ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์

ถ้าเอ่ยชื่อ The Palace วัยรุ่นยุค 80s-90s จะรู้จักดี

เพราะเป็นดิสโก้เธคที่ดังที่สุดในยุคนั้น

ผมได้ยินแต่ชื่อ แต่ไม่เคยไปเที่ยวเลย

เพราะไม่มีเงิน 555

จนมาทำงานที่มติชนจึงได้เปิดหูเปิดตาครั้งแรก เมื่อ “พี่ชลิต” อาจารย์คนแรกที่สอนวิชาหนังสือพิมพ์พาไปเปิดหูเปิดตา

จำได้ว่าเข้าไปแล้วงงๆ ตามประสาเด็กหนุ่มใสซื่อ

สมัยเรียนมหาวิทยาลัยก็ไม่เคยเที่ยวกลางคืน ทำแต่กิจกรรมนักศึกษา

ไปครั้งเดียวแล้วไม่เคยไปอีก

แต่จำชื่อ The Palace ได้ดี

จนวันหนึ่งเห็นวงดนตรีชื่อเดียวกับดิสโก้เธคนี้

เห็นชื่อก็รู้วัย

พอเห็นศิลปินในวงก็ยิ่งมั่นใจว่าพี่ๆ เลือกชื่อวงได้ถูกต้องแล้ว

เพราะเป็นการรวมตัวของศิลปินชื่อดังในยุค 80s

ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ “หนึ่งเดียวคนนี้”

จี๊ด-สุนทร สุจริตฉันท์ รอยัลสไปรส์ท

ต้น-แมคอินทอช

สายชล-ดิ อินโนเซ้นท์

สัน-ดิ อินโนเซ้นท์

จืด-ฟอร์เอฟเวอร์

เต้ย-อินคา

และ จิ๊บ วสุ วงพลอย

อายุน้อยสุดน่าจะกว่า 50 ปลายๆ

สูงสุด คือ “พี่จี๊ด” 76 ปี

60 กว่า คือค่าเฉลี่ย

ศิลปินในยุคเดียวกัน นอกจากหยุดพักกันแล้ว ที่เหลือก็จะเป็น “แขกรับเชิญ” ตามคอนเสิร์ตต่างๆ

หรือถ้าเป็นศิลปินเดี่ยวก็อาจจะเล่นตามงานภายในทั่วไป

งานที่เล่นในสถานบันเทิงคงไม่มากนัก

แต่ศิลปินกลุ่มนี้พอรวมตัวเป็นวง The Palace ปรากฏว่างานเยอะมาก

เดือนหนึ่งไม่ต่ำกว่า 10 งาน

ผมได้ยินชื่อมานาน จนวันหนึ่ง “สุพจน์” เลือก The Palace มาเล่นใน Sunday Lunch & Live ที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง

งานนี้จัดตอนกลางวันวันอาทิตย์

เป็นการดู The Palace ครั้งแรก

โห…ตื่นตาตื่นใจเหมือนไป The Palace ครั้งแรกเลยครับ

ผมชอบวิธีคิดของพี่ๆ กลุ่มนี้

ชอบรูปแบบการเล่นที่ผมถือว่าเป็นนวัตกรรมของวงการเพลง

และที่สำคัญที่สุด

ผมเห็น “ความสุข” ของศิลปินรุ่นใหญ่

เหมือนคนที่ได้ทำในสิ่งที่เขารักอีกครั้ง

The Palace เปรียบเสมือนการรวมตัวกันของ “ซูเปอร์ฮีโร่” ที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว

แต่ละคนวางมือไปแล้วแต่กลับมารวมกันอีกครั้งเพื่อกอบกู้โลกใบนี้ 555

ในอดีตศิลปินทุกคนโด่งดับคับฟ้า มี “เพลงฮิต” ของตัวเอง

เหมือน “ซูเปอร์ฮีโร่” ที่มีพลังวิเศษแตกต่างกันมาประสานมือกัน แล้วแปลงกายเป็น “ซูเปอร์ฮีโร่” วงใหม่

