ชะตากรรม Thai PBS-สสส. ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินวิจารณ์ ‘คนดี’ ได้เต็มที่ ทว่า ‘สื่อสาธารณะ’ ต้องไม่ตาย
ในประเทศ
กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความเคลือบแคลงใจกับผู้คนในสังคมและเกิดข้อถกเถียงเป็นวงกว้าง หลังจากนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พร้อมคณะ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เสนอร่างแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ เพื่อเปลี่ยนเส้นทางภาษีบาป (สุราและยาสูบ) เข้าสู่ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ประกอบด้วย ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) ร่าง พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย และร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ
อ้างเหตุผลด้านวินัยการเงินการคลังของรัฐและความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการเงินสาธารณะ
ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบและมีการตั้งคำถามกับรัฐบาลสีน้ำเงินว่าต้องการรวบทุกอย่างมากำกับดูแลโดยตรงหรือไม่ อย่างไร
โดยเฉพาะในส่วนของไทยพีบีเอสซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระอย่างแท้จริงในการทำหน้าที่สื่อสาธารณะ เนื่องจากต้องอยู่ภายใต้ระบบการพิจารณาและอนุมัติงบประมาณรายปีจากฝ่ายบริหารหรือฝ่ายการเมือง
ขณะที่นายศุภชัย ใจสมุทร ชี้แจงเจตนารมณ์การเสนอร่างแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ โดยยืนยันว่าไม่ใช่การยกเลิกภารกิจหรือยุบองค์กร แต่เป็นการเปลี่ยนแหล่งรายได้ และต้องแยกให้ออกระหว่าง “ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อ” กับ “วิธีการที่องค์กรได้รับเงิน”
ดังนั้น การเปลี่ยนวิธีจัดสรรเงิน ไม่ได้แปลว่าใครจะมีสิทธิ์สั่งข่าว สั่งรายการ หรือแทรกแซงกองบรรณาธิการได้ เพราะข้อห้ามตามกฎหมายยังคงอยู่ และความเป็นอิสระก็ไม่ได้หมายถึงปราศจากความรับผิดชอบ
เพราะกฎหมายฉบับเดียวกันกำหนดให้ไทยพีบีเอสต้องนำเสนอข่าวอย่าง “เที่ยงตรง รอบด้าน เป็นธรรม และสมดุล” เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งสร้างสมการว่าไม่มี Earmarked Tax เท่ากับไม่มีความเป็นอิสระ
แต่คำถามที่ควรถามคือ ระบบการเงินแบบใดโปร่งใส ตรวจสอบได้ และรักษาความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อได้ เพราะความเป็นอิสระของสื่อควรได้รับการคุ้มครองด้วยกฎหมายและหลักวิชาชีพ ไม่ใช่ผูกติดอยู่กับวิธีรับเงินเพียงวิธีเดียว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลายฝ่ายจะออกมาคัดค้าน แต่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ส่งสัญญาณเดินหน้าลุยไม่สนใจเสียงวิจารณ์
โดยนายกฯ ระบุว่า “ตอนนี้เป็นเรื่องของสภาใช่หรือไม่ ที่เขาเสนอก็เป็นไปตามขั้นตอนของสภา ไทยพีบีเอสต้องอิสระ ไม่ใช่สื่อของรัฐ จะเป็นอิสระก็ต้องมีกฎเกณฑ์”
สอดรับกับมุมมองของนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่ม ส.ว.สีน้ำเงิน ได้ออกมาแสดงจุดยืนเห็นด้วยกับประเด็นการเสนอร่างแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ โดยเชื่อว่าระบบที่ตรวจสอบได้และมีที่มาชัดเจน ย่อมดีกว่าการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเพียงอย่างเดียว สิ่งใดที่อยู่ในระบบของการประมูลน่าจะมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ง่ายกว่า รวมถึงมั่นใจว่าสำนักข่าวทุกแห่งมีความน่าเชื่อถือในการนำเสนอข้อเท็จจริง
ขณะเดียวกัน นักการเมือง นักวิชาการ ภาคประชาชน องค์กร และมหาวิทยาลัยชื่อดัง ต่างออกมาปกป้องความเป็นสื่อสาธารณะของไทยพีบีเอสและความอิสระในการนำเสนอข่าวสารโดยปราศจากการครอบงำจากอำนาจรัฐ กลุ่มทุน หรือผู้มีอิทธิพล
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ซัดแรงถึงรัฐบาลว่าไม่ควรรวบอำนาจกำกับดูแลจนสั่งการได้ทุกอย่าง ซึ่งตนเข้าใจดีเรื่องหลักวินัยการเงินการคลัง แต่อย่าลืมว่าอีกหลายกองทุน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ กองทุนผู้สูงอายุ สสส. และไทยพีบีเอส ต่างมีหน้าที่และภารกิจในส่วนของตัวเองที่ต้องให้อิสระในการทำหน้าที่ส่วนหนึ่งด้วย
เช่นเดียวกับ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่เชื่อว่าหากไทยพีบีเอสต้องพึ่งพางบประมาณรายจ่ายประจำปี ก็อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการถูกควบคุมหรือแทรกแซงจากฝ่ายบริหาร กระทบต่อหลักความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อ
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลถึงผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน กรณี ส.ส.พรรคภูมิใจไทยเสนอร่างแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ โดยระบุตอนหนึ่งว่าหากสื่อสาธารณะไม่สามารถธำรงไว้ ซึ่งความเป็นอิสระอย่างแท้จริงแล้ว ผู้ที่เสียประโยชน์ในท้ายที่สุดคือประชาชน
พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณาประเด็นนี้ด้วยความรอบคอบ โดยหาทางออกเชิงนโยบายที่ได้สัดส่วนและสมเหตุผลระหว่างการรักษาวินัยการเงินการคลังกับการคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชน ตลอดจนสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เพื่อไม่ให้การปฏิรูปโครงสร้างที่มาของรายได้ของทั้ง 4 หน่วยงาน/กองทุน จากภาษีสุราและยาสูบ กลายเป็นการลดทอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ส่วน 3 มหาวิทยาลัยชื่อดัง นำโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ธรรมศาสตร์ และ ม.เชียงใหม่ ออกแถลงการณ์คัดค้านการแก้ไขแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอส โดยชี้ให้เห็นว่าการปรับเปลี่ยนไปใช้ระบบงบประมาณรายปี อาจเปิดช่องให้ฝ่ายบริหารและผู้มีอำนาจทางการเมืองเข้ามาแทรกแซง กดดัน
หรือใช้มาตรการทางงบประมาณเป็นเงื่อนไขในการควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อสาธารณะ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพและความเที่ยงตรงของข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนอาจนำไปสู่การเซ็นเซอร์ตนเองของบุคลากรสื่อในที่สุด
