bg-single

น้ำท่วมที่รัฐบาลและผู้ว่าฯ เอาไม่อยู่

02.10.2026

บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

ภาพคุณอนุทิน ชาญวีรกูล แจกเงินให้ชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมในเขตสายไหมหัวละ 1,000 บาท พร้อมกับทำเสียงจุ๊ๆ ว่า “มีอยู่แค่นี้ เดี๋ยวเงินไม่พอ” ไม่ช่วยให้ประชาชนรู้สึกต่อรัฐบาลดีขึ้นเลย

มนุษย์ป้าที่รุมทึ้งเงินนั้นฟินแน่ แต่คนเป็นล้านไม่ฟินด้วย และมีคนอีกเยอะที่คิดว่านายกฯ มีปัญญาแก้ปัญหาน้ำท่วมแค่นี้หรือไง

คุณอนุทินพูดถูกว่าเงินแค่นี้ไม่ถึงครึ่งของเงินเดือนคุณอนุทิน แต่ประชาชนจะสบายใจกว่า ถ้าคุณอนุทินในฐานะนายกฯ ทำอะไรเรื่องน้ำท่วมมากกว่าแจกเงิน

เพราะรัฐบาลหลายชุดใช้เงินฟาดหัวประชาชน นายกฯ ที่ถูกตีเก๊ว่าดีแต่แจกก็เยอะไปหมด พอคุณอนุทินทำก็ยิ่งตอกย้ำภาพแจกเงินไปในทันที

ถ้าคนแจกเงินไม่ใช่นายกฯ แต่เป็น “เสี่ยหนู” คนทั้งประเทศคงชมว่าคุณอนุทินคือเศรษฐีใจบุญยิ่งกว่าเจ้าสัวทุกคน

แต่เมื่อคนแจกคือ “นายกฯ” ที่คุมงบประมาณปีละ 3.8 ล้านล้าน ซ้ำมีอำนาจเหนือหน่วยราชการทั้งหมด ภาพแจกเงินจึงจุดชนวนคำถามทันทีว่า ทำไมรัฐบาลไม่ทำอะไรอีกเยอะที่ควรทำ

ยกตัวอย่างง่ายๆ คลองจั่นและร่มเกล้าจมใต้น้ำแล้ว 7 วัน ตั้งแต่ฝนถล่ม กทม.ในคืนวันศุกร์ที่ 25 กันยายน ทั้งที่พื้นที่อื่นแห้งเกือบหมดแล้ว สองพื้นที่ยังจม คนไม่มีข้าวกินและถูกตัดน้ำตัดไฟมีเป็นพัน แต่รัฐบาลทำไม่มีปัญญาแม้แต่หาข้าวให้ชาวบ้านกินทุกมื้อ ต้องพึ่งเงินและกำลังคนจากภาคประชาชน

คำพูดว่า “มีรัฐบาลเหมือนไม่มี” ได้รับการพิสูจน์ว่าจริงจากการกระทำของรัฐบาลเอง

ยิ่งรัฐบาลเพิ่งถูกจับได้ว่าไม่ทำตามนโยบายหาเสียงเรื่องช่วยผู้เผชิญอุทกภัยครอบครัวละ 100,000 บาท รัฐบาลก็ยิ่งเปิดช่องให้คนวิจารณ์ว่าตอนหาเสียงบอกจะให้ 100,000 บาท

แต่เป็นนายกจริงๆ กลับให้แค่ 1,000 บาท

คนไทยตาสว่างมานานว่า “ประชาชนต้องช่วยกันเอง” ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมหรืออุทกภัย

ซ้ำเหตุการณ์น้ำท่วมที่คลองจั่นและร่มเกล้าก็ยืนยันว่าประเทศนี้เป็นแบบนี้ เพราะกลไกหลักซึ่งหาข้าวหาน้ำและช่วยชาวบ้านคือประชาชน จิตอาสา กู้ภัย พรรคการเมือง ส.ส. และ ส.ก. ไม่ใช่ กทม.และรัฐบาล

อย่างไรก็ดี น้ำท่วมใหญ่ในอดีตอย่างน่าน, อยุธยา, อุบลฯ, แม่สาย, หาดใหญ่ ฯลฯ อาจแก้ตัวว่าเกิดในพื้นที่ห่างไกลจน “รัฐ” และ “รัฐบาล” ตั้งตัวไม่ทัน เครื่องมือไม่พอ ตั้งงบไม่ได้

แต่น้ำท่วมหนนี้เกิดกลางกรุงเทพฯ ซึ่งรัฐบาลมีเงินและเครื่องมือพร้อมจนไม่ควรมีใครเดือดร้อนแบบตอนนี้เลย

