bg-single

เหยี่ยวถลาลม | สำราญ นวลมา นอนมาแล้วไปยังไงต่อ

16.10.2026

ทําไมผู้นำหน่วยตำรวจสมัยนี้ไม่น่าเกรงขาม ท่วงท่าไม่ขรึมขลังดังยุคก่อนๆ ที่แค่ระดับ “ผู้กำกับการ” กองสืบสวนสอบสวนนครบาลเหนือ กองสืบสวนสอบสวนนครบาลใต้ กองสืบสวนสอบสวนนครบาลธนบุรี ก็ทำให้โจรผู้ร้ายทุกสายก็หัวหด

ตำรวจภูธรแต่เดิมมีแค่ 4 ภาค กองสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 1-4 ก็แค่ “ผู้กำกับการ” เป็นหัวหน้า สมัยนั้นศักยภาพผู้กำกับการก็ไม่แพ้ระดับนายพล “ผู้บังคับการสืบสวน” ทุกวันนี้

ข้อสงสัยทั้งหมดนั้นไม่มีเงื่อนปมอันใดซับซ้อน

ถ้ากล่าวถึงเรื่องงาน ความแตกต่างขึ้นอยู่กับศักยภาพของคน ไม่ใช่ชื่อตำแหน่งที่เป็นอยู่ ตำแหน่งผู้กำกับการหรือผู้บังคับการจึงไม่ใช่ปัญหา

ปัญหาของตำรวจอยู่ที่การแต่งตั้งโยกย้ายคน!

ในกรุงเทพฯ แต่ก่อนก็มีกองบัญชาการตำรวจนครบาล แยกย่อยลงไปมี “กองบังคับการ” คุมพื้นที่ 3 หน่วย มีแค่ “บก.น.เหนือ บก.น.ใต้ และ บก.น.ธนบุรี” ผู้การทุกที่ต้องมีดีในตัว ตำรวจยอมรับ เคารพ ยำเกรง ผู้บังคับบัญชาจึงปกครองได้อย่างแท้จริง นครบาลเหนือ, ใต้, ธนฯ แข่งขันกันทำงานปัดเป่าปัญหาในพื้นที่ มีแผนมีระบบป้องกันตามนาฬิกาอาชญากรรม กวาดล้างไล่ล่าจับกุมคนร้ายตามนาฬิกาอาชญากรรม

แต่ในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาองค์กรตำรวจเปลี่ยนไปมาก

ไม่ได้ “เปลี่ยน” ในทางปฏิรูปหรือพัฒนาเพื่อเกิดประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศ

หากเป็นการเปลี่ยนจากวินัยเป็นย่อหย่อนจนถึงขั้นเหลวแหลก เปลี่ยนจากกล้าหาญเป็นขลาดเขลา ไม่เพ่งไม่ใส่ใจในภารกิจที่เป็นหัวใจของงานตำรวจ

ในกาลครั้งหนึ่งที่ยาวนาน ตำแหน่งซึ่งหมายถึง การรับมอบหน้าที่สำคัญกับ “ยศ” อันทรงเกียรติ กลายเป็นสิ่งที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้ทั้งด้วยเงิน ทองคำแท่ง และแปลงที่ดิน

ที่กล่าวมิใช่สาดโคลนเน่าเหม็นแบบเหมารวม

ตำรวจดีมีอยู่จริงมากมาย!

แต่ที่ “ชั่วยิ่งกว่าโจร” ก็เติบโตขึ้นมาและมีอิทธิพลครอบงำทำลายองค์กรตำรวจป่นปี้

เช่นนี้แล้วที่ชอบเรียกกันว่า “ต้นธาร” ของกระบวนการยุติธรรมนั้นคืออะไร

ผู้นำตำรวจแทบทุกคนไม่มีใครปักธงลงมือแก้ไขธรรมเนียมที่ฝังแน่น

ตำรวจย้ายไปไหน นั่งตำแหน่งใด ในหน่วยงานใด หัวข้อสนทนาไม่ใช่ “หน้าที่” แต่กลายเป็นเรื่อง “ตัวเลข” รายรับมหาศาลจาก “เงินนอกระบบ” ซึ่งไม่ใช่เงินที่ได้มา “โดยชอบ”

เงินที่ได้มา “โดยโลภ” กลายเป็นแนวปฏิบัติปกติของตำรวจไป!

