่งมีอายุราชการยาวนานถึงตุลาคม 2574 ขณะที่ พล.อ.อ.นิทัศน์เกษียณตุลาคม 2573
ส่วน พล.อ.อ.อนุรักษ์ JEDI ตท.28 ซึ่งมีอายุราชการแค่ตุลาคม 2572 หากเทียบแล้วก็จะเสียเปรียบในเรื่องอายุราชการเหลือแค่ปีเดียว ที่อาจต้องเป็นไปตามนโยบายที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพควรมีอายุราชการอย่างน้อย 2 ปี แต่ก็ใช่ว่า พล.อ.อ.อนุรักษ์จะหมดโอกาส เพราะหากดูเนื้องานที่ พล.อ.อ.เสกสรรมอบหมาย ก็ถือว่าเป็นงานใหญ่ ทั้งการจัดงานแอร์โชว์ ในโอกาส 90 ปีกองทัพอากาศ ที่จะมีขึ้นในห้วงปลายเดือนมกราคม 2570 และการเป็นประธานโครงการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ Barak MX จากอิสราเอล ที่จัดซื้อเป็นเฟสที่ 2
แต่ก็ต้องรอดูว่าตุลาคม 2570 พล.อ.อ.อนุรักษ์จะยังได้อยู่ใน 5 ฉลามอากาศต่อไปหรือไม่ เพราะหากยังอยู่ก็มีโอกาสชิงเก้าอี้ ผบ.ทอ.

อย่างไรก็ตาม ในกองทัพอากาศดูเหมือนจะฟันธงกันไปแล้วว่า ผบ.ทอ.คนต่อไป ย่อมต้องเป็น JKnight พล.อ.อ.จักรกฤษณ์ เพราะที่ผ่านมาได้รับมอบหมายที่สำคัญจาก พล.อ.อ.เสกสรร โดยเฉพาะในห้วงการสู้รบกับกัมพูชา รวมถึงหน้าที่โฆษกกองทัพอากาศ ในการชี้แจงทำความเข้าใจการปฏิบัติการของกองทัพอากาศ
พล.อ.อ.จักรกฤษณ์ถือเป็นคนเก่งของกองทัพอากาศ ที่จบจากโรงเรียนนายเรืออากาศสหรัฐ ในอันดับ 1 และได้รับรางวัล ส่วนการรับราชการ ก็เป็นนักบินเอฟ 16 และ Gripen เป็นนักบินกองทัพอากาศคนแรกที่สามารถเป็นนักบินได้แม้จะใส่แว่นสายตาก็ตาม เพราะถือว่ามีความสามารถสูง และก็ผ่านทั้งการเป็นผู้บังคับฝูงบิน และผู้บังคับการกองบิน 1 เติบโตมาในสายยุทธการ
ที่สำคัญ พล.อ.อ.จักรกฤษณ์ยังได้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญในคณะทำงานถวายการฝึกบิน Gripen ให้กับสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ที่กองบิน 7 สุราษฎร์ธานี มาตั้งแต่ต้น จนทรงสามารถบินเดี่ยวครั้งแรกไปเมื่อ 8 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา
อีกทั้งบทบาทหน้าที่ของเสนาธิการ ทอ. ก็ยิ่งเป็นการเสริมให้ พล.อ.อ.จักรกฤษณ์มีโอกาสได้แสดงฝีมือ และสร้างผลงาน
แต่อย่างไรก็ตาม เริ่มมีการจับตามองไปที่นายทหารอากาศที่เป็นดาวเด่น และมีโอกาสที่จะขยับขึ้นมาทันชิงเก้าอี้ ผบ.ทอ. เช่น ผบ.แพร์ พล.อ.ท.กฤษณะ เปี่ยมศรี ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินกษัตราธิราช คนใหม่ที่เพิ่งขึ้นมาเมื่อ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา
โดยเฉพาะเมื่อพล.อ.อ.เสกสรรเดินทางไปแถลงเจตนารมณ์ การทำหน้าที่ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นปีที่ 2 ในปีงบประมาณ 2570-2571 ที่จัดขึ้นที่โรงเรียนนายเรืออากาศฯ มวกเหล็ก สระบุรี ก็ยิ่งทำให้ พล.อ.ท.กฤษณะถูกจับตามอง
เนื่องจาก พล.อ.อ.เสกสรรได้กล่าวในแถลงเจตนารมณ์ และในการแถลงข่าว ให้ความสำคัญกับโรงเรียนนายเรืออากาศฯ และได้เปิดเผยว่า ได้พูดคุยสั่งการกับผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรืออากาศฯ ในเรื่องสำคัญต่างๆ หลายอย่าง ทั้งการเป็นองค์กรที่สร้างนายทหารสัญญาบัตรของกองทัพอากาศที่มีคุณภาพ เป็นแหล่งกำเนิดของนายทหารอากาศที่จะไปทำหน้าที่ปกป้องประเทศ และบทบาทในการทำงานงานวิจัยและพัฒนา ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ทั้งนี้ นักเรียนนายเรืออากาศ ล้วนแต่เป็นระดับหัวกะทิ อาจารย์ของโรงเรียนก็ล้วนจบปริญญาเอกและปริญญาโท นอกจากนั้น ยังรวมถึงการรับนายทหารนักเรียนปริญญาเอกและปริญญาโท มาศึกษาวิจัยโครงการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ ให้กับกองทัพอากาศ หลังจากที่ได้มีการตั้งสถาบันบัณฑิตศึกษา ของโรงเรียนนายเรืออากาศมาหลายปี จนมีนายทหารที่จบปริญญาเอกรุ่นแรกกันแล้ว และมีโครงการผลิตยุทโธปกรณ์ให้กองทัพอากาศหลากหลายอย่าง