ทุกคนเล่นเพราะอยากเล่นจริงๆ

ได้กลับมาเล่นดนตรีกับเพื่อนๆ รุ่นใกล้กัน

ได้สบตากับแฟนเพลง

ได้เห็นคนดูสนุกกับเสียงเพลง

ทุกคนส่วนใหญ่อายุเกิน 60 ถ้าเป็นข้าราชการหรือคนทำงานประจำ ก็ถือว่าอยู่ในวัยเกษียณ

แต่ “อายุเป็นเพียงตัวเลข” จริงๆ สำหรับ The Palace

ใครที่เคยดูจะเข้าใจความหมายนี้

พลังของแต่ละคนเหมือนอายุ 40

ทั้งร้อง ทั้งเต้น และโดด

พลังแห่ง “ความสุข” มีคุณค่าจริงๆ

ภาพประกอบ : Sunday Lunch & Live

The Palace สร้างวิธีการเล่นดนตรีใหม่แตกต่างจากเดิมที่เคยเล่นมา

เขาจะเปิดโชว์ด้วยเพลง “วันวานยังหวานอยู่” เพลงฮิตของ “แมคอินทอช”

…กลับมาเถิดวันวาน วันวานผ่านพ้นไป

กลับมาเถิดวันวาน วันวานนานแสนไกล วันวานที่แสนไกล

เพลงนี้เหมือนการดึงแฟนเพลงให้กลับไปสู่ช่วงวัยหนุ่มสาวอีกครั้ง

กลับไปสู่ “วันวาน”

จากนั้น The Palace จะยิงเมดเล่ย์เพลงฮิตอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 20 นาที

คุยนิดหนึ่ง แล้วไปต่อ

ยิงยาวทั้งเพลงไทยและเพลงสากล

ความได้เปรียบของ The Palace คือ ศิลปินแต่ละคนมีเพลงฮิตของตัวเองเยอะมาก

เหมือนคนดูได้ดูวงดังๆ 5-6 วงในวงเดียว

จนคนบอกว่ามาดู The Palace จะเข้าใจคำว่า “เก้าอี้มีไว้วางกระเป๋า”

เพราะเพลงที่ปล่อยมา จะทำให้ทุกคนลุกขึ้นเต้นตลอด

The Palace จะมีนักร้องนำหลักอยู่ 3 คน คือ จี๊ด-สุนทร ปุ๊-อัญชลี และ จิ๊บ-วสุ

ทุกคนจะช่วยกันร้องและเต้น

ฟรีสไตล์มาก

เหมือนร้องเพลงกับเพื่อนสมัยหนุ่มสาว

ที่ผมชอบ The Palace มาก คือ ทุกคนเล่นดนตรีอย่างมีความสุข

เหมือนนักวอลเลย์บอลหญิงไทย ที่ได้แต้มก็ยินดีด้วยกัน เล่นเสียก็ให้กำลังใจกัน ยิ้มให้กัน

พอศิลปินมีความสุขก็จะส่งผ่านความรู้สึกนี้ไปยังคนดู

“ความสุข” ในเสียงดนตรีไม่มีวันหมดอายุ

ทั้งศิลปินและคนดู

ผมเคยดูการแสดงของศิลปินบางวง ที่เล่นแบบให้จบๆ ไม่สนใจความรู้สึกของคนดู

แต่ The Palace จะชวนคนดูให้มีส่วนร่วม ลงมาเล่นกับคนดู

พยายามทำทุกรูปแบบให้คนดูสนุก

ไม่ได้เล่นเหมือนเป็นแค่ “หน้าที่”

เป็น “ตัวอย่างที่ดี” ที่ศิลปินรุ่นใหม่น่าเลียนแบบมาก

ภาพประกอบ : Sunday Lunch & Live

มีตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนและประทับใจมาก

ผมชวน The Palace มาเล่นที่ Wednesday Song วันพุธที่ 14 ตุลาคมนี้

การแสดงของ The Palace ครั้งหนึ่งเล่นไม่ต่ำกว่า 40 เพลง เพราะส่วนใหญ่จะเป็นการเล่นแบบเมดเล่ย์

