‘สวัสดิการธิปไตย’ พุ่งแรง ‘ประกันสังคมก้าวหน้า’ สร้างปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ จับตากระแสต้าน ‘ชนะแต่ไม่ให้ชนะ’
ในประเทศ
“เราเป็นความหวังของประชาชน เป็นปีศาจของชนชั้นนำ” คือช่วงหนึ่งของการแถลงข่าวของ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี จากทีมประกันสังคมก้าวหน้า หลังทราบผลคะแนนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา
ประโยคนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำประกาศชัยชนะ แต่เป็นการสะท้อนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ให้เป็นการต่อสู้ระหว่างความต้องการปฏิรูปกับโครงสร้างการบริหารแบบเดิมที่หยั่งรากมาอย่างยาวนาน
โดยมีอนาคตของกองทุนประกันสังคมเป็นเดิมพัน
ผลคะแนนที่รายงานเมื่อวันที่ 12 ตุลาคมระบุว่า ทีมประกันสังคมก้าวหน้ามีคะแนนนำครบทั้ง 7 อันดับในฝ่ายผู้ประกันตนและฝ่ายนายจ้าง รวมเป็น 14 ที่นั่งจากผู้แทนสองฝ่าย
ขณะที่จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งฝ่ายผู้ประกันตนและฝ่ายนายจ้างอยู่ที่ 1,003,615 คน เพิ่มขึ้นอย่างมากจากการเลือกตั้งครั้งก่อนหลายร้อยเปอร์เซ็นต์
ชัยชนะของทีมประกันสังคมก้าวหน้าจึงเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดว่าพลังของชนชั้นกลาง แรงงานในระบบ คนทำงานออฟฟิศ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ มีพลังมหาศาลแค่ไหนในการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
การรวมพลังของคนเหล่านี้กำลังท้าทายระบบการบริหารแบบเดิมของกองทุนประกันสังคมที่มีเงินกว่า 3 ล้านล้านบาท ซึ่งอยู่ภายใต้โครงสร้างเดิมมาอย่างยาวนาน
แต่ทว่า ชัยชนะตามระบอบประชาธิปไตยกลับมาพร้อมกับเสียงกรีดร้องและแรงต้านอย่างหนักหน่วงจากกลุ่มอำนาจเก่าและเครือข่ายอนุรักษนิยม ที่กำลังดิ้นรนอย่างหนักในเฮือกสุดท้ายเพื่อหาทางสกัดกั้นทุกวิถีทางผ่านเกมการเมือง
หวังไม่ให้ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้เข้าไปบริหารจัดการกองทุนอย่างที่ประชาชนไว้วางใจ
ตั้งแต่การปล่อยกระแสต้านยื่นร้องเรียนเพื่อเล่นเกม ‘ชนะแต่ไม่ให้ชนะ’ ไปจนถึงการปั่นวาทกรรมเดิมๆ เรื่อง ‘มีพรรคส้มเข้ามาบงการ’ ซึ่งเป็นความพยายามที่จะด้อยค่าผู้ใช้แรงงานและนายจ้างว่าไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง
ทั้งที่ความจริงแล้วคะแนนเสียงถล่มทลายที่เทให้กับทีมประกันสังคมก้าวหน้ามาจากความคับแค้นใจที่มีต่อการบริหารงานแบบมืดบอดในอดีตต่างหาก การโยงเรื่องพรรคการเมืองจึงเป็นเพียงการดูถูกสติปัญญาของคนทำงานนับล้านคนที่ตื่นรู้ด้วยตัวเอง
ยิ่งไปกว่านั้น การเต้าข่าวขู่เรื่อง ‘จะทำกองทุนเจ๊ง’ ก็เป็นเพียงอาวุธของพวกเสียผลประโยชน์ ที่มักจะปล่อยข่าวลือสร้างความตื่นตระหนกหลอกลวงสังคมว่าการเพิ่มสิทธิประโยชน์ การปรับสูตรบำนาญ หรือการเปิดเผยความโปร่งใส จะทำให้กองทุนประกันสังคมล้มละลาย ทำมาเป็นพูดจาประคบประหงม ห่วงใยอนาคตผู้ประกันตนเสียหวานหูจ๊ะจ๋า
ทั้งที่ในความเป็นจริงกองทุนจะเจ๊งก็ต่อเมื่อมีการลงทุนที่ไร้ความรับผิดชอบ งบประมาณบริหารที่รั่วไหล และการหากินบนความทุกข์ยากของผู้ประกันตนอย่างที่กลุ่มอำนาจเก่าเคยทำมาโดยตลอด
การบริหารแบบก้าวหน้าต่างหากที่จะเปิดโอกาสเข้ามาอุดรอยรั่วและทำให้กองทุนเติบโตอย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน ข้อครหาเรื่อง ‘กินรวบทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง’ ก็ยิ่งสะท้อนความไม่เข้าใจในนวัตกรรมการบริหารสมัยใหม่ เพราะในความจริงนายจ้างยุคใหม่และลูกจ้างไม่ได้เป็นศัตรูกัน ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพเหมือนกัน
การที่ทั้งสองฝั่งเลือกทีมเดียวกันจึงเป็นเสียงที่บอกว่าพวกเขาต้องการการปฏิรูปอย่างถอนรากถอนโคน
