เส้นทาง คดเคี้ยว วกวน ของ ‘คำสั่งที่ 66/2523’ เส้นทาง ‘เปรม ติณสูลานนท์’ จาก พ.ศ.2517-2523

กว่าที่จะปรากฏคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 66/2523 เรื่อง การต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ปรากฏขึ้นในวันที่ 23 เมษายน 2523
ต้องผ่านกระบวนการ “ต่อสู้” ภายในกันอย่างยาวนาน
ทั้งๆ ที่แนวคิดในเรื่อง พตท. หรือ พลเรือน ตำรวจ ทหาร จะมาจากสมองก้อนโตของ พล.อ.สายหยุด เกิดผล
แต่ที่ปรากฏผ่านหน่วย พตท. ก็เสมอเป็นเพียงโครงสร้าง 1 ของ กอ.ปค.
ทั้งๆ ที่ พล.อ.สายหยุด เกิดผล ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้ากรมยุทธการในห้วงที่เกิดเสียงปืนแตกเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2508 และการจัดตั้งกองอำนวยการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ (กอ.ปค.) ในเวลาต่อมา
กระนั้น กว่าภายในกองทัพจะสามารถก่อรูปแนวคิด “การเมืองนำการทหาร” ขึ้นได้ ก็ต้องผ่านกระบวนการต่อสู้กันอย่างเข้มข้น
กระนั้น ก็ต้องยอมรับว่าแนวคิด “การเมือง” นำ “การทหาร” ผ่านการเคี่ยวกรำจากการปฏิบัติที่เป็นจริง อันสะท้อนถึงพัฒนาการในทางความคิดจากความพยายามใน “การปราบปราม” มาเป็นแนวคิดใน “การต่อสู้”
น่าสนใจก็ตรงที่ นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร กับ นายผิน บัวอ่อน มีส่วนอย่างสำคัญในการนำไปสู่บทสรุปนี้ด้วย

ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร
นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร นั้นเข้ามามีบทบาทในยุคที่ จอมพลถนอม กิตติขจร เห็นความจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งพรรคและเล่นการเมืองในระบบรัฐสภา
คนที่ดึง นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร เข้ามาก็คือ พล.อ.แสวง เสนาณรงค์ และ พ.อ.สนอง ถมังรักษ์สัตว์
บทความ “ประชาธิปไตยแบบไทย” ของ นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร จึงได้เผยแพร่ผ่านสถานีวิทยุ 20 ซึ่งเป็นสถานีวิทยุที่กองทัพบกจัดตั้งขึ้นภายหลังรัฐประหาร เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501 เพื่อสร้างความชอบธรรมในการยึดอำนาจให้กับ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
บทบาทของ นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร นี้ปรากฏขึ้นภายหลังอสัญญกรรมของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อเดือนธันวาคม 2506
เป็นการปรากฏขึ้นเมื่อ จอมพลถนอม กิตติขจร ขึ้นสู่อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรี
แสดงให้เห็นว่าในกลุ่มที่ปรึกษาของ จอมพลถนอม กิตติขจร นั้น ได้ตระเตรียมเรื่องที่จะสืบทอดอำนาจของ จอมพลถนอม กิตติขจร โดยกระบวนการทางการเมืองตั้งแต่เมื่อ จอมพลถนอม กิตติขจร ได้เข้าไปแทนที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
จากนั้น นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ก็เข้าไปมีส่วนกระทั่งเป็นผู้ยกร่างระเบียบการพรรคสหประชาไทยให้กับ จอมพลถนอม กิตติขจร

