‘ขวาไทย’ ในอีก 50 ปีต่อมา | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
วาระ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นำไปสู่กิจกรรมการรำลึกความทรงจำที่หลากหลาย โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การไม่ลืมและไม่ยอมเงียบงันต่ออาชญากรรมที่รัฐไทยเคยก่อขึ้น
อย่างไรก็ดี อีกหนึ่งประเด็นที่น่าขบคิดอยู่ไม่น้อย คือ สถานภาพของ “ฝ่ายขวาไทย” หลังเวลาผ่านไปกึ่งศตวรรษ
ถ้าผลลัพธ์จากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ (ในการทำลายล้าง) ทางการเมืองที่สูงมากจนน่าสะพรึงกลัวของ “เครือข่ายฝ่ายขวา” แทบทุกกลุ่มก้อนที่รวมพลังกันเพื่อพิทักษ์ปกป้อง “หัวใจ” ของพวกตน
มีทั้งผู้ใช้อำนาจในนามรัฐ ผู้สนับสนุนในภาคสังคม เจ้าหน้าที่ที่ใช้อาวุธ พลเรือนที่ปลุกระดมผ่านสื่อ หรือพลเมืองที่ร่วมเชียร์-เฉลิมฉลองให้แก่การเข่นฆ่าพลเมืองด้วยกันเอง ซึ่งต่างออกปฏิบัติการทางการเมืองอย่างสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
คำถามใหม่ก็คือ 50 ผ่านไป เกิดอะไรขึ้นกับ “ฝ่ายขวาไทย” ณ ปัจจุบัน?

หลายท่านคงพอสังเกตได้ว่า ในช่วงไม่กี่เดือนไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ดูเหมือนจะมี “อาการแปลกๆ” บังเกิดขึ้นกับองคาพยพของฝ่ายขวาไทยทั้งระบบทั้งขบวน
อาการแรกที่พึงนำมาวินิจฉัย ก็คือ สุนทรพจน์ล่าสุดของอดีตนายกรัฐมนตรี “อานันท์ ปันยารชุน” ที่คนจำนวนไม่น้อยยกย่องให้เป็น “อนุรักษนิยมแท้ที่มีความเป็นเสรีนิยม” มากที่สุดคนหนึ่งของบ้านเมืองนี้
แต่เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคม อดีตนายกฯ อานันท์ กลับเพิ่งออกมาแสดงความเห็นดังๆ ว่า สังคมไทยตอนนี้ไม่ได้มี “อนุรักษนิยม” ทว่า เรามีแค่พวก “อำนาจนิยม”
ถ้าตีความต่อจากคำกล่าวของคุณอานันท์ นั่นก็หมายความว่า กลุ่มผู้ครองอำนาจรัฐในระยะหลังที่มักถูกวิเคราะห์ วิจารณ์ ประทับตราว่าเป็น “ฝ่ายขวา-อนุรักษนิยม” นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงคณะผู้ปกครองที่มีลักษณะ “อำนาจนิยม”
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงอาจมิได้มีความสามารถสูงส่งพอที่จะอนุรักษ์รักษาสิ่งดีงามต่างๆ ที่ตกทอดมาจากอดีต ให้ยังทรงคุณค่าและดำรงอยู่อย่างสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันและอนาคต
อาการที่สองซึ่งเกิดมาได้พักใหญ่แล้ว ก็คือการเคลื่อนไหวของเครือข่ายบุคคลที่ถูกมองว่าเป็น “ฝ่ายอนุรักษนิยมดั้งเดิม” รวมทั้งองค์กรอย่าง “ราชบัณฑิตยสภา” ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการลงมติในคดีฮั้ว ส.ว. ของ กกต. เสียงส่วนใหญ่ และรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ออกแบบกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ อย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง เผ็ดร้อน จริงจัง

