บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ผลเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมแบบโคตรแลนด์สไลด์คือฝันร้ายของรัฐบาลและทุกเครือข่ายที่หนุนรัฐบาล
ทันทีที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าชนะเลือกตั้งถล่มทลายทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง คนจากสีน้ำเงิน, สีเหลือง, สีแดง ฯลฯ จึงแสดงความไม่พอใจแบบไม่ยั้ง ต่อให้จะเป็นการด่าคนที่ไปลงคะแนนก็ตาม
สำหรับคนการเมืองเหล่านี้ เป้าหมายคือการทำทุกวิถีทางเพื่อต่อต้านส้ม ชัยชนะของทีมประกันสังคมก้าวหน้าบอกว่าพลังสีส้มไปต่อได้ ต่อให้พรรคประชาชนไม่ชนะเลือกตั้ง และสำหรับคนที่คิดว่าการเอาชนะส้มคือการคุมประเทศให้อยู่ในอุ้งมืออำนาจเก่า ชัยชนะของทีมประกันสังคมก้าวหน้าบอกว่าคุณคุมได้ไม่จริง
แน่นอนว่าทีมประกันสังคมก้าวหน้าไม่เคยอ้างว่าตัวเอง “ส้ม” และพรรคประชาชนก็ไม่เคยเรียกร้องให้ “ส้ม” เลือกทีมประกันสังคมก้าวหน้า
ความพ่ายแพ้ของทุกกลุ่มต่อทีมประกันสังคมก้าวหน้าจึงไม่ใช่ “แพ้ส้ม” แต่เพราะไม่เข้าใจว่าสังคมไทยมีคนกลุ่มใหม่ที่ไม่อยู่ในโครงสร้างการจัดตั้งในสังคมแบบเดิม
ความสามารถในการมองเห็นคนกลุ่มใหม่ๆ ซึ่งพรรคอื่นและสีอื่นไม่เห็นแบบนี้เองคือสิ่งที่ “ส้ม” มี ไม่ใช่ส้มในฐานะพรรคการเมือง แต่คือคนที่คิดแบบส้มๆ ตั้งแต่ก่อนประเทศนี้มีพรรคส้ม และจะคิดแบบนี้ต่อ ต่อให้ไม่มีพรรคส้ม ไม่มีธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไม่มีเท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ไม่มีศิริกัญญา ตันสกุล และไม่มีไอซ์-รักชนก ศรีนอก
ขณะที่กลุ่มอื่นซึ่งไม่ใช่ทีมประกันสังคมก้าวหน้ามีฐานแค่คนงานในโรงงาน ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้คะแนนเสียงทั้งจากคนงาน, คนหาเช้ากินค่ำในเมือง, ลูกจ้างต่างจังหวัด, พนักงานบริษัท, หมอ, ธุรกิจรายย่อย, ไรเดอร์, อาชีพอิสระ ฯลฯ ซึ่งไม่เคยมีพรรคหรือคนกลุ่มไหนไป “จัดตั้ง” คนกลุ่มนี้ได้เลย
ทหาร, นักการเมือง และคุณพนัส ไทยล้วน คิดว่าการคุมสหภาพเท่ากับคุม “คนงาน” และคนส่วนใหญ่ แต่ผลเลือกตั้งประกันสังคมชี้ว่าวิธีคิดนี้ผิด สังคมไทยมีคนมหาศาลที่ไม่อยู่ในการจัดตั้งของใครและไม่อยู่กลุ่มไหนเลย จนทันทีที่ไม่มีซื้อเสียง ไม่มีหัวคะแนน ไม่มีบ้านใหญ่ เสียงคนเหล่านี้ก็กึกก้องขึ้นมา
คำถามในแง่การเมืองคือ คนเหล่านี้คิดอย่างไรกับรัฐบาลนี้ เขามองพรรคร่วมรัฐบาลนี้อย่างไร และรู้สึกอย่างไรกับ “เครือข่าย” ที่สนับสนุนรัฐบาลนี้ในปัจจุบัน?
