บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

วันนี้ผมได้รับเชิญให้ร่วมเวที Global Town Hall 2026 ซึ่งจัดโดย Foreign Policy Community of Indonesia เพื่อพูดในหัวข้อ “No Justice, No Humanity = No Peace” และแทบไม่มีวันที่เหมาะกับการตั้งคำถามนี้มากไปกว่าวันนี้ เพราะวันที่ 19 กันยายน 2569 ตรงกับวาระครบรอบ 20 ปีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 พอดี

วันนั้น การยึดอำนาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง รัฐธรรมนูญถูกยกเลิก รัฐสภาถูกยุบ และระเบียบทางการเมืองถูกจัดวางใหม่

แต่คำถามที่สำคัญกว่าในวันนี้ไม่ใช่เพียงว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนรัฐประหาร หากคือ ยี่สิบปีผ่านไป การเมืองนอกกติกาทิ้งอะไรไว้กับหลักนิติรัฐ สิทธิเสรีภาพ และชีวิตของผู้คนจนถึงวันนี้

เพราะรัฐประหารอาจยึดอำนาจได้เบ็ดเสร็จในคืนเดียว แต่ความอยุติธรรมไม่ได้กลับเข้ากรมพร้อมรถถัง

สองทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยผ่านรัฐประหารอีกครั้งในปี 2557 ผ่านกติกาและสถาบันทางการเมืองที่ถูกเขียนขึ้นใหม่ และผ่านคำสั่งและประกาศจำนวนมากซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างทางการเมืองและสิทธิเสรีภาพของประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน คนจำนวนมากถูกดำเนินคดีจากการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสงบ และกรณีผู้ลี้ภัยทางการเมืองไทยที่ถูกบังคับให้สูญหายในประเทศเพื่อนบ้านหลายกรณีก็ยังไม่มีข้อยุติ

ผมไม่ได้หมายความว่าความอยุติธรรมทุกเรื่องในรอบยี่สิบปีเกิดจากรัฐประหารปี 2549 เพียงเหตุการณ์เดียว

ประวัติศาสตร์การเมืองไม่เคยเดินเป็นเส้นตรงเช่นนั้น แต่สองทศวรรษนี้ทำให้เราเห็นบทเรียนสำคัญว่า เมื่อหลักนิติรัฐถูกทำให้เป็นข้อยกเว้นครั้งหนึ่ง การกลับสู่ “ภาวะปกติ” ยากกว่าที่คำว่า “คืนความสงบ” ทำให้เราเข้าใจมากนัก

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดจึงไม่ใช่เพียงการเกิดขึ้นของความอยุติธรรม แต่คือการที่สังคมค่อยๆ คุ้นชินกับมัน

เมื่อการยึดอำนาจเกิดขึ้นได้ เมื่อกติกาสามารถถูกเขียนใหม่เพื่อรองรับผู้มีอำนาจ เมื่อการบังคับใช้กฎหมายไม่เท่าเทียม และเมื่อความรับผิดไม่เกิดขึ้น สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นข้อยกเว้นก็สามารถค่อยๆ กลายเป็นวิธีปกติของการเมืองได้

และเมื่อความอยุติธรรมถูกทำให้เป็นเรื่องปกติภายในประเทศ มันไม่ได้หยุดอยู่ที่พรมแดน

จากผลเชิงตัวอย่าง
สู่ความอยุติธรรมระดับภูมิภาค

สิ่งที่เดินทางข้ามพรมแดนไม่จำเป็นต้องเป็นรถถัง สิ่งที่เดินทางได้เร็วกว่านั้นคือ “บทเรียน” ผู้มีอำนาจในประเทศหนึ่งมองอีกประเทศหนึ่งเสมอว่า คนอื่นทำอะไรได้บ้าง โลกตอบสนองอย่างไร ต้องจ่ายราคามากน้อยเพียงใด มาตรการลงโทษอยู่ได้นานแค่ไหน และเมื่อเวลาผ่านไป ประชาคมระหว่างประเทศจะกลับไปดำเนินความสัมพันธ์ตามปกติเร็วเพียงใด