ความล้มเหลวของรัฐบาล และ กทม.ในการช่วยคนถูกน้ำท่วมปีนี้ชัดเจนจนไม่มีอะไรเถียงกัน

ความล่าช้าเป็นปัญหาแน่ ความช่วยเหลือที่ไม่เป็นระบบมีปัญหาด้วย

แต่ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นในรอบนี้คือหลายพื้นที่เหมือนถูกรัฐบาล และ กทม.ทิ้งให้ช่วยตัวเองตามยถากรรม

ภรรยานายทหารสหรัฐไลน์หาผมตั้งแต่วันแรกที่น้ำท่วมว่าเธออยู่โซนแฮปปี้แลนด์ ไม่มีข้าว ไม่มีน้ำ และไม่ได้ความช่วยเหลือจากใคร เธออยู่กับน้องสาววัย 67 ปี ทั้งคู่มีโรคต้องพบหมอตามประสาคนสูงวัย โอกาสที่เธอกับน้องจะรอดชีวิตด้วยตัวเองจึงเป็น 0 หากไม่มีใครช่วยเหลือออกมา

หลังจากโทร.กลับเพื่อตรวจสอบว่าสถานการณ์ในพื้นที่ว่าเป็นอย่างไร ผมโทร.หาที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.ทันทีเพื่อแจ้งว่ามี “กลุ่มเปราะบาง” ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านอาหารและยา คำตอบที่ได้รับคือรถทหารจะเอาข้าวเอายาไปให้ชาวบ้านพื้นที่นั้นภายในวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันที่ 2 ที่น้ำท่วม กทม.

อย่างไรก็ดี เมื่อผมโทร.กลับไปหาภรรยานายทหารสหรัฐรายนั้นในวันจันทร์ คำตอบคือ ไม่มีใครส่งความช่วยเหลือเข้ามา มีรถทหารวิ่งเข้ามา 1 คัน แล้วกลับไปโดยไม่รู้ว่ามาทำไม

และคำตอบเป็นแบบนั้นจนวันอังคาร เธอและน้องสาวจึงเป็น “กลุ่มเปราะบาง” ที่ถูกน้ำล้อมเป็นเวลาติดต่อกัน 4 วัน

เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกับคนอื่นที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงก็ได้คำตอบเดียวกัน เพียงแต่กรณีอื่นอยู่พื้นที่อย่างหมู่บ้านการเคหะ พระยาสุเรนทร์ ฯลฯ ที่อยู่ไกลออกไป พื้นที่แบบนี้จึงเป็นตัวอย่างว่าประชาชนถูกทิ้งให้ดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นคนติดเตียง ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือใครก็ตาม

คำถามคือ กทม. กองทัพ และรัฐบาลซึ่งมีทั้งคน, งบ และเครื่องมือปล่อยให้เกิดเหตุแบบนี้ติดต่อกัน 7 วันได้อย่างไร

ใครเป็นคนตัดสินใจว่าพื้นที่ไหนสำคัญอันดับต้นๆ จนต้องช่วยเหลือด่วน พื้นที่ไหนเข้าไปช่วยทีหลัง และพื้นที่ไหนที่รัฐทำเป็นไม่เห็นไปเฉยๆ แล้วปล่อยให้ประชาชนช่วยตัวเอง

แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้เป็นคำถามที่ไม่มีใครยอมตอบ เพราะเป็นคำถามที่ไม่ควรเกิด และที่จริง กทม. กองทัพ และรัฐบาลล้วนมีคน, มีเงิน และมีเครื่องมือมากพอจะช่วยทุกคนในทุกพื้นที่ได้ทั้งหมด

การเลือกช่วยคนบางพื้นที่แล้วปล่อยบางพื้นที่ตามยถากรรมจึงสะท้อนความห่วยของหน่วยงานรัฐทั้งหมด

คำอธิบายของรัฐบาล และ กทม. คือ น้ำท่วมรอบนี้เกิดจากฝนตกซ้ำๆ ในพื้นที่เดิมจน กทม.เอาไม่อยู่, น้ำท่วมในพื้นที่ต่ำทางภูมิศาสตร์, คลองเต็ม และพื้นที่อยู่ไกลจากระบบระบายน้ำทั้งหมด ซึ่งทั้งหมด เป็นข้อเท็จจริงแน่ แต่ทั้งหมดนี้แปลว่ารัฐบาลและ กทม.กำลังจะบอกว่าปัญหานี้แทบจะแก้ไม่ได้เลย

จุดเน้นของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คือแก้ปัญหาน้ำท่วมโดยทะลวง “เส้นเลือดฝอย” ด้วยวิธีขุดลอกท่อระบายน้ำและคลอง

