คำเตือนจากใจอดีตผู้พิพากษา ท่านต้องรักษาความถูกต้อง ‘อย่าเห็นแก่ผู้มีอำนาจ’ อำนาจอยู่ไม่นาน/รายงานพิเศษ

รายงานพิเศษ
พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์
คำเตือนจากใจอดีตผู้พิพากษา
ท่านต้องรักษาความถูกต้อง
‘อย่าเห็นแก่ผู้มีอำนาจ’
อำนาจอยู่ไม่นาน
อ.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา และอดีตกรรมการ ป.ป.ช. มองถึงปม 8 ปีวาระการดำรงตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า ดูและได้ฟังที่นักวิชาการหลายท่านให้ความเห็น ประเด็นที่เถียงกันว่าจะนับให้ตรงไหน อาจารย์คิดว่าข้อสำคัญที่สุดนักกฎหมายทั่วประเทศถ้าไม่แถจนเกินไป หากมีข้อสงสัยในการตีความกฎหมาย จะต้องไปดูที่ “เจตนารมณ์” ซึ่งในความเป็นจริงแทบไม่มีข้อสงสัยในเรื่องนี้
ถามว่าเจตนารมณ์ดูที่ตรงไหน ก็ต้องไปดูที่คนร่างกฎหมาย เพราะทุกครั้งเวลาที่อาจารย์จะเขียนเรื่องกฎหมายและอธิบายให้ละเอียด อาจารย์ก็จะย้อนไปค้นดูถึงเจตนารมณ์
รัฐธรรมนูญหลายฉบับที่อาจารย์อ้างอิงถ้ามีคนมาถกเถียงอาจารย์จะไปดูที่เจตนารมณ์และอ้างเจตนารมณ์ ซึ่งนักกฎหมายที่มีอุดมการณ์เขาจะไม่มาเถียงกันเลย
พอดูเจตนารมณ์ของผู้ร่างฉบับนี้ตามที่ปรากฏเป็นข่าว ท่านประธานมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็ชัดเจนมาก
ที่บางคนบอกว่าเป็นความเห็นพูดกันในที่ประชุมเฉยๆ นั้นไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แล้วก็ยิ่งได้อ่านบทเฉพาะกาลไม่ต้องสงสัยอะไรเลย
พอย้อนดูรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 171 วรรค 4 บัญญัติไว้เลยว่านายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งเกิน 8 ปีไม่ได้ เมื่อเทียบดูกับรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ก็ระบุชัดเข้าไปอีก ตามมาตรา 158 วรรคสี่ได้วางหลักเกณฑ์ห้ามไม่ให้นายกฯ ดำรงตำแหน่งเกิน 8 ปี ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ เว้นแต่ระยะเวลาที่ทำหน้าที่รักษาการเท่านั้น
บทเฉพาะกาล มาตรา 264 ก็ระบุให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ก็ถือว่าระบุชัดไปอีก ว่าทุกคนต้องใช้เหมือนกัน
อาจารย์ขอสรุปเลยแล้วกันว่า เมื่อพิจารณาองค์ประกอบทุกอันไม่ว่าจะเป็นเจตนารมณ์ตัวบทกฎหมาย ความจริงไม่ต้องค้นหาอะไรแล้วก็ชัดเจนมาก

อ.สมลักษณ์มองว่าแม้ไม่พูดถึงตัวกฎหมาย แต่ในหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ถ้าคนจะอยู่เป็นนายกรัฐมนตรีเกิน 8 ปี 10 ปี 15 ปี 20 ปี มันทำให้มีอำนาจนานใช้อำนาจมากเกินไปและไม่มีขอบเขต เขาจึงต้องมีกำหนดระยะเวลาเอาไว้ชัดเจน
ยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ท่านก็อยู่เกินไปนิดเดียวแล้วท่านเห็นท่าทางไม่ดี ท่านก็หยุดพอแล้ว ทุกคนก็เคารพท่านในเรื่องนี้หมดเลย ไม่เคยมีใครต้องมาถกเถียงในเรื่องนี้