หลังรัฐประหารเมียนมาในปี 2564 มีรายงานชิ้นหนึ่งกล่าวถึงบทสนทนาก่อนการยึดอำนาจ เมื่อนายทหารไทยคนหนึ่งถาม พล.อ.อาวุโส มิน ออง ไลง์ ถึงความเป็นไปได้ของรัฐประหาร

และคำตอบที่ถูกรายงานคือ “I will only stage a coup d’?tat if Gen. Prayuth is prime minister in Thailand.”

ประโยคนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่ารัฐประหารไทยเป็นสาเหตุของรัฐประหารเมียนมา และไม่ควรถูกใช้เพื่อสรุปเช่นนั้น เมียนมามีประวัติศาสตร์ สถาบัน และเงื่อนไขทางการเมืองภายในของตัวเอง

แต่สิ่งที่ประโยคนี้สะท้อนคือความจริงสำคัญข้อหนึ่ง ผู้มีอำนาจสังเกตและเรียนรู้จากกันและกัน

ผมจึงไม่คิดว่าคำว่า “โดมิโน” อธิบายปรากฏการณ์นี้ได้แม่นที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกับผลเชิงตัวอย่าง หรือ demonstration effect มากกว่า เพราะไม่ได้หมายความว่าประเทศหนึ่งล้มแล้วอีกประเทศต้องล้มตาม แต่หมายความว่า เมื่อข้อยกเว้นหนึ่งสามารถอยู่รอดได้ มันก็กลายเป็นตัวอย่างให้คนอื่นเห็นว่า สิ่งที่เคยถูกมองว่ายอมรับไม่ได้อาจมีต้นทุนต่ำกว่าที่คิด เมื่อมีตัวอย่างมากพอ มาตรฐานก็เริ่มลดลง และเมื่อมาตรฐานลดลง สิ่งที่เคยผิดปกติก็ค่อยๆ ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ ความอยุติธรรมจึงเดินทาง ไม่ใช่เพราะทุกประเทศเหมือนกัน แต่เพราะทุกประเทศมองเห็นว่าอีกประเทศหนึ่ง “ทำอะไรแล้วรอดได้”

จากนั้น ความอยุติธรรมก็เดินทางในรูปที่จับต้องได้มากขึ้น ผู้ลี้ภัย เงิน อาวุธ ยาเสพติด เครือข่ายอาชญากรรม การค้ามนุษย์ ศูนย์หลอกลวง และเศรษฐกิจผิดกฎหมายไม่ได้หยุดอยู่ที่ด่านพรมแดน ความขัดแย้งที่เริ่มต้นจากการเมืองภายในประเทศหนึ่งจึงสามารถกลายเป็นต้นทุนของประเทศเพื่อนบ้านและทั้งภูมิภาคได้อย่างรวดเร็ว

ตรงนี้เองที่หลัก non-interference ของอาเซียนต้องเผชิญคำถามที่ยากขึ้นเรื่อยๆ ว่า เราจะเรียกปัญหาหนึ่งว่า “กิจการภายใน” ได้อีกนานเพียงใด เมื่อผลของมันไม่ได้อยู่ภายในอีกต่อไป

ที่จริง กฎบัตรอาเซียนไม่ได้วางหลักการไม่แทรกแซงไว้อย่างโดดเดี่ยว หลักเดียวกันนั้นอยู่เคียงข้างกับความรับผิดชอบต่อสันติภาพ ความมั่นคง หลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล ประชาธิปไตย รัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ และการเคารพสิทธิมนุษยชน

เพราะฉะนั้น สิ่งที่อาเซียนต้องแยกให้ชัดคือ การไม่แทรกแซงไม่ควรกลายเป็นความไม่แยแส