AFP PHOTO/Roslan RAHMAN / AFP / ROSLAN RAHMAN
แนวคิดของ นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร และ นายผิน บัวอ่อน ในเรื่องการใช้แนวทางประชาธิปไตยเพื่อต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ส่งผ่านไปยังนายทหารจำนวนหนึ่ง และ นายตำรวจที่มีส่วนร่วมในการปราบปรามคอมมิวนิสต์จำนวนหนึ่ง
รับรู้กันในเวลาต่อมาว่า คือกลุ่มที่เรียกตนเองว่า “ทหารประชาธิปไตย”
ขณะเดียวกัน ภายในทหารที่ปฏิบัติตามแผนปราบปรามคอมมิวนิสต์ก็เริ่มมีบทสรุปที่มองเห็นว่าการปราบปรามอย่างเดียวไม่น่าจะเป็นหนทางที่ถูกต้อง
พล.ต.เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อได้รับแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งเป็นรองแม่ทัพภาพที่ 2 นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2517 ก็มีประสบการณ์อันเจ็บปวดเมื่อเดินทางเข้าไปในหมู่บ้านหลายหมู่บ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
นั่นก็คือ ชาวบ้านไม่ไว้ใจตำรวจ ชาวบ้านไม่ไว้ใจทหาร และให้ความไว้วางใจพวกคอมมิวนิสต์ในป่ามากกว่า
เมื่อขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 พล.ต.เปรม ติณสูลานนท์ กับคณะทำงานอันประกอบด้วย พล.ต.ปฐม เสริมสิน, พ.อ.หาญ ลีนานนท์, พ.อ.เลิศ กนิษฐะนาคะ เป็นต้น เริ่มตระหนักว่าวิธีการปราบปรามอย่างเดียวไม่น่าจะได้ผล จำเป็นต้องใช้วิธีต่อสู้
นั่นก็คือ การต่อสู้ในทางความคิด
นั่นก็คือ การดึงเอาประชาชนมาเป็นฝ่ายเดียวกับทางราชการ
นอกเหนือจาก พล.ท.เปรม ติณสูลานนท์ แม่ทัพภาคที่ 2 ยังมี พล.ท.สัณห์ จิตรปฏิมา แม่ทัพภาคที่ 4 ที่เริ่มจัดตั้งชาวบ้านขึ้นเป็นอาสาสมัครป้องกันตนเอง โดยในขั้นแรกเอาชาวบ้านที่ได้รับผลสะเทือนจากฝ่ายคอมมิวนิสต์มาเป็นพวก
ทั้งหมดนี้เองคือ “หน่อ” ความคิดในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ คือ “หน่อ” อันนำไปสู่บทสรุป “การเมืองนำการทหาร”

พล.อ.สายหยุด เกิดผล
ขณะที่ พล.อ.สายหยุด เกิดผล กับ พล.ท.เปรม ติณสูลานนท์ และ พล.ท.สัณห์ จิตรปฏิมา มีความเห็นร่วมกันในการจัดตั้งอาสาสมัครชาวบ้านในรูปแบบต่างๆ เพื่อต่อสู้กับคอมมิวนิสต์
พ.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เสนอรูปแบบของ “ทหารพราน” ขึ้นมา
รูปแบบของ “ทหารพราน” เป็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่งจากการจัดตั้ง “อาสาสมัคร” อันเป็นรูปจัดตั้งของกระทรวงมหาดไทย
เป้าหมายอย่างแท้จริงของ “ทหารพราน” คือการย้อนรอย “คอมมิวนิสต์”
นั่นก็คือ เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มีกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นทหารที่ระดมมาจากชาวไร่ชาวนาในชนบท รัฐบาลก็จัดตั้ง “ทหารพราน” ขึ้นมาจากชาวไร่ชาวนาในชนบทเช่นเดียวกัน
รูปแห่ง “ทหารพราน” ที่ พ.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้ริเริ่ม เมื่อประสานกับ พลเรือน ตำรวจ ทหาร ของ พล.อ.สายหยุด เกิดผล ประสานกับอาสาป้องกันตนเอง อาสาป้องกันหมู่บ้าน ที่ริเริ่มโดย พล.ท.เปรม ติณสูลานนท์ และ พล.ท.สัณห์ จิตรปฏิมา
ก็ค่อยๆ ก่อรูปแนวคิดบนพื้นฐานแห่งหลักการ “การเมืองนำการทหาร” ขึ้นมา
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า พ.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เคยเป็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของสถานีวิทยุ 20 และต่อมาก็เป็นนายทหารคนหนึ่งซึ่งเปิดใจกว้างในการศึกษาและเรียนรู้บทเรียนและประสบการณ์ทั้งของ นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร และ นายผิน บัวอ่อน
กระนั้น กว่าที่ คำสั่ง 66/2523 จะปรากฏในทางเป็นจริงก็เดินทางมาอย่างยาวนาน

AFP PHOTO / AFP PHOTO / STR
มองจากเส้นทางของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็ต้องเริ่มต้นจากเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2517 ที่ได้รับแต่งตั้งจากผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้าให้ดำรงตำแหน่งเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2
เดือนตุลาคม 2518 เป็น พล.ท.เปรม ติณสูลานนท์ แม่ทัพภาคที่ 2
เดือนตุลาคม 2519 เลื่อนขึ้นครองยศเป็น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก
และภายหลังรัฐประหารเดือนตุลาคม 2520 ก็ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
เดือนตุลาคม 2521 ขึ้นเป็น ผู้บัญชาการทหารบก
เดือนพฤษภาคม 2522 ภายหลังการเลือกตั้งเดือนเมษายน 2522 เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
เดือนกุมภาพันธ์ 2523 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ลาออก
เดือนมีนาคม 2523 พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก
วันที่ 23 เมษายน 2523 คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 จึงประกาศออกมา
หมายเหตุ : บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 9 เม.ย. 2547 คอลัมน์ เงาสะท้อน โดย ทักษิณา
