บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ใครๆ ก็รู้ว่าไทยพีบีเอสเป็นองค์กรสื่อที่มั่นคงที่สุดในประเทศไทย เพราะขณะที่สื่อทุกประเภทจากทุกค่ายต้องหัวหมุนหาเงินทำงานทุกปี ไทยพีบีเอสมีเงินเข้ามาปีละ 2,000 กว่าล้าน ติดต่อกัน 18 ปีแล้ว เท่ากับเป็นองค์กรสื่อแห่งเดียวที่ได้เงินไปเกือบ 40,000 ล้านโดยไม่เคยต้องหาเงินอะไรเลย
NBT เป็นสื่อที่มั่นคงเหมือนไทยพีบีเอสเช่นกัน เพราะแต่ละปีได้งบประมาณราว 2,000-3,800 ล้าน หรือเท่ากับ 18 ปีได้เงินไปแล้วกว่า 51,000 ล้าน มากกว่าไทยพีบีเอสในช่วงเดียวกันนิดๆ
แต่ NBT ต้องทำงบประมาณเสนอรัฐบาลพิจารณาทุกปี ส่วนไทยพีบีเอสอยู่เฉยๆ ก็มีเงินโอนเข้าบัญชี
อย่างไรก็ดี ปัญหาของ NBT คือคนไทยไม่ดู NBT เลย ต่อให้ช่องจะมีเงินเยอะจนอุปกรณ์ทำงานดีๆ มาก สำรวจกี่ครั้งเรตติ้งทีวีของช่องก็อยู่กลุ่มต่ำสุดตลอดกาล ผู้ชมไลฟ์ออนไลน์เฉลี่ยอยู่ที่ 250-500 คนซึ่งต่ำจนควรเลิก เพราะช่องได้งบประมาณจากรัฐจนไม่มีใครเชื่อถือการทำหน้าที่สื่อมวลชนเลย
สำหรับคนที่อยากยึดไทยพีบีเอสโดยอ้างเรื่องเปลืองเงินหรือวินัยการคลัง NBT คือช่องซึ่งควรโดนยุบไปเลยมากกว่าเยอะ เพราะงบประมาณต่อปีมากกว่าไทยพีบีเอส 1 เท่าตัว เครื่องมือดีกว่า ทั่วโลกไม่มีประเทศไหนมีโทรทัศน์รัฐบาลแบบนี้ แต่ NBT กลับไม่มีใครพูดเรื่องยุบเพราะทุกคนอยากคุม NBT
ไทยพีบีเอสได้เงินทุกปีเหมือน NBT แถมอาจดีกว่าในแง่ทำอะไรก็ได้เงิน แต่ไทยพีบีเอสก็มีปัญหาอีกแบบ รัฐบาลจึงฉวยโอกาสยื่นกฎหมายเพื่อทำลายไทยพีบีเอสด้วยเช่นกัน
อดีตซีอีโอช่องใหญ่คนหนึ่งบอกผมว่าไม่มีอะไรมีความสุขกว่ามีคนเอาเงินให้ทำงานทุกปี ต่อให้ไม่ทำอะไรเลย วิธีจัดงบประมาณแบบนี้ทำให้ไทยพีบีเอสมั่นคงแน่ แต่เป็นความมั่นคงที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมสูงตามมาด้วย เพราะไม่ควรมีใครแค่ทำงานครบปีก็ได้เงินไปทำงานอีก 2,000 ล้านเลย
อาจมีคนโต้แย้งว่า สสส., กองทุนผู้สูงอายุ หรือกองทุนพัฒนากีฬา ก็อยู่เฉยๆ แล้วได้เงินแบบนี้เหมือนกัน แถมได้มากกว่าเพราะแต่ละแห่งได้งบประมาณเฉลี่ยต่อปี 4,000 ล้าน แต่ทั้งสามองค์กรเป็นองค์กรให้ทุนซึ่งเอาเงินไปให้คนอื่นต่อ ไทยพีบีเอสจึงเป็นองค์กรเดียวที่ได้เงินแบบนี้เงินเข้ากระเป๋าตัวเองเต็มๆ