จึงมีคำถามว่า ตำรวจคุ้มครองสิ่งใดและ “พิทักษ์” ใคร

ภารกิจในการตอบคำถามนี้ก็ควรจะเป็น “สำราญ นวลมา”

“สำราญ นวลมา” นอนมาได้อย่างไรนั้นไม่ต้องสงสัย

พล.ต.อ.สำราญ จบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 50 เป็นคนฝักใฝ่ศึกษาสนใจหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ จบ ป.โทและ ป.เอก รวมทั้งหลักสูตรยอดนิยมของคนคอนเน็กชั่นทั้งหลายก็ไม่พลาด อาทิ วิทยาลัยตลาดทุน (วตท.) วิทยาลัยการพลังงาน (วพน.) ผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บยส.) นิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) ของศาลรัฐธรรมนูญ และ Executive CISO หรือหลักสูตรความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับผู้บริหารระดับสูง ของสถาบันวิชาการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

สำราญเริ่มรับราชการในตำแหน่ง “รองสารวัตรสอบสวน” สน.พระโขนง ตั้งแต่ปี 2540 จึงเป็นลูกหม้อโดยแท้ของ “นครบาล” จากนั้นก็วนเวียนอยู่ในเมืองหลวงจนติดยศนายพลที่ตำแหน่ง “ผู้บังคับการ 191” ก่อนจะขึ้นเป็น “รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล”

ปีเดียวฉลุยขึ้นเป็น “ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล”

สำราญเบิกบานบนเก้าอี้ “ผบช.น.” แค่ปีเดียวก็พรวดนิ่มๆ ขึ้นเป็น “ผู้ช่วย ผบ.ตร.” ในปี 2565

2568 ขยับเป็น “รอง ผบ.ตร.”

ปีเดียวก็ขึ้นเป็น “ผบ.ตร.” สตาร์ตตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569

น่าสนใจมากตรงที่ “สำราญ นวลมา” เป็นนายตำรวจคนเดียวในประวัติศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ขึ้นเป็น “ผบ.ตร.” ตั้งแต่อายุ 53 จึงมีเวลาอยู่บนเก้าอี้ “ผู้นำสูงสุด” ขององค์กรตำรวจนานถึง 7 ปี ซึ่งในอดีตก็เคยมีนายตำรวจใหญ่ๆ หลายคนพยายามวางแผนโตทางลัดเพื่อจะได้นั่งเก้าอี้ผู้นำสูงสุดนานๆ แต่ชะตากรรมมักเล่นงานแต่ละคนจนถึงขั้นเรียกว่า จบไม่สวย

แต่ “สำราญ” นั้นนอนมาสวยๆ

ทว่า สวยแล้วจะไปยังไงต่อ

เวลา 7 ปียาวนานนัก

“สำราญ” จะทำอะไร

คงไม่ใช่คิดแค่นั่ง “ขัดตาทัพ” เพื่อใครบางคน

ควรจะทำสิ่งที่เปลี่ยนแปลงองค์กรตำรวจให้ดีขึ้นจริงๆ มากกว่าโชว์มุขฉาบฉวย

อย่าลืมว่า ก้าวแรกของสำราญบนเส้นทางตำรวจเริ่มเมื่อปี 2540 ชีวิตราชการของสำราญย่อมซึมซับประสบการณ์ตำรวจเต็มอิ่มมา 3 ทศวรรษ

สำราญต้องมองเห็นว่าเหตุใดตำรวจจมอยู่ในปลักเน่าเหม็น

วันนี้ “สำราญ” นอนมานิ่มๆ ได้ขึ้นนั่งเก้าอี้ผู้นำสูงสุดขององค์กรตำรวจ นับเป็นโอกาสที่นายตำรวจหนุ่มรุ่นใหม่จะได้ลงมือทำท่ามกลางผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็นรุ่นพี่ ซึ่งมีตั้งแต่รอง ผบ.ตร.ไล่ลงไปจนถึง “ผบช.” และ “ผบก.”