คือ เล่นไม่จบเพลงก็ไปต่ออีกเพลงหนึ่งเลย

แต่พอมาเล่นที่ Wednesday Song ถ้าเราต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ทั้งหมด คงจะไม่ไหว

เพราะวงทั่วไปจะเล่นประมาณ 14-18 เพลง

เราขอให้ “สายชล” ที่เป็นแกนหลักของวงลดเพลงที่จะเล่นลง และเล่นเต็มเพลงไปเลยเหมือนกับวงต่างๆ

ลดช่วงเมดเลย์ลง

แต่สิ่งที่ “สายชล” ทำ คือ เขาส่งลิสต์เพลงที่เคยเล่นตามปกติทั้งหมดให้เราประเมินค่าลิขสิทธิ์แต่ละเพลงตามเกณฑ์ที่เคยจ่าย

จากนั้นเขาก็ติดต่อเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงที่คุ้นเคยด้วยตัวเอง เพื่อต่อรองขอลดค่าลิขสิทธิ์ลง

จนค่าลิขสิทธิ์รวมอยู่ในระดับที่เราจ่ายได้

เรื่องแบบนี้เขาไม่ต้องทำก็ได้

แต่ “สายชล” ยอมลงแรงใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อที่ The Palace จะได้เล่นแบบเดิมที่แฟนเพลงคุ้นเคย

เขาทำทุกอย่างเพื่อคนดูจริงๆ

“สายชล” คือ คนที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการตั้งวง The Palace เขาเชิญศิลปินแต่ละคนมาร่วมวง ด้วยไอเดียที่เจ๋งมาก

เพราะถ้าศิลปินแต่ละคนแยกกันรับงาน พลังจะไม่เยอะมาก

แต่พอมารวมตัวกัน กลับกลายเป็น “แม่เหล็ก” ที่แตกต่างจากวงดนตรีอื่นทั่วไป

คนที่ตั้งชื่อวง คือ “บอย โกสิยพงษ์”

ตอนแรกตั้งชื่อว่า The Palace Generations

ก่อนจะตัดทอนชื่อลงเหลือแค่ The Palace

ภาพประกอบ : Sunday Lunch & Live

ศิลปินอื่นๆ มักจะมีงานแน่นในช่วงปีใหม่หรืองานเทศกาลต่างๆ

แต่ The Palace คิวจะแน่นที่สุด ในเดือนกันยายนและตุลาคม

เพราะเป็นช่วงเกษียณอายุครับ

งานเลี้ยงฉลองของคนกลุ่มนี้ ต้อง The Palace เท่านั้น 555

นอกจากเพลงจะตรงกับยุคของคนฟังแล้ว

ยังเป็นการเล่นดนตรีกึ่งสอน “ปรัชญาชีวิต”

เกษียณ ไม่ใช่ หยุดนิ่ง

“อายุเป็นเพียงตัวเลข”

เขาไม่ได้บอก

แต่เขาเล่นให้ดู



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ตระกูล ‘อำ’ (1)
เขตปกครองพิเศษ พัทยา
The Ribbon Hero สังเวยบางกลุ่มเพื่อให้สังคมอยู่รอด
KOKUHO | ‘ศิลปะประจำชาติ’
‘มูรินโญ่’ ที่เบร์นาเบว หนังม้วนเดิมที่ (คงจะ) จบไม่สวย
จอห์น สจวร์ต เบลล์ ผู้เปลี่ยนปรัชญาควอนตัม ให้เป็นคณิตศาสตร์ที่ทดสอบได้
พิธีบูชายัญมนุษย์ เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของแม่ข้าว
เรื่องเล่าจากเซินเจิ้น : จากเจ้าแห่งของก๊อป สู่เมืองยอดนวัตกรรมชีวภาพ (3)
ปริ๊นเตอร์จากปากยุง
คุยกับทูต | เอลชิน บาชีรอฟ เปิดทางคืนถิ่น : เก็บกู้ทุ่นระเบิด ในดินแดนที่ได้รับการปลดปล่อย ของอาเซอร์ไบจาน
เลี้ยงลูก (2)
นักกีฬาทำอย่างไร เมื่อเกิดปวดปัสสาวะ อุจจาระ ขณะแข่งขัน