แต่น้ำท่วมรอบนี้แสดงให้เห็นว่าวิธีนี้แก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำขังพื้นที่ต่ำไม่ได้ ทำได้แค่รอให้น้ำลดหรือระเหยไปเอง แล้วค่อยใช้การระดมเครื่องสูบน้ำเสริมอย่าง “ท่อซิ่ง” ปัจจุบัน

ในฐานะกรรมการงบประมาณ กทม.ปี 2570 ผมพบว่าเทคโนโลยี 2 อย่างที่ กทม.ยุคชัชชาติมีแผนใช้เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม โดยทฤษฎี “เส้นเลือดฝอย” คือรถดูดเลนและเรือขุดลอกคูคลอง

แต่แนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ต่ำอย่างรามคำแหง บางกะปิ คลองจั่น เพชรบุรีตัดใหม่ยังไม่ชัดเจนอย่างที่ควรเป็น

พื้นที่น้ำท่วมหนักปี 2569 เกือบทั้งหมดคือพื้นที่ซึ่งเคยน้ำท่วมหนักสมัยปี 2526 ซึ่งแปลว่า กทม.แก้ปัญหานี้ไม่ได้ ทั้งที่เวลาผ่านไปเกือบ 40 ปีเศษๆ

แต่นั่นยิ่งหมายความว่าพื้นที่แบบนี้ควรเป็นพื้นที่ธงแดง (Red Flag) ที่ระบบแจ้งเตือน, การขนคน และการช่วยเหลือยามวิกฤตต้องดีกว่าพื้นที่อื่นด้วยเช่นกัน

เรื่องที่คนไทยเถียงกันมากคือ น้ำท่วมปี 2569 กับปี 2554 อะไรรุนแรงกว่ากัน

แน่นอนว่า สองเหตุการณ์นี้เป็นคนละกรณี เอามาเทียบกันตรงๆ ไม่ได้ (Incommensurability) แต่การที่คนจำนวนมากถามแบบนี้สะท้อนความรู้สึกว่าน้ำท่วมปี 2569 รุนแรงกว่าน้ำท่วมปี 2554 อย่างปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน

พื้นที่เป็นเรื่องแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่รัฐต้องจัดการปัญหาเหนือพื้นที่ให้ได้ และสิ่งที่ต้องไม่เกิดเลยคือการทิ้งคนบางโซนในบางพื้นที่ให้เผชิญปัญหาตามยถากรรมอย่างปัจจุบัน

ประเทศไทยต้องการนายกฯ และผู้ว่าฯ ที่แก้ปัญหาระยะยาวมากกว่าแจกเงินแจกของไปวันๆ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

น้ำท่วมที่รัฐบาลและผู้ว่าฯ เอาไม่อยู่
ศ.สุรชาติ บำรุงสุข กางโจทย์ที่แก้ไม่ได้ ข้ามไม่พ้น รัฐบาลอนุทินต้องผจญปีนี้และปีหน้า
ธงทอง จันทรางศุ : เดิน ‘ถนน’ ที่นครพนม และเกร็ด ‘วิวาท’ คนต่างชาติพันธุ์
“คุณหญิงสุดารัตน์” ขอผู้ว่าฯชัชชาติแจง หากไม่ทำแก้มลิง 6 แห่ง จะทำโครงการใดทดแทน ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือมากกว่า
เส้นทางความรักของ ‘กัปตัน ภูธเนศ’ และ ‘เอ้ก บุษกร’ สู่วันปิดฉากชีวิตคู่
สรุปคดีดังเมืองปราจีน ฆ่า ‘ส.จ.โต้ง’ คาบ้านใหญ่ นิติวิทยาศาสตร์คืนความยุติธรรม ประหาร ‘โกทร-ลูกสมุน’
ฤดูกาล โรฮิงญามาถึงอีกแล้ว
งานน้ำท่วมแค่น้ำจิ้ม! ต่อไป ‘งานหิน’ พิสูจน์ฝีมือ ผบ.ตร.คนใหม่ บนหนทางวิกฤตศรัทธา ประชาชน
สี-ทรัมป์เห็นพ้อง 8 ประการ มุ่งสร้างสัมพันธ์เสถียรภาพ เชิงยุทธศาสตร์
เดนตายในผ้าเหลือง : เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย สุดท้ายได้เป็นนักเรียน
พลังงานนิวเคลียร์กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จาก ‘เนเน่’ ถึง ‘ลิซ่า’ ซูเปอร์ ซอฟต์เพาเวอร์ของแท้ โชว์พลัง ‘งาม’ หญิงไทย บนเวทีโลก