การเคารพอธิปไตยไม่ได้หมายความว่าเราต้องรอจนผู้ลี้ภัยมาถึงชายแดน รอจนเครือข่ายอาชญากรรมเติบโต หรือรอจนความขัดแย้งกลายเป็นวิกฤตมนุษยธรรมแล้วจึงเริ่มสนใจ เพราะเมื่อถึงเวลานั้น เราไม่ได้กำลังป้องกันความอยุติธรรมอีกต่อไป เรากำลังบริหารต้นทุนของมัน

และเมื่อกลไกระดับภูมิภาคไม่สามารถรับมือกับปัญหาที่ล้นข้ามพรมแดนได้เพียงพอ คำถามก็ขยายไปอีกระดับว่า แล้วสถาปัตยกรรมระหว่างประเทศมีไว้ทำอะไร

สถาปัตยกรรมความยุติธรรมระหว่างประเทศ
: โลกไม่ได้ขาดกฎแต่ขาดการบังคับใช้

เมื่อมองจากระดับภูมิภาคออกไปสู่ระดับโลก ปัญหาที่เห็นชัดขึ้นคือ โลกไม่ได้ขาดกฎ ตรงกันข้าม เรามีกฎและพันธกรณีจำนวนมาก

เรามี ICCPR หรือกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งรับรองสิทธิพื้นฐานตั้งแต่สิทธิในชีวิต เสรีภาพจากการควบคุมตัวโดยพลการ การพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุม ไปจนถึงสิทธิในการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ

เรามี Convention against Torture หรืออนุสัญญาต่อต้านการทรมาน ซึ่งไม่ได้เพียงประกาศว่าการทรมานเป็นสิ่งต้องห้าม แต่กำหนดหน้าที่ของรัฐในการบัญญัติความผิด สอบสวน และดำเนินคดี

และเรามี Genocide Convention ซึ่งกำหนดทั้งหน้าที่ในการป้องกันและลงโทษการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

คำถามจึงไม่ใช่ว่าโลกมีมาตรฐานหรือไม่ แต่คือ เมื่อรัฐละเมิดมาตรฐานเหล่านี้แล้ว จะเกิดอะไรขึ้น

นี่คือหัวใจของสิ่งที่เรียกว่า Norm-Enforcement Gap หรือช่องว่างระหว่างบรรทัดฐานกับการบังคับใช้ โลกมีคำตอบจำนวนมากว่า “รัฐควรทำอะไร” แต่ยังมีคำตอบไม่ชัดพอว่า “ถ้ารัฐไม่ทำ แล้วใครจะทำให้รัฐรับผิด”

ตรงนี้เราต้องเข้าใจอย่างตรงไปตรงมาว่า องค์การสหประชาชาติทำอะไรได้ และทำอะไรไม่ได้ บางครั้งเราคาดหวังจาก UN ราวกับเป็นรัฐบาลโลก ทั้งที่โครงสร้างของมันไม่ได้ถูกออกแบบมาเช่นนั้น แต่อีกด้านหนึ่ง การบอกว่า UN ไม่มีอำนาจก็ง่ายเกินไป เพราะระบบสหประชาชาติมีเครื่องมือจำนวนมากตั้งแต่ก่อนเกิดความรุนแรง ระหว่างความขัดแย้ง ไปจนถึงหลังเสียงปืนสงบ

ก่อนความรุนแรงเกิดขึ้น มีการเตือนภัยล่วงหน้า การทูตเชิงป้องกัน การไกล่เกลี่ย การเปิดช่องทางเจรจา การสนับสนุนการเลือกตั้ง และการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง เมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้นแล้ว ก็มีทั้งการสร้างสันติ การรักษาสันติภาพ และเครื่องมือของคณะมนตรีความมั่นคง

ส่วนหลังความขัดแย้งก็มี Peacebuilding Commission และ Peacebuilding Fund เพื่อเชื่อมเรื่องความมั่นคง การพัฒนา สิทธิมนุษยชน การสร้างสถาบัน และการป้องกันไม่ให้ความรุนแรงกลับมาอีก

