ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าต้องเผชิญกับ “น้องน้ำ” อีกครั้ง
หลังจากเจอกันมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2554
น้ำท่วมใหญ่ปีนั้น ผมยังทำงานอยู่ที่ “มติชน”
ปี 2554 ดีกว่าปีนี้ตรงที่เรามีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจนานทีเดียว เพราะ “น้ำเหนือ” ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามา
เรามีเวลาซื้อของตุน วางแผนรับมือเจ้าน้องน้ำ
แม้ถึงที่สุดแล้วเราจะพ่ายแพ้
แต่ก็มีเวลาเตรียมใจ
ยังจำวินาทีที่ “น้องน้ำ” ถล่ม กทม.ได้
ตอนนั้น คนไทยทั่วประเทศเริ่มรู้จัก “คลองหกวา” กับ “เขตสายไหม”
รายงานข่าวช่วงนั้นจะย้ำตลอดว่าถ้าพนังกั้นน้ำคลองหกวากันกระแสน้ำไม่ได้ เขตสายไหมจะเป็นพื้นที่แรกที่น้ำท่วม ครับ บ้านผมอยู่เขตสายไหม
ช่วงบ่ายวันนั้นผมนั่งอยู่หน้าจอ พอทางการประกาศว่า “คลองหกวา” ปราการด่านสุดท้ายกั้นน้ำไม่ได้แล้ว
ผมรีบปิดจอคอมพ์ และหยิบกระเป๋ากลับบ้านทันที
เดินมาหน้าปากซอยเรียกแท็กซี่ บอกว่าไปหมู่บ้านของผมที่เขตสายไหม
อาศัยจังหวะที่แท็กซี่ยังไม่รู้ข่าวเรื่อง “คลองหกวา”
เพราะถ้ารู้คงปฏิเสธไม่ยอมไปส่ง
คล้ายๆ ตำรวจที่แอบขาย “เหรียญเหนือดวง” ก่อนจับอดีตพระอาจารย์โชติ
จากนั้นผมก็ผจญภัยอยู่กับ “น้องน้ำ” หลายเดือน
ได้ปรัชญาเกี่ยวกับ “น้องน้ำ” หลายเรื่องเอามาเขียนในคอลัมน์นี้
เช่น น้ำ…ทำให้รู้ว่า “ของมีค่า” ไม่ได้วัดด้วย “ราคา” หรือคุณค่าทางใจ
แต่วัดด้วยระดับ “ความสูง”
ของชิ้นใดที่ยกขึ้นสูง
นั่นแหละ…ของมีค่า
หรือ น้ำ…สอนให้รู้ว่า “ราคา” ไม่สำคัญเท่ากับ “การใช้งาน” “รถเบนซ์” รถใหญ่หรูหราราคาแพงถูกเรียกว่า “รถเล็ก” ในวันน้ำท่วม
เพราะ “คุณค่า” ของรถไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “แบรนด์” หรือ “ความแรง”
แต่ขึ้นอยู่กับ “ท้องรถ”
สูงจากพื้นเท่าไร
ยิ่งสูงยิ่งมีคุณค่า
นํ้าท่วม กทม.ครั้งนี้ก็เช่นกัน
แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่พื้นที่น้ำท่วมนั้นมากกว่าปี 2554
ผมเห็นประกาศเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยาที่บอกว่าจะมีฝนตกติดต่อกันหลายวัน
แต่อ่านแล้วไม่รู้สึกว่าต้องเตรียมตัวอะไร
จนมาเห็น “วิวาทะ” กับเพจ “ที ลมฟ้าอากาศ” ที่ใช้คำแรงว่าให้ระวัง “มหาอุทกภัย”
มีผู้คนจำนวนมากเลยบอกว่า “ที ลมฟ้าอากาศ” เว่อร์วังอลังการ
พยากรณ์ร้ายแรงเกินจริง
อธิบดีและรองอธิบดีกรมอุตุฯ ยืนยันว่าฝนตกต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงแบบไม่เห็นเดือนไม่เห็นตะวันไม่มีทางเป็นไปได้ หรือบอกว่าไม่มีทางเป็น “มหาอุทกภัย” เพราะไม่ใช่ดีเปรสชั่นหรือพายุหมุนเขตร้อนที่จะทำให้ฝนตกตลอดวันหรือ 24 ชั่วโมงได้
บังเอิญเพจ “ที ลมฟ้าอากาศ” เขาเคยพยากรณ์ถูกต้องมาแล้วครั้งหนึ่งตอนน้ำท่วมหาดใหญ่
ทำให้มีเครดิตพอสมควร
แม้ตอนหลังจะมีทำนายผิดไปหลายครั้ง เพราะทำนายแรงเกินจริง
พอเจอวิวาทะเรื่องนี้จึงค่อยเข้าไปดูข้อมูลเรื่องนี้อย่างจริงจัง เริ่มรู้สึกเฝ้าระวังบ้าง แต่คิดว่าคงไม่เท่าไร
บ้านผมที่รีโนเวตใหม่สูงกว่าเดิมยิ่งทำให้ไม่กังวลมากนัก
เพราะปี 2554 ที่ว่าหนักๆ “น้องน้ำ” ก็ยังไม่เข้าบ้านเลย
ที่สำคัญคือ ถ้าน้ำจะท่วมก็มาจาก “น้ำฝน” ไม่ใช่ “น้ำเหนือ” คงกินเวลาสั้นๆ ไม่กี่วัน
และเชื่อมือ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ด้วยในเรื่องการระบายน้ำท่วมขังใน กทม.
