ส.ว.สีน้ำเงินยื่น ป.ป.ช.สอบจริยธรรม เอาคืน ‘สิทธิโชติ’ กกต.เสียงข้างน้อย แก้เกมเปิดเผยมติ ‘คดีฮั้ว ส.ว.’
ในประเทศ
ประเด็นร้อนทางการเมือง ณ เวลานี้ ยังคงเป็นควันหลงจาก “คดีฮั้วเลือก ส.ว.”
แม้ว่าทาง 7 เสือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เอาผิดผู้เกี่ยวข้องและเครือข่ายรวม 77 คน จากผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 427 คน โดยจำนวนนี้ปรากฏรายชื่อของ ส.ว.ชุดปัจจุบันซึ่งยังดำรงตำแหน่งอยู่ 26 คนไปแล้วนั้น
แต่ทว่า การออกมาเคลื่อนไหวของ “นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ” กกต.เสียงข้างน้อย โดยเฉพาะการออกมาเปิดเผยถึงเหตุผลของการลงมติคดีฮั้ว ส.ว. ประเด็นข้อกล่าวหาซึ่งเชื่อมโยงกับบุคคลและเครือข่าย กรรมการบริหารพรรค ส.ส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเห็นว่าพยานหลักฐานเอกสาร ข้อเท็จจริงจากการสืบสวนไต่สวนมีน้ำหนักเพียงพอที่จะดำเนินคดีเอาผิดได้นั้น
ทำให้คดีฮั้วเลือก ส.ว.ถูกสังคมจับตามองมากยิ่งขึ้น และตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อคดีมีน้ำหนักและพยานหลักฐานเพียงพอ
เหตุใดจึงไม่สั่งฟ้องบุคคลเหล่านี้
ความน่าสนใจของคดีนี้เพิ่มมากยิ่งขึ้น เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน ราชบัณฑิตและสำนักงานราชบัณฑิตยสภาจัดเวทีเสวนาวิชาการเรื่อง “คดีฮั้ว ส.ว. : เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” โดยเชิญผู้ร่วมเสวนาซึ่งเป็นกูรูและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมาร่วมชำแหละคดีฮั้ว ส.ว.
โดยหนึ่งในผู้ร่วมเสวนาคือ “นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ” กกต.เสียงข้างน้อยนั่นเอง
โดยเนื้อหาตอนหนึ่งของเวทีเสวนาครั้งนี้ “กกต.สิทธิโชติ” ระบุตอนหนึ่งว่า จากการตรวจสอบโครงสร้างการเลือก ส.ว.ที่มีผู้สมัครรวม 48,226 คน จาก 20 กลุ่มอาชีพ พบว่า การบริหารจัดการแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ กระบวนการดังกล่าวกลับปรากฏช่องโหว่สำคัญ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้การรับสมัครเป็นความลับ ห้ามเปิดเผยจำนวนและรายชื่อผู้สมัคร ส่งผลให้เกิดการบริหารจัดการ จัดตั้งฐานคะแนนด้วยการเกลี่ยตัวเรือนผู้สมัครไปลงในกลุ่มอาชีพที่มีผู้สมัครน้อย
นายสิทธิโชติระบุด้วยว่า วันเลือกระดับประเทศ ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจพบเอกสารลักษณะ “โพยสั่งการ” ถูกทิ้งไว้ในห้องน้ำช่วงเช้า ส่งผลให้ กกต.ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการสั่งพิมพ์เอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร (ส.ว.3) ชุดใหม่ทั้งหมดเพื่อใช้ในรอบบ่าย
“การรั่วไหลของข้อมูลล่วงหน้า ได้ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในการลงคะแนนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่การสืบสวนในระดับพื้นที่ช่วง 3–4 เดือนแรกต้องเผชิญตอใหญ่ เนื่องจากพยานในพื้นที่ถูกกดดันจนไม่กล้ายืนยันข้อเท็จจริง ประกอบกับ กกต.ท้องถิ่นขาดเครื่องมือในการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ทำให้สำนวนร้องเรียนส่วนใหญ่ในระดับอำเภอและจังหวัดต้องถูกยกคำร้องไปในที่สุด” นายสิทธิโชติระบุ
จากท่าทีของ กกต.เสียงข้างน้อยดังกล่าว ทำให้มีกระแสข่าวตามออกมาว่า สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โดยเฉพาะกลุ่มสีน้ำเงิน ออกมาเคลื่อนไหวเตรียมยื่นข้อกล่าวหาต่อประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ดำเนินการไต่สวนนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างน้อย กรณีเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมพิจารณาวินิจฉัยมติและเหตุผลในสำนวนคดีการได้มาซึ่ง ส.ว.