พูดอีกแบบหนึ่ง UN สามารถทำอะไรได้มาก ก่อนที่เรื่องจะต้องไปถึงมือผู้พิพากษา แต่เมื่อการป้องกันล้มเหลว คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ ใครต้องรับผิด

ตรงนี้เองที่ International Court of Justice หรือ ICJ และ International Criminal Court หรือ ICC เข้ามาในภาพ ICJ เป็นองค์กรตุลาการหลักของ UN ทำหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างรัฐ ส่วน ICC เป็นศาลอาญาระหว่างประเทศที่แยกจาก UN และพิจารณาความรับผิดของบุคคลต่ออาชญากรรมร้ายแรง เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมรุกราน

แต่ศาลทั้งสองแห่งก็ทำให้เราเห็นข้อจำกัดของสถาปัตยกรรมระหว่างประเทศได้ชัดที่สุด

ICJ มีคำพิพากษาที่ผูกพันรัฐคู่กรณี แต่การบังคับใช้ยังเชื่อมโยงกับการเมืองระหว่างรัฐ

ส่วน ICC ไม่มีตำรวจของตัวเอง ต้องอาศัยความร่วมมือจากรัฐในการจับกุม ส่งมอบผู้ต้องหา และรวบรวมหลักฐาน

ประเทศไทยเองก็อยู่ในช่องว่างนี้ ไทยลงนามใน Rome Statute แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันเป็นรัฐภาคี ICC

ต้องย้ำด้วยว่า รัฐประหารในตัวมันเองไม่ใช่อาชญากรรมที่อยู่ในเขตอำนาจของ ICC แต่หากการยึดหรือรักษาอำนาจนำไปสู่การกระทำที่เข้าองค์ประกอบของอาชญากรรมต่อมนุษยชาติหรืออาชญากรรมอื่นที่ศาลมีเขตอำนาจ และเงื่อนไขด้านเขตอำนาจครบถ้วน ความรับผิดของบุคคลย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

Violence is Profitable
: เมื่อความรุนแรงสร้างผลตอบแทน

สมมุติฐานสุดท้ายที่ผมอยากชวนผู้เข้าร่วมงานที่อินโดนีเซียคิด สมมุติฐานที่ว่าคือ “Violence is profitable.” แน่นอน สงครามทำลายเศรษฐกิจ ทำลายชีวิต ทำลายครอบครัว การศึกษา การลงทุน และอนาคตของคนจำนวนมหาศาล แต่ผู้ที่แบกรับต้นทุนกับผู้ที่ได้รับผลตอบแทนอาจเป็นคนละกลุ่มกัน นี่คือสิ่งที่ทำให้ความขัดแย้งบางแห่งยืดเยื้อ เพราะสำหรับคนส่วนใหญ่ สันติภาพคือสิ่งที่คุ้มกว่า แต่สำหรับผู้เล่นบางกลุ่ม ความขัดแย้งอาจให้ผลตอบแทนมากกว่า

กำไรจากความขัดแย้งมีอย่างน้อยสามรูปแบบ

รูปแบบแรกคือเศรษฐกิจสงคราม เมื่อความขัดแย้งดำเนินไปนานพอ ความรุนแรงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเมือง แต่สามารถกลายเป็นระบบเศรษฐกิจของตัวเอง ผู้ถืออาวุธอาจสร้างรายได้จากการควบคุมพื้นที่ เส้นทางการค้า ทรัพยากรธรรมชาติ สินค้าโภคภัณฑ์ การเก็บผลประโยชน์ ยาเสพติด กาสิโนออนไลน์ การค้ามนุษย์ หรือเศรษฐกิจผิดกฎหมายรูปแบบอื่น เมื่อเวลาผ่านไปจึงเกิดผู้เล่นที่มีบางสิ่งจะสูญเสียหากสันติภาพกลับคืนมา