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวนี้เราจึงได้เห็นความพยายามดิสเครดิตจากทั้งขั้วอนุรักษนิยม นำโดย ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ที่ออกมาปั่นกระแสสร้างความหวาดระแวง ผสมโรงร่วมกับกลุ่มผู้นำแรงงานเก่าที่สูญเสียอำนาจและผลประโยชน์อันยาวนาน ดาหน้าออกมาประสานเสียงโจมตีและพยายามขัดขวางทุกช่องทาง
แต่การดิ้นรนของคนเหล่านี้ไม่ได้น่ากลัวแม้แต่น้อย แต่มันคือเครื่องยืนยันชั้นดีว่าทีมประกันสังคมก้าวหน้าเดินทางมาถูกทางแล้ว เพราะเสียงกรีดร้องของชนชั้นนำและผู้นำแรงงานขั้วเก่าที่เคยอิ่มเอมกับระบบอุปถัมภ์ คือหลักฐานที่ชัดเจนว่าพวกเขากำลังกลัวความจริง กลัวความโปร่งใส และกลัวว่าอำนาจในการสูบฉีดผลประโยชน์จากหยาดเหงื่อแรงงานจะหลุดลอยไปตลอดกาล
นี่คือจุดที่แนวคิด ‘สวัสดิการธิปไตย’ เข้ามามีความหมาย เพราะสวัสดิการไม่ควรเป็นเพียงสิ่งที่รัฐหยิบยื่นให้ประชาชนตามใจของผู้มีอำนาจ แต่ต้องเป็นระบบที่ประชาชนมีสิทธิ์รับรู้ ตรวจสอบ และร่วมกำหนดทิศทางได้ โดยเฉพาะกองทุนที่เกิดจากเงินสมทบของผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐ เงินก้อนนี้จึงไม่ควรถูกมองเป็นพื้นที่ปิดของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
การเปิดเผยข้อมูลการลงทุน การตรวจสอบงบประมาณ การทบทวนโครงการที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก ตลอดจนการพิจารณาสิทธิประโยชน์และสูตรบำนาญ จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรถูกตีตราว่าเป็นภัยต่อกองทุนตั้งแต่ต้น
หากแต่เป็นเรื่องที่ต้องนำมาถกเถียงกันด้วยข้อมูล ผลประเมินความเสี่ยง และข้อเท็จจริงทางการเงินอย่างตรงไปตรงมา
เพราะการรักษาความมั่นคงของกองทุนกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประกันตนไม่ควรถูกวางให้เป็นสองเป้าหมายที่ขัดแย้งกันโดยอัตโนมัติ
แต่ต้องหาคำตอบให้ได้ว่าจะทำอย่างไรให้กองทุนมั่นคงและผู้ประกันตนได้รับความเป็นธรรมไปพร้อมกัน
แน่นอนว่าการชนะเลือกตั้งไม่ได้หมายความว่าทีมประกันสังคมก้าวหน้าจะสามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ในทันที
พวกเขายังต้องเผชิญข้อจำกัดทางกฎหมาย โครงสร้างการตัดสินใจ และแรงเสียดทานจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย
ขณะเดียวกัน ชัยชนะที่ได้รับก็ย่อมมาพร้อมความรับผิดชอบที่สูงขึ้น เพราะประชาชนไม่ได้คาดหวังเพียงการเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลหรือการวิพากษ์ระบบเดิม
แต่ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งข้อมูลที่เข้าถึงง่ายขึ้น การบริหารที่ตรวจสอบได้ และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับการพิจารณาอย่างมีเหตุผล
นี่จึงเป็นบททดสอบสำคัญว่าทีมประกันสังคมก้าวหน้าจะเปลี่ยนชัยชนะให้เป็นการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่
และจะพิสูจน์อย่างไรว่าการบริหารแบบใหม่ไม่ได้เปลี่ยนเพียงตัวบุคคล แต่เปลี่ยนวิธีใช้อำนาจให้ยึดโยงกับผู้ประกันตนมากกว่าเดิม
เพราะหากสุดท้ายแล้วประชาชนยังเข้าไม่ถึงข้อมูล ยังตรวจสอบการตัดสินใจไม่ได้ และยังไม่มีส่วนร่วมในเรื่องที่กระทบต่ออนาคตของตัวเอง ชัยชนะครั้งนี้ก็ไม่อาจบรรลุความหมายที่ผู้คนคาดหวังได้อย่างเต็มที่
สุดท้ายแล้วบทเรียนสำคัญจากการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้อยู่แค่ที่บอร์ดประกันสังคม
แต่กำลังส่งสัญญาณเตือนไปถึงโครงสร้างอำนาจเดิมในทุกระดับว่าเมื่อไหร่ที่ประชาชนตื่นรู้และพร้อมใจกันเดินเข้าสู่คูหา
ต่อให้คุณจะมีเครือข่ายที่เข้มแข็ง หรือมีการใช้วาทกรรมมากแค่ไหน คุณก็ไม่มีทางต้านทานกระแสความต้องการเปลี่ยนแปลงของคนส่วนใหญ่ได้อีกต่อไป