เหตุผลเดียวที่สังคมยอมจ่ายให้ไทยพีบีเอสแบบนี้คือไทยพีบีเอสต้องปกป้อง “ประโยชน์สาธารณะ”
คำว่า “ทีวีสาธารณะ” จึงไม่ได้มีความหมายแค่ทำทีวี, ทำข่าว หรือทำรายการทอล์กโดยไม่มีโฆษณา
แต่หมายถึงทุกอณูในไทยพีบีเอสต้องพิสูจน์จนสังคมเห็นว่าทำเพื่อ “ประโยชน์สาธารณะ” จริงๆ
พูดแบบนี้เหมือนง่าย แต่จริงๆ แล้วยาก เพราะแปลว่าทุกปีที่ไทยพีบีเอสอยู่เฉยๆ แล้วได้เงินไปปีละกว่า 2,000 ล้าน ไทยพีบีเอสมีภารกิจที่ต้องทำให้คนเชื่อ 3 เรื่อง ในประเทศที่มีคนกว่า 65 ล้านคน
1. ไทยพีบีเอสต้องทำงานเพื่อ “ประโยชน์สาธารณะ” ระดับ 100% ถึงจุดที่ไม่มีองค์กรอื่นทำได้เลย เพราะถ้ามีองค์กรอื่นทำได้ ก็แปลว่าสังคมไม่มีความจำเป็นต้องให้เงินไทยพีบีเอสไปใช้ทุกปี
2. “ประโยชน์สาธารณะ” ต้องได้สัดส่วนกับเงินที่ไทยพีบีเอสได้ปีละกว่า 2,000 ล้าน หรือ 18 ปีเกือบ 40,000 ล้าน และต้องมีตัวชี้วัดที่ “สาธารณะ” วัดค่าได้จริงๆ ไม่ใช่คิดไปเอง
3. ต้องไม่มีใครได้ “ผลประโยชน์” ในนามของ “ประโยชน์สาธารณะ” ถึงจุดที่ “ทีวีสาธารณะ” กลายเป็นช่องทางจัดสรรผลประโยชน์แบบผูกขาดให้คนในองค์กรทีวีสาธารณะเอง
ฝ่ายต้านไทยพีบีเอสบางคนโจมตีว่าช่องคือ “ปรสิตทางงบประมาณ” หรือ Budegetary Parasitism ซึ่งเป็นคำที่ใส่ร้ายไทยพีบีเอสเกินไป เพราะคำว่า “ปรสิต” ชี้นำให้คนคิดว่ามีคนเกาะไทยพีบีเอสเหมือนปลิงดูดเลือด Host จนตาย ซึ่งทุกองค์กรมีคนที่โกยเงินโดยไม่สร้างความเจริญแน่
แต่คำนี้มีความหมายมากกว่าที่พูดกัน
หลักการของ “ทีวีสาธารณะ” คือสังคมยอมให้ปีละ 2,000 ล้านเพราะเชื่อว่า “ประโยชน์สาธารณะ” จะได้รับการปกป้องมากกว่าช่องอื่นที่สังคมไม่ได้จ่าย เพราะถ้าช่องอื่นปกป้องประโยชน์สาธารณะได้มากกว่า สังคมก็ไม่มีความจำเป็นต้องจ่ายเงินให้ไทยพีบีเอสทุกปีต่อไป
ในแง่เศรษฐศาสตร์นั้น “ปรสิตทางงบประมาณ” หมายถึงภาวะที่ “งบประมาณ” กลายเป็นเป้าหมายขององค์กรจนการหาเงินให้ตัวเองสำคัญกว่า “เป้าหมาย” องค์กร พูดง่ายๆ สังคมจัดสรร “ทรัพยากร” ให้ไทยพีบีเอสเพื่อให้ไทยพีบีเอสทำเรื่องที่มีคุณค่าอย่าง “ประโยชน์สาธารณะ” ไม่ใช่แค่ให้บางคนมีงานทำ
“ทีวีสาธารณะ” ทั่วโลกมีหลักการว่าต้องไม่พึ่งพิงงบประมาณรัฐบาล เพราะ “ประโยชน์สาธารณะ” อาจขัดแย้งกับ “ผลประโยชน์ของรัฐ”