ส่วนเพื่อนรุ่นเดียวกันที่จะเทียบเคียงสำราญได้มีอยู่คนเดียว

นั่นคือ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ที่ขยับขึ้นจาก “ผบช.ก” นั่งเก้าอี้ “ผู้ช่วย ผบ.ตร.”

“จิรภพ” กับ “สำราญ” จบ นรต.50 รุ่นเดียวกัน เกษียณปีเดียวกันในวันที่ 30 กันยายน 2576

การดำรงตำแหน่งและอายุราชการระหว่าง “จิรภพ” กับ “สำราญ” มีนัยยะสำคัญต่อเส้นทางจากนี้ไปของสำราญ

“ก.ตร” แต่งตั้งให้ “สำราญ นวลมา” เป็น ผบ.ตร. ทั้งที่ยังเหลืออายุราชการยาวๆ ถึง 7 ปี

เวลา 7 ปีเปลี่ยนโฉมองค์กรตำรวจได้

ประเด็นอยู่ที่จะเอาแต่นั่งนับวันเวลาอายุราชการ และหาจังหวะขึ้นครองตำแหน่งกันแค่นั้นหรือว่าจะเปลี่ยนแปลงการทำงานและวัฒนธรรม

สำราญและผู้บริหารองค์กรตำรวจทุกระดับเข้าใจดี

บุคลากรองค์กรนี้ไม่ได้ทราม หรือไร้ความสามารถ

ขาดแค่ “นิ้ว” ที่มีวิสัยทัศน์และความสามารถจากผู้บังคับบัญชา

สำราญ นวลมา เป็นความหวัง หรือ “ขัดตาทัพ”

ถ้านวลมา นอนมา ก่อนที่จะลาไปโดยไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรก็น่าเสียดายโอกาสครั้งยิ่งใหญ่!?!!!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เดนตายในผ้าเหลือง | บุกเข้าถ้ำเสือ หลังการนองเลือดที่เยาวราช
รู้จัก อัยการสูงสุด คนใหม่ เคยถูกกล่าวหา “เหลืองตัวพ่อ” พร้อมลุยภารกิจลบคำสบประมาท ‘ยักษ์ไร้เขี้ยว’ ชงโมเดล ‘FBI’ แก้จุดบอด
ย้อนคดีโกงเงินบุญ! ฉาว ‘วัดพระบาทน้ำพุ’ สู่คำตัดสินคุก 742 ปี อดีตเจ้าอาวาส ‘อลงกต’
เหยี่ยวถลาลม | สำราญ นวลมา นอนมาแล้วไปยังไงต่อ
ความรุนแรงจากรัฐไม่เคยหายไป… สังคมไทยไม่ได้ตระหนัก แถมมีวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ชวนคิดผ่านมุมมองนักวิชาการ ‘สิทธิมนุษยชน’
เส้นทางความรัก ‘กวินท์-ปุ้มปุ้ย’ สู่วันปิดฉากชีวิตคู่! เหลือสถานะพ่อและแม่ ยันจากกันด้วยดีไร้มือที่สาม
ธงทอง จันทรางศุ | บริหารความเสี่ยง
‘เลขา รมว.เกษตรฯ’ ลั่น แทร็คเตอร์ EV คันละ 16 ล้านไม่จริง! เพราะถ้าราคานี้ตัวเองก็รับไม่ได้ ย้ำ การของบฯทุกหน่วยงานมีการตรวจสอบเข้ม ชี้โครงการมีหลายอย่างเกิดจากความตั้งใจดี-ต้องการลดต้นทุนให้ชาวนา
‘อธิบดีกรมข้าว‘ ยัน รถไถคันละ 16 ล้านบาท ไม่จริง น่าจะเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
เมียนมาและอาเซียนในสถานการณ์ใหม่
เมื่อไม่มีอะไร ‘ปกติ’ อีกต่อไป!
ถกประชาธิปไตยที่กรุงเอเธนส์