เราเห็นเงื่อนไขเช่นนี้ในเมียนมา เมื่อความขัดแย้ง ความอ่อนแอของรัฐ และเศรษฐกิจผิดกฎหมายเติบโตไปพร้อมกัน ตั้งแต่พื้นที่ปลูกฝิ่น ไปจนถึงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและศูนย์หลอกลวง

เพราะฉะนั้น คำถามเกี่ยวกับสงครามจึงไม่ควรมีเพียงว่า “ทำไมพวกเขาไม่หยุดสู้กัน” แต่ต้องถามด้วยว่า “ใครจะเสียอะไร ถ้าสงครามหยุดลง”

รูปแบบที่สองคืออุตสาหกรรมที่เติบโตขึ้นพร้อมกับความขัดแย้ง ความขัดแย้งไม่ได้สร้างผลประโยชน์เฉพาะในเศรษฐกิจผิดกฎหมาย แต่ยังสร้างรายได้ในระบบเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมายด้วย รายได้ของบริษัทอาวุธและบริการทางทหารรายใหญ่ของโลกเพิ่มขึ้นตามความขัดแย้ง งบประมาณกลาโหม และความกังวลด้านความมั่นคงที่สูงขึ้น

สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทอาวุธเป็นต้นเหตุของสงคราม หรือว่าประเทศไม่ควรมีความสามารถในการป้องกันตนเอง

แต่ทำให้เราเห็นความจริงสำคัญว่า ความสูญเสียของคนส่วนใหญ่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกับผลกำไรของคนบางกลุ่มได้

และรูปแบบที่สาม ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นในศตวรรษที่ 21 คือกำไรจากความสนใจ ความกลัวทำให้คนคลิก ความโกรธทำให้คนแชร์ ความเกลียดชังทำให้คนตอบโต้ และ engagement สามารถเปลี่ยนเป็นรายได้ ปัญหาไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการกล่าวหาว่ามีใครตั้งใจผลิตความเกลียดชัง สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ โครงสร้างผลตอบแทนของระบบกำลังให้รางวัลกับอะไร

ถ้าเนื้อหาที่ทำให้คนเกลียดกันสร้าง engagement มากกว่าเนื้อหาที่ทำให้คนเข้าใจกัน ต่อให้ไม่มีใครนั่งอยู่ในห้องแล้วออกคำสั่งให้สังคมแตกแยก ระบบก็อาจพาเราไปในทิศทางนั้นได้เอง สนามรบในศตวรรษที่ 21 จึงไม่ได้อยู่เพียงบนพื้นดิน แต่ยังอยู่บนหน้าจอ และทรัพยากรที่ถูกแย่งชิงไม่ใช่เพียงดินแดน แต่คือความสนใจของมนุษย์

ตรงนี้เองที่คำว่า No Humanity เชื่อมทุกส่วนของเรื่องเข้าด้วยกัน เมื่อความทุกข์สามารถสร้างอำนาจ เมื่อสงครามสามารถสร้างรายได้ และเมื่อความเกลียดชังสามารถสร้างความสนใจ มนุษย์อีกคนหนึ่งก็เสี่ยงถูกลดทอนจาก “คน” ให้กลายเป็นตัวเลข เป็นฐานเสียง เป็นผู้ลี้ภัย เป็นตลาด เป็นความเสียหายข้างเคียง หรือเป็นเพียงเนื้อหาหนึ่งชิ้นบนหน้าจอ ความเป็นมนุษย์ไม่ได้หายไปในวันเดียว มันค่อยๆ หายไปเมื่อเราเริ่มชินกับความทุกข์ของคนอื่น เมื่อจำนวนผู้เสียชีวิตต้องสูงขึ้นเรื่อยๆ จึงจะทำให้เรารู้สึก และเมื่อระบบให้ผลตอบแทนแก่ผู้ที่สามารถเปลี่ยนความทุกข์ของคนอื่นให้เป็นอำนาจ เงิน หรืออิทธิพล

