ย้อนคดีโกงเงินบุญ! ฉาว ‘วัดพระบาทน้ำพุ’ สู่คำตัดสินคุก 742 ปี อดีตเจ้าอาวาส ‘อลงกต’
คอลัมน์ อาชญากรรม | อาชญา ข่าวสด
รูดม่านปิดฉากไปอีกหนึ่งคดีสะเทือนศรัทธาสาธุชน กับมหากาพย์เงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ สู่คำพิพากษาจำคุกอดีตพระอลงกตและหมอบีรวมหลายร้อยปี
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อท. 203/2568 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ในคดีที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือนายอลงกต พูลมุข เป็นจำเลยที่ 1 และนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือหมอบี เป็นจำเลยที่ 2
ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 และข้อหาฟอกเงิน
คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในคดีสะเทือนขวัญที่สร้างความตกตะลึงให้แก่สังคมไทยอย่างยิ่ง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับวัดชื่อดังและบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่เคยได้รับความเคารพศรัทธาจากประชาชนทั่วประเทศ
มูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตเงินบริจาคในคดีนี้มีจำนวนสูงเกินกว่า 306 ล้านบาท
ในวันอ่านคำพิพากษา ผู้รับมอบฉันทะโจทก์ จำเลยทั้งสอง พร้อมด้วยทนายความฝ่ายจำเลยได้เดินทางมาฟังคำตัดสินของศาลอย่างพร้อมเพรียง
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานและข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป
ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต จำคุกกระทงละ 6 ปี และฐานร่วมกันฟอกเงินจำคุกกระทงละ 3 ปี
ทั้งนี้ ทางศาลพิจารณาและคำให้การของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม
คงจำคุกฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์กระทงละ 4 ปี รวม 185 กระทง เป็นจำคุก 740 ปี และฐานร่วมกันฟอกเงินคงจำคุก 2 ปี
เมื่อรวมโทษทั้งสองฐานความผิดแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องโทษจำคุกรวมทั้งสิ้น 742 ปี
ส่วน จำเลยที่ 2 ลงโทษในฐานะผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ จำคุกกระทงละ 4 ปี และฐานฟอกเงินกับร่วมกันฟอกเงิน จำคุกกระทงละ 3 ปี เมื่อลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกฐานเป็นผู้สนับสนุนกระทงละ 2 ปี 8 เดือน (หรือ 4 ปีตามอัตราโทษปรับลด) รวม 185 กระทง เป็นจำคุก 370 ปี 1,480 เดือน และฐานฟอกเงินรวม 8 กระทง จำคุก 16 ปี
รวมโทษจำเลยที่ 2 เป็นจำคุก 386 ปี 1,480 เดือน
อย่างไรก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) กำหนดเพดานโทษจำคุกสูงสุดไว้ ศาลจึงให้จำคุกจำเลยทั้งสองมีกำหนดคนละ 50 ปี
พร้อมทั้งสั่งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจำนวน 306,026,143.5 บาท แก่วัดพระบาทน้ำพุ ผู้เสียหาย
เพื่อชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ศาสนสถานและจิตศรัทธาของประชาชน
ชนวนเหตุของมหากาพย์ความไม่โปร่งใสครั้งนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมและสื่อออนไลน์พากันดาหน้าออกมาเปิดเผยประเด็นส่วนแบ่งเงินบริจาคระหว่างวัดกับคณะกรรมการในสัดส่วน 70 ต่อ 30 เปอร์เซ็นต์ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง
ต่อมามีการเปิดเผยว่า นายเสกสันน์ หรือหมอบี ทูตสื่อวิญญาณ ขออนุญาตทางวัดเปิดบัญชีโดยใช้ชื่อตนเองต่อท้าย เพื่อนำเงินไปดำเนินโครงการต่างๆ ของวัดพระบาทน้ำพุ
ทว่า เมื่ออดีตทีมงานและผู้เกี่ยวข้องออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพฤติการณ์ความร่ำรวยที่ผิดปกติ ตลอดจนข้อสังเกตเรื่องเงินบริจาคที่ไม่ครบถ้วน ทำให้นำไปสู่การเข้าตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม และเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง
เพื่อสืบสวนเส้นทางการเงินอย่างละเอียด
แม้ในช่วงแรก หมอบีจะแถลงข่าวปฏิเสธเรื่องส่วนแบ่งเงินบริจาค ยืนยันถวายเงินให้หลวงพ่ออลงกตครบถ้วนทุกบาททุกสตางค์ และอ้างว่าการถอนเงินสดเป็นไปตามดำริของหลวงพ่อ รวมถึงชี้แจงเรื่องบ้านพักส่วนตัวมูลค่า 30 ล้านบาทว่าเป็นเงินจากครอบครัวและรายได้ส่วนตัว
แต่คำให้การดังกล่าวกลับมีความขัดแย้งกับพยานหลักฐานในทางสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
นอกจากนี้ เมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบภายในวัดพระบาทน้ำพุ เจ้าหน้าที่ยังพบปัญหาความทรุดโทรมของอาคารเมตตาธรรมซึ่งเคยใช้รองรับผู้ป่วย
ตลอดจนโครงการซื้อที่ดิน 2,000 ไร่ ที่มีความไม่ชัดเจนเรื่องกรรมสิทธิ์ รวมถึงการพบศพผู้เสียชีวิตจำนวน 20 ศพ ถูกเก็บรักษาไว้โดยผิด พ.ร.บ.สุสานและฌาปนสถาน
ยิ่งไปกว่านั้น การตรวจสอบบัญชีบริจาค ทั้งเรื่องเงินสนับสนุนวัด การจัดตั้งมูลนิธิ และการใช้จ่ายเงินบริจาคตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ สร้างแรงกดดันมหาศาล
กระทั่งหลวงพ่ออลงกตตัดสินใจประกาศลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้อย่างเต็มที่