ทันที่คดีฮั้ว ส.ว.และบาร์โค้ดจบ คนสำคัญของรัฐบาลเคยบอกผมว่าสถานการณ์จากนี้รัฐบาลสบายๆ
ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะเมื่อไม่มีคดีที่เป็นเงื่อนไขของ “นิติสงคราม” โอกาสที่รัฐบาลจะเผชิญปัญหาจาก “ชนชั้นนำ” ก็จบไปด้วย เพราะไม่มีช่องทางให้ “ตุลาการภิวัฒน์” เล่นงานแม้แต่นิดเดียว
ผลเลือกตั้งประกันสังคมแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยมี “การเมืองมวลชน” ซึ่งใหญ่จนรัฐบาลไม่คิดถึงเรื่องการ Accommodate คนกลุ่มนี้ไม่ได้ และความเชื่อว่าเมื่อไม่มีนิติสงครามและตุลาการภิวัฒน์แล้วรัฐจะ “สบายๆ” ก็ไม่เป็นความจริง
ความไม่พอใจของประชาชนจะล้มรัฐบาลได้หรือไม่? คำตอบคือยังไม่ได้ เพราะคนที่ไม่พอใจทำได้แค่ด่าลับหลัง หรือไม่ก็โพสต์ด่า ถ้ารัฐบาลไม่ฟังก็จบ ถ้านายกฯ ไม่อ่านก็จบ
ม็อบก็ไม่มีแววเกิด และถึงเกิดก็ไม่มีทางใหญ่เท่าปี 2563 ซึ่งก็จบโดยแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย นอกจากเกิดคดี
ปัญหาของรัฐบาลซึ่งเป็นรัฐบาลต่อได้แบบ “สบายๆ” คือรัฐบาลมีโอกาส “กลายพันธุ์” เป็นรัฐบาลเช้าชามเย็นชามที่ไม่สนใจแก้ปัญหาประชาชน ทำงานแบบขอไปที นายกฯ บริหารแบบจับคนโกงไม่เคยได้ สั่งวันนี้ไม่รู้จะได้วันไหน และคนไทยมองไปข้างหน้าแล้วเห็นแต่ฝาโลง
ภายใต้รัฐบาลแบบนี้ รัฐบาลจะอยู่รอดหรือไม่ขึ้นอยู่กับการแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีจนมี ส.ส.หนุนรัฐบาลมากกว่าฝ่ายค้านอย่างถล่มทลาย ยิ่งแบ่งเก้าอี้ให้ทุกคนพอใจมาก โอกาสอยู่รอดของรัฐบาลก็มากขึ้นด้วย รัฐบาลห่วยหลายชุดจึงอยู่ยาว เช่นเดียวกับรัฐมนตรีห่วยๆ ที่ถ่วงความเจริญประเทศจนปัจจุบัน
ถ้ารัฐบาลไม่มีปัญญาแบ่งเก้าอี้ให้ทุกคนพอใจ เล่ห์เหลี่ยมในการต่ออายุรัฐบาลก็คือหลอกให้ฝ่ายซึ่งไม่ได้เป็นรัฐบาลเชื่อว่าเดี๋ยวได้เป็น แต่นักการเมืองมักรู้เช่นเห็นชาติกันจนต่างระแวงกันว่าถูกหลอก เคล็ดลับในการรักษาอำนาจวิธีนี้จึงต้องมัดจำโดยให้เงิน หรือยกพื้นที่ให้ทำมาหากินไปเลย
พ่อรัฐมนตรีคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า หนึ่งใน “ดีล” ที่ได้ตอนย้ายพรรคคือ “พรรคใหม่” ตกลงว่าจะให้ “ดูแล” จังหวัดทั้งหมด คำว่า “ดูแล” หมายถึงโอกาสหารายได้จากโครงการและงบประมาณราชการต่างๆ ในจังหวัด แต่ขณะเดียวกันก็ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของพรรคในจังหวัดไปด้วยพร้อมกัน
ข้อความย่อหน้าที่แล้วเป็นเหตุการณ์จริงโดยตัวบุคคลที่มีตัวตนจริง แต่เพื่อตัดความรำคาญจากนายแบกนางแบกหรือ IO พรรคการเมือง จึงขอไม่ระบุว่าเรื่องเกิดในรัฐบาลใด, นายกฯ คนไหนและพรรคการเมืองอะไร เล่าไว้เพียงเพื่อเป็นประโยชน์ในการตามประเด็น
ภายใต้ระบบการเมืองที่ “ดีล” กันแบบนี้ นักการเมืองจะสนับสนุนรัฐบาลไปตลอด ไม่ว่าสถานะการเมืองอย่างเป็นทางการจะอยู่รัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ตาม เพราะถ้ารัฐบาลพัง ก็หมายถึงโอกาส “ดูแล” จังหวัดหรือพื้นที่ตัวเองก็พังไปด้วย และเท่ากับโอกาสถอนทุนเพื่อเตรียมทุนไปหาเสียงก็พังทันที
ส.ส.พรรคฝ่ายค้านจากจังหวัดภาคเหนือบางคนเดินตามนายก อบจ.จากบ้านใหญ่พรรครัฐบาลจังหวัดเดียวกันต้อยๆ แต่พอเข้า กทม.มาประชุมสภาก็ประกบตัวตึงพรรคฝ่ายค้านต้อยๆ เพื่อกลบเกลื่อนที่ไม่เคยพูดอะไรในสภาสักเรื่อง ก็เพราะดีลเรื่องการ “ดูแล” จากบ้านใหญ่ฝั่งรัฐบาลแบบนี้เอง
ทั้งหมดนี้ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการใช่หรือไม่?