ถ้ามองเรื่องทั้งหมดเป็นสายเดียวกัน ปัญหาเริ่มจากความอยุติธรรมภายในประเทศ เมื่อความอยุติธรรมไม่ได้รับการแก้ไข มันกลายเป็นตัวอย่างให้คนอื่นเห็นว่าการละเมิดกติกาสามารถอยู่รอดได้ เมื่อผลของมันข้ามพรมแดน มันกลายเป็นความอยุติธรรมระดับภูมิภาค และเมื่อกลไกระดับภูมิภาคไม่เพียงพอ ปัญหาก็ไปกระทบกับข้อจำกัดของสถาปัตยกรรมระหว่างประเทศ

เมื่อ Norm-Enforcement Gap ทำให้ความรับผิดไม่แน่นอน ต้นทุนของความรุนแรงก็ลดลง และถ้าในเวลาเดียวกัน ความรุนแรงยังสามารถสร้างอำนาจ เงิน ทรัพยากร หรือความสนใจได้ ผู้เล่นบางกลุ่มก็มีแรงจูงใจที่จะทำให้ความขัดแย้งดำรงอยู่ต่อไป นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสันติภาพจึงไม่อาจสร้างได้ด้วยการหยุดยิงเพียงอย่างเดียว เราต้องทำให้ความอยุติธรรมมีต้นทุน และทำให้สันติภาพมีผลตอบแทน เพราะสันติภาพที่ยั่งยืนไม่ได้เริ่มในวันที่เสียงปืนหยุด มันเริ่มตั้งแต่วันที่สถาบันยังพอแก้ไขได้ วันที่พื้นที่ทางการเมืองยังเปิดได้ วันที่การเจรจายังเป็นไปได้ และวันที่ความอยุติธรรมยังไม่ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ

ถ้าการละเมิดกติกานำไปสู่อำนาจ ถ้าความรุนแรงให้ผลตอบแทน ถ้าความเกลียดชังสร้างรายได้ และถ้าการไม่ต้องรับผิดสามารถกลายเป็นเรื่องปกติเมื่อเวลาผ่านไป เราก็ไม่ควรประหลาดใจเมื่อความอยุติธรรมผลิตซ้ำตัวเอง จากระดับประเทศ ไปสู่ระดับภูมิภาค และในที่สุดกลายเป็นปัญหาของโลก

เพราะเมื่อไม่มีความยุติธรรม ความไม่ต้องรับผิดก็เติบโต เมื่อไม่มีความเป็นมนุษย์ ความไม่แยแสก็เติบโต และเมื่อความไม่ต้องรับผิดมาพบกับความไม่แยแส สันติภาพที่ยั่งยืนก็แทบเป็นไปไม่ได้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ถอดบทเรียนซ้ำซาก ‘ปชน.’ พ่าย ‘ผึ้งหลวง’ บ้านใหญ่-ระบบอุปถัมภ์ ปัจจัยชี้ขาดสนามท้องถิ่น
สหประชาชาติบนความไม่แน่นอน
เปิดเกม ‘น้ำเงิน’ เอาคืน กกต.ลุยสอบ ‘3 สำนวน’ คดีฮั้ว ส.ว. เป้าเชือด ‘กลุ่มส้ม-วุฒิอิสระ’?
‘ทรัมป์’ กับ ‘สิทธิเสรีภาพสื่อ’ เอฟเฟ็กต์แบนนักข่าวทำเนียบขาว
No Justice, No Humanity = No Peace
E-DUANG |   เลือกตั้ง บอร์ด ประกันสังคม จุดเลี้ยว จุดตัด และเส้นแบ่ง
ตามรอยเลือด…ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
‘เขียว’ เหนี่ยวบุญ หนุน ‘น้ำเงิน’
การ์ตูน สะดุดยิ้ม by พล
การ์ตูน โกหน่อง
การ์ตูน พี่ขุน ราวแข
การ์ตูน อรุณ วัชระสวัสดิ์