โดยอ้างว่าพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
กระทั่งวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้นำรายชื่อ ส.ว.รวม 5 คน ยื่นเรื่องต่อประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ดำเนินการไต่สวนนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย คดี ฮั้ว ส.ว. กรณีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมวินิจฉัยมติและเหตุผลในสำนวนคดีฮั้ว ส.ว. เข้าข่ายการกระทำผิด ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง และปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 และมาตรา 235
โดยระบุเนื้อหาในคำร้องถึงพฤติการณ์กระทำผิดของนายสิทธิโชติว่า มีการเปิดเผยรายละเอียดการลงมติคดีฮั้ว ส.ว.เป็นรายประเด็น และระบุตัว กกต.เสียงข้างน้อย เหตุผลของ กกต.เสียงข้างน้อย รวมถึงการวิเคราะห์พยาน และข้อมูลในสำนวน ถือเป็นการเปิดเผยความลับการประชุม กกต.และการพิจารณาวินิจฉัย เป็นการไม่เคารพมติฝ่ายเสียงข้างมาก
โดยเนื้อหาที่เปิดเผยอาจสร้างความเสียหาย หรือเสียความเป็นธรรมต่อผู้ถูกร้อง กกต.เสียงข้างมาก รวมถึงพยานหรือไม่ อีกทั้งข้อความที่ให้สัมภาษณ์สื่อมีความถูกต้อง ครบถ้วน และไม่บิดเบือนหรือไม่ โดยเฉพาะข้อความเกี่ยวกับคะแนนลงมติ เหตุผลของ กกต.เสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย ขอบเขตการสืบสวน เส้นทางการเงินที่ต้องเปรียบเทียบกับบันทึกการประชุม สำนวน และมติฉบับทางการ
เนื้อหาคำร้องยังระบุว่า มาตรฐานทางจริยธรรมกำหนดให้ กกต.ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง ปราศจากอคติ โดยไม่หวั่นเกรงต่ออิทธิพล กระแสสังคม หรือแรงกดดันอันมิชอบด้วยกฎหมาย โดยคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพประชาชน รวมถึงให้รักษาไว้ซึ่งความลับการประชุม การพิจารณาวินิจฉัย รวมทั้งเคารพมติของที่ประชุมฝ่ายเสียงข้างมาก และเหตุผลของทุกฝ่ายอย่างเคร่งครัด โดยให้ข้อมูลข่าวสารตามข้อเท็จจริงแก่ประชาชนและสื่อมวลชนอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ไม่บิดเบือน
ทั้งนี้ หน้าที่รักษาความลับ มิได้หมายความว่าผลการประชุมทุกส่วนเปิดเผยไม่ได้ และก็มิได้หมายความว่ากรรมการแต่ละคนจะเปิดเผยรายละเอียดภายในได้โดยไม่มีขอบเขต เส้นแบ่งสำคัญของกฎหมาย ระเบียบ มติขององค์กร
จึงขอให้ ป.ป.ช.รับคำร้องไว้ตรวจสอบ เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงตามอำนาจหน้าที่ ว่าการกระทำของนายสิทธิโชติเป็นการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่
พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ (ส.ว.) ระบุถึงการยื่นคำร้องถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องการให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกฎหมาย ที่ไม่ใช่การวินิจฉัยล่วงหน้าว่าใครก็ตามที่ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำผิด และขอให้คุ้มครองสิทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหา พยาน และบุคคลที่เกี่ยวข้องตามหลักการสันนิษฐานทางคดีอาญา ซึ่งสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ เมื่อเรื่องไปถึง ป.ป.ช.แล้วถือเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการดำเนินการตนไม่สามารถบอกได้ว่า ร้องใคร ร้องอย่างไร ส่วนเป็น กกต.เสียงข้างน้อยทั้งสองคนหรือไม่ ตนไม่สามารถบอกได้ เพราะ กกต.เป็นองค์กรอิสระ ซึ่งจะอยู่ในขอบเขตที่สามารถให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบได้ ส่วน ป.ป.ช.จะตรวจสอบอย่างไรนั้น ข้อมูลจะปรากฏอยู่ในคำร้องที่ยื่นไป
“ทุกอย่างที่กระทำต้องอยู่ภายใต้ข้อกฎหมาย ประธาน กกต. หรือ กกต.คนอื่นก็ต้องเคารพกฎหมาย เพราะรัฐธรรมนูญบอกว่า กกต.เป็นองค์กรอิสระ ก็ต้องทำหน้าที่อย่างมีอิสระ และปราศจากอคติทั้งปวง ในการใช้ดุลพินิจ ขอถามว่าที่ออกมาให้สัมภาษณ์มีอคติหรือไม่ และต้องไม่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ แม้จะเป็นสิทธิ์ของท่านที่จะออกไปให้สัมภาษณ์กับสื่อ แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น เสียงข้างน้อยก็ต้องยอมรับเสียงข้างมาก เสียงข้างมากก็ต้องให้เกียรติเสียงข้างน้อย หลักกฎหมายมีแค่นี้ในการลงมติ” พ.ต.อ.กอบระบุ
แน่นอนว่า การออกมาเคลื่อนไหวของ ส.ว.กลุ่มดังกล่าว ทำให้สังคมต่างออกมาตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเดินเกมเพื่อเอาคืนหรือไม่
รวมทั้งเกิดคำถามว่าการออกมาเปิดเผยมติสำนวนคดีเช่นนี้ถึงขั้นผิดจริยธรรมร้ายแรงเลยหรือไม่?
ขณะที่ก่อนหน้านี้ “นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ “ประธาน กกต. ซึ่งนั่งโต๊ะแถลงข่าวมติคดีฮั้ว ส.ว. ก็เปิดเผยรายละเอียดของสำนวนคดีไต่สวนฮั้ว ส.ว. แต่เหตุใดจึงยื่นสอบจริยธรรมแค่ กกต.เสียงข้างน้อยเพียงคนเดียว
ฉะนั้น หลังจากนี้เมื่อกระบวนการเข้าสู่ขั้นตอนของ ป.ป.ช.แล้วก็คงจะใช้เวลาดำเนินการพอสมควร
ซึ่งคำตอบว่าจะผิดจริยธรรมหรือไม่ คงต้องขึ้นอยู่กับทาง ป.ป.ช.ว่าจะตัดสินเรื่องนี้ออกมาอย่างไร