งานและบทบาทสำคัญนี้จึงส่งให้ พล.อ.ท.กฤษณะ ถูกจับตามองมากขึ้น

พล.อ.ท.กฤษณะถือเป็นนายทหารซีรีส์ 3 จาก ตท.31 ของกองทัพอากาศที่กำลังเติบโตไล่ตามขึ้นมา
ทั้งนี้ จับตากันว่า พล.อ.อ.เสกสรร ซึ่งเป็นเตรียมทหารรุ่น 26 จะส่งไม้ต่อการดูแลกองทัพอากาศ และการสร้างความพร้อมรบในการปกป้องประเทศ ให้กับใคร จะเป็นทหารรุ่น 28 หรือไม่ เพราะมีทั้ง พล.อ.อ.อนุรักษ์และ พล.อ.อ.นิทัศน์
หรือว่าจะข้ามไปส่งไม้ต่อให้กับเตรียมทหารรุ่น 29 เช่น พล.อ.อ.จักรกฤษณ์ โดยให้นั่งยาว 3 ปี เลยหรือไม่
หรือมีโอกาสที่จะข้ามช็อตไปยังซีรีส์ 3 เลย เช่น พล.อ.ท.กฤษณะ นักบิน F-16 callsign “SLY” ที่เคยเป็นทั้งผู้บังคับฝูงบิน 103 และผู้บังคับการกองบิน 1 นครราชสีมา และเติบโตในสายยุทธการ ในระดับผู้อำนวยการสำนัก ก่อนที่จะขึ้นเป็นผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรืออากาศฯ ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งที่สามารถขยับขึ้นเป็น 5 ฉลามอากาศได้เลย
พล.อ.ท.กฤษณะมีอายุราชการถึงตุลาคม 2574 พร้อมกับ พล.อ.อ.จักรกฤษณ์ ดังนั้น จึงมีแค่คนใดคนหนึ่งเท่านั้นที่จะได้เป็น ผบ.ทอ.
หรือในกรณีที่ ผบ.ทอ.ในอนาคตอาจจะได้ขยับไปเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อวางแผนการพัฒนากองทัพให้ทันสมัยและมีความพร้อมรบโดยเฉพาะในยุคที่ต้องทำการรบร่วม ในยุคที่ต้องใช้ Tacktical Data Link เชื่อมโยงข้อมูล และระบบ Network Centric และศูนย์ยุทธวิธีในการต่อต้านโดรน และปฏิบัติการคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า EMSO ที่มีกองทัพอากาศ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก
เพราะมีรายงานว่าก่อนหน้านี้ พล.อ.ทรงวิทย์เมื่อครั้งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด เคยทาบทามหยั่งเชิง พล.อ.อ.จักรกฤษณ์ ในการข้ามไปเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด หากไม่ได้เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ
แต่ในเมื่อวันนี้ พล.อ.อ.จักรกฤษณ์ได้เป็นเสนาธิการทหารอากาศแล้ว ก็ถือว่ามีโอกาสสูงที่จะได้ขึ้นเป็น ผบ.ทอ. คนต่อไปแบบที่เรียกว่าเป็นเต็งหนึ่งเลยทีเดียว
ขณะที่ พล.อ.ท.กฤษณะก็อาจจะถูกวางตัวให้เป็นผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรืออากาศแบบนั่งยาว เพื่อให้การทำงานในการพัฒนาโรงเรียน และหลักสูตรต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ก็เป็นได้
ดังนั้น ในหนึ่งปีนับจากนี้จึงต้องจับตาดู การตัดสินใจของ พล.อ.อ.เสกสรร เพื่อดูว่าได้เลือก ผบ.ทอ.คนใหม่ คือ พล.อ.อ.จักรกฤษณ์แล้วหรือไม่ หรือจะต้องรอดูการโยกย้ายปลายปี 2570 อีกครั้ง เพราะบ้างก็ว่า ผบ.ทอ.คนต่อไปตัวจริง จะได้เห็นกันในโยกย้ายปลายปีเลยทีเดียว
เพราะในกองทัพอากาศ แม้จะดูนิ่งๆ แต่ก็เสมือนวาทะของนักปราชญ์จีน ที่ พล.อ.อ.เสกสรรหยิบยกมา เปรียบเทียบกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ว่า เสมือนหนึ่ง “แมกไม้เคลื่อนไหว แม้ไม่มีลม” ซึ่งก็อาจเป็นเฉกเช่นความเคลื่อนไหวในกองทัพอากาศนั่นเอง