ผมจึงเฝ้าระวัง แต่ไม่ได้เตรียมตัวอะไร

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน ผมมีงานดูแลหลักสูตร V.A.I.P. ADVANCE ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม
ฝนตกตั้งแต่ตอนกลางคืนวันที่ 24 จนถึงเช้าก็ยังโปรยปรายต่อเนื่อง
หนักสลับกับเบา
แต่แทบไม่หยุดเม็ดเลย
ผมเดินออกมาดูฝนนอกห้องเรียนเป็นระยะๆ
แต่ยังไม่ได้กังวลอะไร
จนตอนเย็นก่อนจบหลักสูตร ผมเปิดเฟซบุ๊กดูเห็นรายงานข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่แยกเกษตรศาสตร์ของสำนักข่าว The Reporter
น้ำท่วมหนักมาก
พื้นที่น้ำท่วมห่างจากมหาวิทยาลัยศรีปทุมนิดเดียว
ผมเอารูปขึ้นจอให้ทุกคนดู เพื่อจะบอกว่าให้กินข้าวเย็นด้วยกันก่อน จะได้ไม่หิวระหว่างทาง
และวางแผนการเดินทางกลับบ้านดีๆ
ตอน 2 ทุ่ม ผมออกจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม ช่วงแรกไม่เท่าไหร่ แต่พอขึ้นจากอุโมงค์ที่หลักสี่ รถก็เริ่มติด
เข้าทางถนนเทพรักษ์ต่อวัชรพล
น้ำเริ่มท่วมเป็นจุดๆ
กลับถึงบ้านใช้เวลานานกว่าปกติเท่าตัว
ฝนก็ยังตกต่อเนื่องไม่หยุด
จากนั้นเป็นต้นมา “มหาอุทกภัย” ก็เริ่มขึ้น
ฝนที่กรมอุตุฯ บอกว่าไม่มีทางจะตกแบบไม่เห็นเดือนเห็นตะวันก็ได้เห็นกับสายตาตัวเอง
ตกจนต้องถามน้องฟ้าว่าเสียใจอะไรกันนักกันหนา
ร้องไห้ไม่หยุดเลย
ฟ้ามืดครึ้มทั้งวัน
และข่าวน้ำท่วมตามจุดต่างๆ ก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามา
หนักหนาสาหัสกว่าที่ใครจะคาดคิด
สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จาก “มหาอุทกภัย” ครั้งมีหลายเรื่อง
เรื่องแรก นิยามของคำว่า “มหาอุทกภัย” และ “ฝนตกทั้งวันทั้งคืน” ของกรมอุตุฯ กับ “ชาวบ้าน” นั้นแตกต่างกัน
จนถึงวันนี้อธิบดีและรองอธิบดีกรมอุตุฯ ยังไม่ยอมรับว่าฝนที่ตกต่อเนื่อง 3 วัน 3 คืน เป็น “ฝนตกทั้งวันทั้งคืน”
เพราะถ้าไม่หนักถึงระดับ “สีแดง” ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เขาไม่ถือว่าฝนตกทั้งวันทั้งคืน
เรื่องนี้น่าทำโพลถามคน กทม.จริงๆ ว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเราเรียกว่า “ฝนตกทั้งวันทั้งคืน” ได้หรือยัง
กรมอุตุฯ จะได้พูดภาษาเดียวกับชาวบ้านสักที
เรื่องที่สอง “ความเชื่อ” เป็นเรื่องสำคัญมากทางการเมือง หลังจากน้ำท่วมใหญ่ 2 วัน นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล กลับมาถึงเมืองไทย
เขาเดินทางไปที่การเคหะฯ คลองจั่นที่น้ำท่วมหนักมากทันที นั่งเรือเอาอาหาร น้ำ และถุงยังชีพไปแจก
แต่กลับได้รับเสียงโห่จากชาวแฟลต
จากนั้นไม่นาน “ชัชชาติ” ผู้ว่าฯ กทม. ก็นั่งเรือเข้าไปบ้าง
ปรากฏว่าได้รับเสียงตอบรับจากชาวแฟลตเป็นอย่างดี
ทั้งที่ผู้ว่าฯ ชัชชาติ คือ ผู้รับผิดชอบโดยตรงในเรื่องนี้
เหตุผลก็คือ คนรู้สึกว่า “ชัชชาติ” ทำงานหนัก ลงลุยพื้นที่ทั้งวันทั้งคืน
และเครดิตทางการเมืองของ “อนุทิน” สำหรับคนกรุงไม่ดีเลย
เรื่องที่สาม หลังจากฝนตกต่อเนื่อง 3 วัน
บ่ายวันจันทร์ เราเริ่มเห็นพระอาทิตย์เยื้องกรายออก
…แดดออก
เชื่อไหมครับ ผมไม่เคยรู้สึกดีใจที่เห็นแสงแดดเท่านี้มาก่อน
เหมือนได้เจอเพื่อนที่ไม่เจอมานาน
กลายเป็นแสงแห่ง “ความหวัง”
“มหาอุทกภัย” …จบสิ้นเสียที