หน้าที่ของ “ทีวีสาธารณะ” จึงได้แก่การตรวจสอบ “รัฐ” และ “รัฐบาล” อย่างเข้มข้นจนประโยชน์สาธารณะถูกปกป้องแบบที่สื่ออื่นไม่มีโอกาสทำได้จริงๆ
อย่างไรก็ดี การตรวจสอบรัฐไม่ได้หมายถึงแค่ทำรายการด่ารัฐบาล เพราะสื่อที่วิจารณ์รัฐบาลมีเยอะ สิ่งที่ขาดคือสื่อที่ตรวจสอบรัฐบาลโดยข้อมูลที่รอบด้าน ซึ่งมีฐานจาก Investigative Journalism และการตรวจสอบ Blind Spot ที่รัฐไม่ทำอย่างสิ่งแวดล้อม เด็ก การแย่งชิงทรัพยากรท้องถิ่น ฯลฯ
ควรระบุด้วยว่างบประมาณ 2,000 ล้านของไทยพีบีเอสถูกใช้เพื่องานที่สื่ออื่นไม่มีเงินมากพอจะทำอย่าง The Active, Policy Watch, นักข่าวพลเมือง และการสร้างเครือข่ายสาธารณะ ซึ่งทั้งหมดปกป้อง “ประโยชน์สาธารณะ” มากกว่ารายการทอล์กที่กลายเป็นการวิจารณ์ตัวบุคคลทางการเมืองด้วยซ้ำไป
หนึ่งในประเด็นที่ไทยพีบีเอสถูกโจมตีมากที่สุดคือการกลายเป็นช่องทางทำมาหากินของคนไม่กี่คน สื่อที่วิจารณ์เรื่องนี้มีเยอะ คนที่พูดโดยไม่อยากเปิดเผยตัวยิ่งเยอะขึ้นไปอีก และรัฐบาลกับเครือข่ายก็ใช้ปัญหานี้เป็นข้ออ้างในโจมตีไทยพีบีเอสว่างานทีวีของไทยพีบีเอสถูกยึดโดยกลุ่มขาประจำไม่กี่คน
ไทยพีบีเอสต้องเป็นอิสระจากรัฐบาล แต่ความเป็นอิสระต้องไม่ใช่การตีเช็คเปล่าให้คนบางกลุ่มแบ่งรายการ, แบ่งแอร์ไทม์, แบ่งงบประมาณ, แบ่งค่าตัว, แบ่งงาน Outsource, แบ่งโควต้าพิธีกร ฯลฯ ตามใจชอบ
เพราะปัญหานี้คือต้นตอของการทำงานไม่มีคุณภาพซึ่งสร้างปัญหาความไม่เชื่อมั่นไทยพีบีเอสเอง
ภูมิใจไทยไม่เคยหาเสียงเรื่องรื้อไทยพีบีเอส, สสส. หรือกองทุนอื่นๆ เท่ากับสังคมไม่เคยให้อำนาจรัฐบาลทำเรื่องนี้ เงินที่กองทุนเหล่านี้ได้รวมต่อปีคือ 14,000 ล้าน ซึ่งไม่มีผลต่อวินัยการเงินการคลังแม้แต่น้อย แรงขับของรัฐบาลจึงมาจากอคติต่อกองทุนลักษณะนี้ แปลว่ารัฐบาลควรยุติเรื่องนี้ทันที
รัฐบาลไม่น่าไว้ใจในการแก้ปัญหาไทยพีบีเอส
แต่ไทยพีบีเอสก็ต้องทำให้สังคมไว้ใจด้วยว่า “ทีวีสาธารณะ” จะไม่ใช่แค่โอกาสทำมาหากินของคนหน้าเดิมๆ ที่ระดมคนพวกเดียวกันเข้าไปตลอดชีวิต
เพราะทั้งหมดนี้คือจุดอ่อนที่เห็นได้ชัดที่สุดซึ่งขัดแย้งที่สุดกับหลักการ “ทีวีสาธารณะ” ในทุกสังคม
อย่ารอให้ถึงจุดที่คนไม่ไว้ใจไทยพีบีเอสจนยอมให้รัฐบาลคุมไทยพีบีเอสเอง
