ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
หลังจากหายไป 2 ปี งานมหกรรมหนังสือครั้งนี้ผมจะมีหนังสือเล่มใหม่แล้วครับ
“ความไม่รู้ คือ ความรู้อย่างหนึ่ง”
เป็นฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ เล่มที่ 37 ครับ
วิ่งไล่ “เพชรพระอุมา” มาแล้วครับ
ผมเพิ่งปิดต้นฉบับเสร็จเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
พออ่านจบ ประโยคในหัวก็ดังขึ้นมา
“ใครเขียนหนังสือเล่มนี้นะ เขียนดีจริงๆ”
แต่เป็นคำพูดที่อยู่ในหัวครับ
…ไม่กล้าเขียน
“ความไม่รู้ คือ ความรู้อย่างหนึ่ง” เป็นคำที่ผมใช้มานาน แทรกอยู่ในหนังสือของผมหลายเล่ม
ใช้เพราะเชื่อแบบนั้นจริงๆ
ประสบการณ์ตรงตอนทำงานที่ต้องมารับผิดชอบงานที่ “ไม่รู้” มาก่อน
ทำให้ผมรู้ว่า “ความไม่รู้” ทำให้เรามีคำถามมากมาย
และจินตนาการที่ไม่มีขีดจำกัด
ช่วงหลังพอได้ทำงานที่ไม่เคยมีความรู้มาก่อน ผมจึงไม่กลัว
และได้ประสบการณ์เพิ่มจาก “ความไม่รู้”
สนุกมาก
หนังสือ “ความไม่รู้ คือ ความรู้อย่างหนึ่ง” จะเปิดพรีออร์เดอร์วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคมนี้
และขายในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ วันที่ 23 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2569
ที่บูธสำนักพิมพ์มติชนครับ

เวลาที่พูดถึง “ความรู้-ความไม่รู้” ผมจะนึกถึง “โสเครติส” นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก
“โสเครติส” เป็นมนุษย์ประหลาดที่สงสัยและใช้คำถามเปลืองมาก
ครั้งหนึ่ง “คีรีฟอน” เพื่อนของเขาไปวิหารเทพอะพอลโลถามเทพพยากรณ์ที่เดลฟีว่ามีใครฉลาดกว่าโสเครติสหรือไม่
เทพพยากรณ์ตอบว่า “ไม่มี”
เพื่อนเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ “โสเครติส” ฟัง
ถ้าเป็นคนอื่นอาจดีใจในคำชม แต่ “โสเครติส” ไม่เชื่อ เพราะรู้ว่ายังมีหลายเรื่องในโลกที่เขาไม่รู้
นอกจากไม่ยอมรับคำชม เขายังตั้งคำถามกับคำชมด้วย
เพราะเขาเชื่อว่าน่าจะมีคนที่ฉลาดกว่าเขา
วิธีการง่ายๆ ก็คือ เดินไปหาคน 3 กลุ่ม ที่ “โสเครติส” คิดว่ามีปัญญาเฉลียวฉลาด
กลุ่มแรก คือ “นักการเมือง” กลุ่มคนที่เชื่อมั่นในความฉลาดของตัวเอง
วิธีการสนทนาของ “โสเครติส” จะใช้การตั้งคำถามถึงเรื่องต่างๆ
ความยุติธรรมคืออะไร
คนดีหมายถึงอะไร ฯลฯ
“การฮั้ว ส.ว.ถูกต้องหรือไม่”
คำถามนี้ไม่มีนะครับ
เป็นแค่เสียงในหัว 555
“โสเครติส” จะตั้งคำถามให้นักการเมืองตอบ
และเขาจะถามจาก “คำตอบ” ไปเรื่อยๆ
เช่น นักการเมืองบอกว่า “ความยุติธรรม คือ การให้ทุกคนได้รับสิ่งที่สมควรได้รับ”
“โสเครติส” ก็จะถามว่า “ใครเป็นผู้ตัดสินว่าใครเป็นผู้สมควรได้อะไร”
หรือ “ผู้ตัดสินอาจตัดสินผิดได้หรือไม่”
เช่น กกต. ป.ป.ช.