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 4 ฉบับ ทำการถอนร่างกฎหมายดังกล่าวออกไป และคงไว้ซึ่งหลักการจัดสรรงบประมาณตามกฎหมายปัจจุบัน เพื่อปกป้องสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่รอบด้าน เป็นธรรม และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกกลุ่มในสังคมอย่างแท้จริง
ขณะที่มุมมอง พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า ที่ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Politics ข่าวบ้าน การเมือง ฉายภาพประเด็นแปรสภาพไทยพีบีเอสได้อย่างแหลมคม
พรรณิการ์ย้ำว่าไทยพีบีเอสไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใครจะวิจารณ์ไม่ได้ ไทยพีบีเอสสมควรถูกวิจารณ์ เพราะว่าทำงานจากเงินภาษีประชาชน แม้ว่าจะเป็นภาษีบาปก็ตาม ซึ่งทุกคนสามารถวิจารณ์ได้ว่าไทยพีบีเอสใช้งบประมาณมากหรือน้อยไปไหม หรือใช้ไปกับอะไรบ้าง เชื่อว่าผู้บริหารไทยพีบีเอสยินดีที่จะให้มีการตรวจสอบอย่างแน่นอน และตั้งคำถามว่าคนไทยต้องการทีวีรัฐมากถึง 3 ช่องเลยเหรอ ทั้งๆ ที่มีช่อง 11 เอ็นบีที หรือช่อง 9 เอ็มคอตเอชดีอยู่แล้วในปัจจุบัน
“ดิฉันคิดว่าถ้าเราบอกว่าไทยพีบีเอสไม่ได้สร้างคุณูปการอะไรเลยให้กับสังคม อันนี้ดิฉันคิดว่ามองด้วยอคติ มองด้วยใจไม่เป็นธรรม เอาเรื่องใกล้ๆ ตัวสถานการณ์แม่น้ำกก ถ้าไม่นับสื่อท้องถิ่นของเชียงใหม่ เชียงราย ซึ่งเขาเกาะติดอยู่แล้ว ไทยพีบีเอสแทบจะเป็นสื่อรายเดียวที่เกาะติดเรื่องนี้อย่างลึกและสม่ำเสมอ เพราะเขามีงบประมาณเพียงพอที่จะทำ”
“พูดในฐานะสื่อมวลชนมาก่อน นี่เป็นปัญหาคลาสสิคที่เราพูดกันมาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว สื่ออย่างไฟแนนเชียลไทมส์ นิวยอร์กไทมส์ อัลจาซีร่า ที่เขาทำสกู๊ปเปิดโปงตีแผ่ ทำเป็นสารคดี คุณรู้ไหมว่าเรื่องหนึ่งเขาตามกัน 2-3 ปี คำถามคือสื่อไทยมีเงินพอให้ทีมข่าวทำหรือเปล่า ซึ่งทีมข่าวทีมหนึ่งอาจจะประกอบด้วย 6-7 คน บินไปบินมาในหลากหลายประเทศ เพื่อตามเรื่องเดียวหรือเปล่า”
“การที่ไทยพีบีเอสตามเรื่อง PM2.5 ทำเรื่องปลาหมอคางดำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเอกชนใหญ่รายหนึ่ง ไทยพีบีเอสเขาไม่รับโฆษณา เขาก็มีอิสระในการทำงาน”
“หรือแม้แต่ละคร เขาก็พยายามทำละครที่มีคุณภาพ มีเนื้อหาสาระ มันอาจจะขายไม่ได้ เพราะไม่ใช่ละครดราม่าตบตีเรตติ้งดี แต่มันเป็นละครที่มีคุณภาพนะ มีคุณค่าอะไรบางอย่างที่เราอยากเห็น และไทยพีบีเอสเขาก็ไม่เคยแสดงออกว่าห้ามวิจารณ์ คุณก็วิจารณ์เขาได้อย่างเต็มที่ ว่าใช้เงินภาษีของประชาชนคุ้มค่าหรือไม่ อย่างไร”
“แต่การที่จะแปรสภาพให้ไทยพีบีเอสกลายเป็นสื่อที่รับงบประมาณจากรัฐ แปลว่าเราจะมีทีวีรัฐ 3 ช่องไปเพื่ออะไร เพื่อไปเป็นกระบอกเสียงให้กับรัฐอีกช่องหนึ่งเหรอ ดิฉันคิดว่าเหลือสื่อสาธารณะที่ไม่ใช่ Propaganda (โฆษณาชวนเชื่อ) หรือเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลไว้สักช่องหนึ่งเถอะ” พรรณิการ์ วานิช สะท้อนมุมมองชะตากรรมไทยพีบีเอสในเงื้อมมือรัฐบาล ตัดแขนตัดขาการเมืองฝ่ายตรงข้าม
ในวันที่สีน้ำเงินคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ กินรวบประเทศไทยทุกองคาพยพ!