การสืบสวนเชิงลึกของตำรวจไซเบอร์และตำรวจกองปราบปรามรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และเอกสารทางการเงินได้อย่างแน่นหนา ปูทางไปสู่ยุทธการปิดล้อมจับกุมผู้ต้องหาในคดีทุจริตครั้งใหญ่ ที่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วทั้งประเทศ
วันที่ 26 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม ภายใต้การอำนวยการของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สนธิกำลังร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นำกำลังเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายรวม 17 จุด ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดลพบุรี
เพื่อจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ยักยอกเงินบริจาค สมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงินตามกฎหมาย
จุดหมายสำคัญคือการเข้าควบคุมตัวพระราชวิสุทธิประชานาถ หรือหลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ตามหมายจับศาลคดีทุจริตฯ ที่ จ 81/2568 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2568
เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวได้ภายในมูลนิธิใจฟ้า ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี
ขณะเดียวกัน กำลังเจ้าหน้าที่อีกชุดหนึ่งเข้าจับนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือหมอบี ทูตสื่อวิญญาณ เจ้าของเพจงมงายสไตล์หมอบี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับชุดเดียวกัน ได้ในพื้นที่กรุงเทพฯ
ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดเดินทางมายังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อสอบสวนขยายผลและลงบันทึกประจำวันตามขั้นตอนกฎหมาย
แม้ฝ่ายผู้ต้องหาจะให้การปฏิเสธและพยายามโต้แย้งข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน
แต่ด้วยพยานหลักฐานเชิงลึก รายการเดินบัญชีธนาคาร และการตรวจสอบการถ่ายโอนทรัพย์สินที่เจ้าหน้าที่ตำรวจรวบรวมไว้ได้อย่างรัดกุม ทำให้พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
จนนำไปสู่คำพิพากษาลงโทษจำคุกประวัติศาสตร์ในท้ายที่สุด
ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น นอกจากความตื่นตกใจของพุทธศาสนิกชนเกี่ยวกับคดีฉาวแล้ว สังคมยังให้ความสนใจกับเบื้องหลังและประวัติส่วนตัวของบุคคลทั้งสองอย่างกว้างขวาง
พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือหลวงพ่ออลงกต ปรากฏข้อสงสัยเกี่ยวกับประวัติและวุฒิการศึกษาอย่างมาก
โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกมายืนยันว่า หลวงพ่ออลงกตไม่ได้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ตามที่เคยระบุไว้ และไม่มีข้อมูลการได้รับทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย
ขณะเดียวกัน สมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ก็ปลดป้ายชื่อหลวงพ่อออกจากหอเกียรติยศ หลังจากตรวจสอบพบว่าไม่ได้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนดังกล่าวจริงตามที่เคยแอบอ้าง
แค่มีประวัติเคยเกี่ยวข้องด้วย เมื่อครั้งศึกษาที่ จ.ขอนแก่น และมาแข่งฟุตบอลที่โรงเรียนเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
นอกจากประวัติการศึกษาแล้ว ยังเกิดกระแสข่าวเรื่องชื่อและเลขบัตรประจำตัวประชาชนของหลวงพ่ออลงกตที่ไปซ้ำกับนายอลงกต พลมุข อดีตข้าราชการที่เสียชีวิตไปแล้ว จนกรมการปกครองต้องออกมาชี้แจงข้อมูลทะเบียนราษฎรถึงสองครั้ง
โดยระบุว่าเดิมหลวงพ่อชื่อ เกรียงไกร เพ็ชรแก้ว ก่อนเปลี่ยนชื่อสกุลเป็น อลงกต พูลมุข ในปี 2552 และมีเลขประจำตัวประชาชนคนละชุดกับผู้เสียชีวิต
อย่างไรก็ตาม มีผู้ทดลองโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์โดยใช้เลขบัตรของผู้เสียชีวิต แล้วพบว่าบัญชีปลายทางเชื่อมโยงกับ “กองทุนอาทรประชานาถ” ของวัดพระบาทน้ำพุ
กลายเป็นอีกหนึ่งปริศนาที่สร้างข้อสงสัยให้แก่สาธารณชน เกี่ยวกับกระบวนการผูกบัญชีรับเงินบริจาคในอดีต
ในส่วนของนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือหมอบี ทูตสื่อวิญญาณ พบว่าเกิดในครอบครัวคนจีนย่านกรุงเทพฯ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการเงินจากสหรัฐอเมริกา และเริ่มทำกิจกรรมช่วยเหลือผู้คนเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน
ก่อนจะเข้ามาเป็นจิตอาสาช่วยเหลือหลวงพ่ออลงกตดูแลผู้ป่วย HIV และเผยแผ่ธรรมะผ่านเพจ “งมงายสไตล์หมอบี” จนเคยได้รับรางวัล “นักบุญแห่งปี” Philanthropist of the Year จากนิตยสารชั้นนำ
ก่อนจะมาพลิกผันตกเป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตยักยอกเงินบริจาคและฟอกเงิน
มหากาพย์คดีทุจริตวัดพระบาทน้ำพุและคำพิพากษาประวัติศาสตร์ ถือเป็นบทเรียนราคาแพงของสังคมไทยในการตรวจสอบความโปร่งใสของศาสนสถานและการบริจาคเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้ความศรัทธาถูกใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์ส่วนตนโดยกลุ่มบุคคลผู้ทุจริต
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