ขอโทษครับ เสียงในหัวดังอีกแล้ว
หรือ “ถ้าผู้ปกครองเข้าใจผิด การทำตามคำตัดสินนั้นยังถือว่ายุติธรรมหรือไม่”
“โสเครติส” ไม่ได้เสนออะไรเลย
เขาใช้คำถามเพื่อให้คู่สนทนามองเห็นว่าคำตอบที่มั่นใจนั้นมีช่องโหว่หรือขัดแย้งกับคำตอบก่อนหน้านี้
ถ้าคนที่ “น้ำไม่เต็มแก้ว”
คำถามของ “โสเครติส” จะทำให้เขาฉลาดขึ้น
แต่นักการเมืองที่เขาถาม ไม่มีใครขอบคุณเขาเลย
มีแต่ความไม่พอใจ

จาก “นักการเมือง” เขาไปคุยกับ “กวี” และ “ช่างฝีมือ”
ทั้ง 2 อาชีพ ต่างรู้ในเรื่องของเขา
แต่เพราะความรู้ในเรื่องกวีและช่าง ทำให้เขาคิดว่าตัวเองฉลาดในเรื่องอื่นด้วย
ความรู้ที่มีอยู่จริง จึงถูกขยายออกไปเกินขอบเขตของมัน
ในที่สุด “โสเครติส” ก็ตีความคำพยากรณ์ใหม่
เทพเจ้าไม่ได้บอกว่า “โสเครติส” เป็นผู้รู้ทุกเรื่อง
ไม่ได้บอกว่าเขามีคำตอบมากกว่าคนอื่น
แต่เทพเจ้าใช้ “โสเครติส” เป็นตัวอย่าง เพื่อจะบอกว่ามนุษย์ที่ฉลาดที่สุด คือ คนที่เข้าใจว่าความรู้ของมนุษย์มีขอบเขตจำกัด
อย่าเติม “ความมั่นใจ” ลงในช่องที่ความรู้ของเราไปไม่ถึง
มีประโยคหนึ่งในหนังสือ Apology ที่ “เพลโต” เขียน
“โสเครติส” บอกว่า “เขาไม่รู้ แต่คิดว่าตนรู้
ส่วนข้าพเจ้าไม่รู้ และไม่คิดว่าตนรู้”
ครับ “ความรู้” ที่มีค่าที่สุด อาจไม่ใช่ “เรารู้อะไร”
แต่เป็นการยอมรับว่า “เราไม่รู้อะไร”
อีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของ “สตีฟ จอบส์” ครับ
ในปี 1985 “จอบส์” ต้องออกจากแอปเปิล บริษัทที่ตัวเองร่วมก่อตั้ง
ตอนนั้นเขาอายุสามสิบ
จากคนหนุ่มที่สร้างบริษัทจนเติบโต กลายเป็นคนที่ต้องออกจากบริษัทของตัวเอง
ปาฐกถาของ “จอบส์” ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เขาเล่าว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เขาเจ็บปวด
แต่เมื่อมองย้อนกลับไป การถูกให้ออกจากแอปเปิลกลับเป็นช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต
เพราะเขากลับไปเป็น “มือใหม่” อีกครั้ง
ไม่มี “ความสำเร็จ” ของ “แอปเปิล” ให้แบกหาม
จากนั้น “จอบส์” ตั้งบริษัทคอมพิวเตอร์ชื่อ NeXT
และในปี 1986 ก็ลงทุนให้ทีมคอมพิวเตอร์กราฟิกแยกออกจากลูคัสฟิล์ม กลายเป็นบริษัท พิกซาร์
“พิกซาร์” วันนั้นไม่ได้เป็นสตูดิโอหนังแอนิเมชั่นที่เรารู้จักในวันนี้
ธุรกิจหลักของ “พิกซาร์” คือ ขายคอมพิวเตอร์ประมวลผลภาพชื่อ Pixar Image Computer
ซึ่งเป็นธุรกิจที่ “จอบส์” เชี่ยวชาญ
“พิกซาร์” เริ่มหันเหไปทำหนัง ซึ่งเป็นธุรกิจที่ “จอบส์” ไม่มีความรู้
ปี 1991 “พิกซาร์” ร่วมมือกับ “ดิสนีย์” สร้างหนัง Toy Story
ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่
และมีหนังดังๆ เรื่องต่างๆ ตามมามากมาย
ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า “จอบส์” เรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งที่เขา “ไม่รู้” อย่างไร
เพราะบุคลิกของ “จอบส์” นั้นมีความเชื่อมั่นสูง
และค่อนข้างเผด็จการ
“แคตมัลล์” เล่าว่า “จอบส์” ยอมรับว่าเขาไม่รู้เรื่องหนัง
ยอมที่จะไม่เข้าประชุม Braintrust ซึ่งเป็นวงสนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแก้ปัญหาของหนัง
เพราะลูกน้องบอกว่าถ้า “จอบส์” เข้าประชุม คนจะเกรงใจไม่กล้าแสดงความเห็นเต็มที่
เขายอมรับว่าถ้าไม่อยู่ในห้องประชุมนี้ จะทำให้งานดีขึ้น
แต่ “จอบส์” ยังดูหนังและให้ความเห็นตรงๆ กับทีมเหมือนเดิม
เพียงแต่เขาบอกว่าตัวเขาไม่ใช่คนทำหนัง
ดังนั้น ทีมไม่ต้องทำตามสิ่งที่เขาพูดทุกเรื่อง
“แคตวัลล์” ยืนยันว่า “จอบส์” ทำอย่างนั้นจริงๆ
และผู้กำกับก็ทำแบบที่ “จอบส์” บอกเหมือนกัน
คือ ไม่ทำตาม
“จอบส์” ไม่ได้นำความสำเร็จการคิดนวัตกรรมใหม่ๆ ของแอปเปิลมาเป็นใบรับรองว่าตนเองรู้วิธีทำหนังเก่งกว่าผู้กำกับ
เขารู้ว่าเขารู้อะไร
และรู้ว่าไม่รู้อะไร
นี่คือ “เคล็ดลับ” การบริหาร “พิกซาร์”
ของ “โสเครจอบส์”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