ในอีกด้านหนึ่ง อาการแปลกประหลาดข้อสุดท้ายที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ก็คือ “รัฐบาล/ระบอบสีน้ำเงิน” ยังคงเดินหน้าฝ่าฟันภัยคุกคามทั้งหลายเหล่านั้นด้วยความมั่นอกมั่นใจจนน่าทึ่ง
พร้อมความฝันจะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกหลายสมัย, การรุกกลับใส่กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล โดยตัวแทน ส.ว.เสียงข้างมาก, การจัดทัพโยกย้ายข้าราชการระดับสูงได้ตามใจปรารถนา, การไม่หวั่นเกรงข้อครหา “สีเทา” ที่ลามมาถึงคนใกล้ตัวของ ส.ส. บางคนในพรรคแกนนำรัฐบาล
ตลอดจนการพยายามเข้าไปจัดการถอดรื้อรูปแบบงบประมาณของสถานีโทรทัศน์สาธารณะ และองค์กรในเครือข่าย “ตระกูล ส.” ซึ่งมีภาพลักษณ์ที่ค่อนข้างเชื่อมร้อยอยู่กับกลุ่ม “คนดี-อนุรักษนิยม” มาอย่างแนบแน่นยาวนาน
นี่คือการเดินหน้าอย่างมั่นอกมั่นใจ โดยไม่จำเป็นต้องมีผลงานดีเด่น ทั้งในเรื่องการสร้างความชอบธรรมทางการเมือง การพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาอุทกภัย หรือไม่จำเป็นต้องมีเครือข่ายภาคประชาสังคม-ราษฎรอาวุโสมาคอยหนุนหลัง
เป็นความมั่นใจที่คล้ายจะถือกำเนิดขึ้นมาจากความเชื่อที่ว่า พวกตนสามารถยึดกุม “หัวใจ” ของฝ่ายขวาไทยเอาไว้ได้เรียบร้อยแล้ว


กระนั้นก็ตาม ความมั่นใจเช่นนั้นดูจะวางอยู่บนพื้นฐานที่สุ่มเสี่ยงมิใช่น้อย
เพราะการหลงคิดว่าตนเอง “เข้าใจ” ฝ่ายขวาไทยอย่างกระจ่างแจ้ง เนื่องจากสามารถเข้าถึง “หัวใจ” ขององคาพยพดังกล่าวได้ อาจจะทำให้เผลอละเลยจนลืมทำความเข้าใจความสัมพันธ์ทางอำนาจและพลวัตทางอำนาจของ “เครือข่ายฝ่ายขวาไทยทั้งระบบ” ที่ไม่เคยหยุดนิ่งตายตัว
ทำให้ลืมทำความเข้าใจไปว่า ณ ห้วงเวลาหนึ่งที่ “ฝ่ายขวา-อนุรักษนิยมไทย” เคยมีศักยภาพทางการเมืองขึ้นสู่จุดสูงสุด มีความชอบธรรมทางการเมืองสูงสุด ครองอำนาจนำสูงสุดนั้น
เป็นเพราะพวกเขาทำงานผ่านเครือข่ายอันไพศาลกว้างขวาง เชื่อมรัฐโยงภาคประชาสังคมเข้าหากันอย่างสลับซับซ้อน และสร้างพันธมิตรจำนวนมากมาย (มิใช่สร้างศัตรูไม่หยุดหย่อน)
ความมั่นใจจนเกินเลยและการลืมทำความเข้าใจในบางเรื่องราวข้างต้น จะนำไปสู่การมองเห็นสภาพการณ์เพียงแค่ส่วนเสี้ยวกระจุกเดียว แต่เห็นไม่ครบทุกองคาพยพ หรือการเห็นต้นไม้แค่ต้นเดียว แต่มองไม่เห็นป่าทั้งผืน
ใครก็ตามที่คำนึงถึงความสุ่มเสี่ยงนี้ ย่อมตระหนักได้เองว่า การเมืองของฝ่ายขวาไทยในปลายทศวรรษ 2560 ต่อทศวรรษ 2570 มิได้มีความสงบนิ่งและเปี่ยมไปด้วยเสถียรภาพอย่างที่เข้าใจกัน