คำตอบคือใช่แน่ๆ ใช่ชัดๆ และใช่ระดับ Infinity 100% เพราะประชาชนสำหรับนักการเมืองแบบนี้เป็นแค่ Voter ที่ทุก 4 ปีจะสำคัญสักครั้งเท่านั้นเอง
คำถามซึ่งผมเบื่อที่สุดเวลาถูกถามในทีวีคือคำถามว่ารัฐบาลจะอยู่ครบ 4 ปีหรือไม่ครบ เพราะประชาชนแบบเราๆ คิดว่าอายุรัฐบาลขึ้นอยู่กับผลงานรัฐบาล ความหมายของคำถามว่ารัฐบาลจะอยู่ถึง 4 ปีหรือไม่คือเมื่อไรรัฐบาลห่วยๆ จะไปให้พ้น แต่ความจริงคืออายุรัฐบาลไม่เกี่ยวกับผลงานรัฐบาล
อายุรัฐบาลขึ้นอยู่กับการแบ่งผลประโยชน์ให้นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลและ “ฝ่ายคอย” เป็นรัฐบาล นักการเมืองตัดสินใจสนับสนุนรัฐบาลตามผลประโยชน์ที่รัฐบาลให้ ถ้ารัฐบาลห่วยจนทนไม่ไหวก็รอย้ายพรรคตอนรัฐบาลเจ๊ง หรืออีกวิธีก็ไปอยู่พรรคที่จ่ายให้มากกว่ารัฐบาลเดิมไปเลย
วิธี “ดีล” การเมืองแบบนี้ทำงานได้บนเงื่อนไข 2 ข้อด้วยกัน
1. รวบอำนาจการเมืองให้เป็นเรื่องของ “ลาสต์บอส” ของแต่ละพรรคการเมืองล้วนๆ ส่วน “ลาสต์บอส” จะไปคุยกันที่บุรีรัมย์หรือบ้านจันทร์ก็ไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนต้องรู้ เช่นเดียวกันจะแบ่งกระทรวงให้ใคร ใครจะได้ดูแลงบประมาณจังหวัด ใครจ่ายเงินเลี้ยง ส.ส. ใครโกงงบประมาณเข้าพรรค ใครส่งส่วย ฯลฯ
2. กดหัวให้ประชาชนเป็นแค่ “ผู้ลงคะแนน” ที่ไม่มีปากเสียงทันทีที่การเลือกตั้งจบ หลังจากนั้นเป็นแค่ “ผู้ดู” หรืออย่างมากก็นายแบกนางแบกด่าคนวิจารณ์รัฐบาล แต่ไม่มีส่วนเลือกนโยบาย ไม่ต้องยุ่งเรื่องใครเป็นรัฐมนตรีหรือใครควรหลุด
เช่นเดียวกันไม่ต้องยุ่งเรื่องรัฐบาลจะทำหรือไม่ทำอะไร
ผลเลือกตั้งประกันสังคมเป็นอีกครั้งที่สังคมไทยประกาศว่า “ประชาชน” ต้องอยู่ในสมการการเมือง
และถ้ารัฐบาลหรือพรรคการเมืองเอาแต่ “ดีล” จนไม่เห็นหัวประชาชน ในที่สุดประชาชนก็จะแสดง ออกว่าเขาไม่เอาด้วยกับรัฐบาลหรือพรรคการเมือง
รัฐบาลชนะโหวตในสภาหรือไม่ไม่รู้
แต่รัฐบาลแพ้โหวตไปแล้วนอกสภา
