‘กกต.’ รอดอีกหนึ่งปมร้อน แต่แบบมี ‘เงื่อนไข’ ‘บาร์โค้ด’ บัตรเลือกตั้ง ไม่ขัด รธน. แต่ ‘ศาล’ ไม่ให้ใช้อีก
ในประเทศ
การเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ต้องยอมรับว่าเป็นอีกครั้งที่การเลือกตั้งเต็มไปด้วยสารพัดปัญหา เกิดความวุ่นวายขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาตั้งแต่การลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า การลงคะแนนที่คูหา ความผิดปกติของหน่วยเลือกตั้ง ความผิดพลาดของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) รวมทั้งความโปร่งใสเรื่องการนับคะแนน จนถึงขั้นมีการรวมตัวและเรียกร้องให้เปิดหีบบัตรเลือกตั้งเพื่อนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ
จากปัญหาต่างๆ เหล่านี้ส่งผลให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอย่าง “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” หรือ กกต. ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้ง ต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสังคมและประชาชน เกี่ยวกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
จนถูกตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่ว่ามี “ความเที่ยงธรรม โปร่งใส” หรือไม่?
ยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์ที่ส่งผลต่อวิกฤตความเชื่อมั่นและความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อองค์กร กกต.เพิ่มขึ้นไปอีก นั่นคือปมร้อนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันทั่วประเทศ เมื่อโลกโซเชียลออกมาตั้งข้อสังเกตเรื่อง “บัตรเลือกตั้ง” ทั้งบัตรสีเขียว (ส.ส.แบ่งเขตเลือกตั้ง) และบัตรสีชมพู (ส.ส.บัญชีรายชื่อ) ซึ่งมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดอยู่บนบัตรเลือกตั้ง
กรณีดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่า หากสแกนบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดที่อยู่บนบัตรเลือกตั้ง อาจทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับไปยังผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง จนรู้ได้ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด พรรคการเมืองใดกันบ้าง อีกทั้งก่อนหน้าถึงวันลงคะแนนเลือกตั้ง ตัวอย่างบัตรเลือกตั้ง ที่ กกต.ออกมาประชาสัมพันธ์นั้นก็ไม่พบว่ามีบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ดอยู่ในตัวอย่างบัตรเลือกตั้งที่เผยแพร่ออกมาแต่อย่างใด
ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดความเป็นห่วงและเป็นกังวลว่า การเลือกตั้งปี 2569 ยังคงอยู่ภายใต้หลักการ “ออกเสียงโดยตรงและลับ” อยู่หรือไม่ ถ้าหากมีการตรวจสอบบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด และสามารถเชื่อมโยงไปถึงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งว่าลงคะแนนกากบาทเลือกผู้สมัครและพรรคการเมืองใด
แม้ กกต.ยืนยันว่า การใช้คิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ดไม่ได้ทำมาเพื่อถูกตรวจสอบ tracking ไปถึงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง แต่ใช้ในการตรวจสอบควบคุมเรื่องการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเท่านั้น แต่ทว่าเหตุผลดังกล่าวก็ยังไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับคืนมาได้
กระทั่งเรื่องราวบานปลายเพิ่มมากยิ่งขึ้น เมื่อมีผู้ไปยื่นคำร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้ตรวจการแผ่นดินก็ได้มีมติยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 คำร้อง
ขอให้พิจารณากรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะ ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้
ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง
โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า การใช้รหัสคิวอาร์ (QR Code) ในบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (3) มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียน และประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 วินิจฉัยว่า การใช้รหัสแท่ง (Barcode) ในบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมากเห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งของผู้ถูกร้อง เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งที่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ผู้ถูกร้องควรกำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งโดยคำนึงถึงมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง หรือป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งที่เหมาะสมยิ่งขึ้น
โดยไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบนบัตรเลือกตั้งที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระบุตัวตนของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และผลการออกเสียงลงคะแนน
และควรกำหนดวิธีการจัดเก็บบัตรเลือกตั้งที่พิพาทตามคำวินิจฉัยนี้ให้มีมาตรการที่รัดกุมและเข้มงวดเป็นการเฉพาะ ไม่ให้มีการกระทำโดยผิดกฎหมายเพื่อเข้าถึงข้อมูลการออกเสียงลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
จากมติศาลรัฐธรรมนูญข้างต้น นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ระบุว่า ถ้าได้ฟังสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย จะมีคำอธิบายว่าทำไมเราถึงทำอย่างนั้น แต่คำวินิจฉัยก็ออกมาแล้ว และศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำแนะนำอยู่ 2 ประการ คือ 1. ตรงและลับ 2. สุจริตและเที่ยงธรรม
ในนามของสำนักงาน กกต. คงจะต้องนำมาปฏิบัติจริงๆ อะไรที่ประชาชนไม่สบายใจ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้ง ไม่อยากทำอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าขณะที่ทำ ณ วันนั้นก็มีความมั่นใจว่าสามารถทำให้การลงคะแนนเป็นไปโดยตรงและลับ แต่เมื่อประชาชนไม่สบายใจหรืออาจจะทำให้ขาดความเชื่อมั่น ซึ่งอยู่ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงาน กกต.จะนำมาปฏิบัติให้ตรงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ส่วนที่สำนักงาน กกต.ยื่นฟ้องบุคคลที่มีการตรวจสอบบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด นายแสวงระบุว่า เป็นคนละประเด็น กรณีที่สำนักงานไปฟ้อง ไม่ได้ฟ้องเพื่อป้องกันตัวเอง แต่เป็นการฟ้องสำหรับปกป้องกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหน้าที่ ถ้าไม่ทำก็เหมือนการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คนละอย่างกับการใช้สิทธิเสรีภาพ
“คนอาจจะพูดว่าเราฟ้องปิดปาก แต่จริงๆ คนละประเด็น สิทธิเสรีภาพ ประชาชนสามารถใช้ได้ ไม่ว่าจะการพูดหรือการกระทำที่ไม่กระทบกับสาระสำคัญของกระบวนการเลือกตั้ง ลักษณะที่เราไปฟ้อง มีกรณีเดียวคือกระทบสาระสำคัญของกระบวนการเลือกตั้ง คนละอย่างกับการใช้เสรีภาพในการวิเคราะห์ วิจารณ์ กกต. ใครมาวิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่เคยฟ้อง” นายแสวงระบุ
ขณะที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เนื้อหาระบุตอนหนึ่งว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมหวังว่า กกต.จะตอบคำถามดังต่อไปนี้ให้ชัด
1. ใครเป็นคนริเริ่มแนวคิดว่า บัตรเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ควรจะต้องมีบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตร?
2. หากจะให้เหตุผลว่าบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตรมีความจำเป็นต่อการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง หรือการป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง แล้วเหตุใด กกต.ถึงสามารถออกแบบบัตรเลือกตั้ง ส.ส.เขต และบัตรออกเสียงประชามติ ที่ไม่จำเป็นต้องมีบาร์โค้ดหรือสัญลักษณ์ที่ระบุรหัสบัตรได้? หรือ กกต.กำลังจะบอกว่าบัตรเลือกตั้ง ส.ส.เขต และบัตรออกเสียงประชามติ ไม่มีมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งหรือป้องกันการทุจริตเลือกตั้งที่ดีเพียงพอ?
3. ใครบ้างที่รับรู้ถึงการมีอยู่ของบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ณ วันเลือกตั้ง? เพราะหากข้อมูลดังกล่าวเป็นที่รับรู้ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก่อนวันเลือกตั้ง ข้อมูลนั้นจะกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้กลุ่มดังกล่าวสามารถใช้ในการพยายามตรวจสอบ (หรือข่มขู่ว่าจะมีวิธีการตรวจสอบได้) ว่าใครลงคะแนนอย่างไร
“กกต. ในฐานะองค์กรอิสระ ต้องเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง แต่ต้องไม่เป็นอิสระจากการถูกตรวจสอบโดยประชาชน” นายพริษฐ์ระบุ
อย่างไรก็ตาม จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งโจทย์ครั้งสำคัญที่องค์กรจัดการเลือกตั้งอย่าง “กกต.” ต้องนำไปศึกษาเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับการเลือกตั้งครั้งถัดไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยขึ้นอีก
เพราะหาก กกต.จัดการเลือกตั้ง ส.ส.ท่ามกลางความไม่เชื่อมั่นและความไม่ไว้วางใจจากประชาชน
ย่อมทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นที่ยอมรับและถูกกังขาว่า “สุจริต เป็นธรรม และโปร่งใส” จริงหรือไม่?