เพิ่งมามียุคปัจจุบันนี้ถกเถียงกันเรื่องนี้ อาจารย์เองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ใครเขาจะพูดกันว่าเป็นเรื่องการแสวงหาอำนาจ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่อยู่ในใจของคนหลายคน แต่ต้องไม่ลืมว่าเจตนาดูจากการแสดงออกของการกระทำ
เทียบในทางกฎหมายอาญาเขาก็ดูกันเรื่องการแสดงออกของเจตนา หากคุณเอาปืนไปยิงเขา เอามีดไปแทงเขา แทงจุดสำคัญ คุณจะบอกไม่มีเจตนาไม่ได้ ศาลต้องพิจารณาว่าการแสดงเจตนาของคุณชัดเจนมาก เพราะถ้าคุณไม่อยากให้เขาตาย คุณต้องต้องยิงขาหรือยิงจุดอื่นก็จะกลายเป็นพยายามฆ่าไป แต่ถ้าคุณเลือกที่จะแทงตรงหัวใจอวัยวะสำคัญ จะปฏิเสธอย่างไรก็ตามมันไปไม่รอด
ทีนี้เทียบกับเรื่องนี้อาจารย์มีความเห็นอย่างไร ก็ตามอาจารย์บอก ถ้าเราไม่แถจนเกินไป เราเป็นนักกฎหมายที่มีอุดมการณ์ กระทำการทุกอย่างด้วยเจตนารมณ์ของนักกฎหมายที่ดี ก็ต้องวินิจฉัยออกมาโดยให้เหตุให้ผลและตอบสังคมให้ได้
ตอนนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวโดยที่ยังไม่ได้พ้นจากตำแหน่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงเข้ามารักษาการจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งออกมา
อาจารย์เองก็อยากรู้เหมือนกันในฐานะเป็นนักกฎหมายและเคยอยู่ศาลสูง เวลาที่ศาลจะวินิจฉัยคดีอะไรเขาจะต้องมีหลักของผู้พิพากษาอย่างหนึ่งว่า การที่เราจะเขียนคำพิพากษา เขียนคำวินิจฉัย ถ้าสมมุติว่าเราจะลงโทษจำเลย เราจะต้องเขียนให้ชัด ถึงเหตุและผลให้จำเลยยอมรับได้ ไม่ได้เกิดจากอคติ
ถ้าศาลรัฐธรรมนูญสามารถอธิบายสังคมได้ด้วยเหตุผล จะทำให้เกียรติภูมิของศาลรัฐธรรมนูญอยู่คู่กับสังคมไทย อยู่ในความทรงจำของประชาชนชาวไทย
เราก็อยากจะฟังในฐานะที่ตอนนี้เราเป็นประชาชนคนธรรมดาคนหนึ่ง อาจารย์ไม่ได้ว่าอะไร แต่การเขียนท่านต้องระวัง ในอดีตผู้พิพากษาโดยเฉพาะศาลยุติธรรมก่อนมีการโปรดเกล้าฯ เขาจะต้องมีการอบรมเรื่องการเขียนคำพิพากษาให้มีเหตุมีผล อ่านไปแล้วต้องให้เกิดการยอมรับได้
ในอดีตอาจารย์เคยเขียนคำวินิจฉัยจำคุกคนหนักๆ มามาก บรรพตุลาการเขาสอนอย่าโมเม อย่าวินิจฉัยด้วยอคติ อย่ายอมให้ใครมาชี้นำเรา ให้เราต้องทำอย่างนู้นอย่างนี้ เราต้องเขียนคำพิพากษาให้มีความกระจ่างชัด ให้สังคมยอมรับ
โดยเฉพาะจำเลยที่จะต้องไปติดคุกหรือถูกประหารชีวิต ให้เขาได้รู้สึกว่าศาลให้ความเป็นธรรมถึงที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นอยากเรียนศาลรัฐธรรมนูญว่าท่านจะออกคำวินิจฉัยเรื่องนี้อย่างไรอยู่ที่ท่านแล้วว่าจะให้เหตุผลแก่สังคมเขายอมรับได้อย่างไรหรือไม่ หรือให้ผู้เสียหายตัวนายกฯ รับได้หรือไม่
ถ้าเราเขียนให้ดีและมีเหตุมีผล ที่มีในกฎหมายก็สามารถฟันธงได้เลยว่าบ้านเมืองเราจะเป็นยังไงอยู่ที่คำวินิจฉัยและเหตุผลในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
บ้านเมืองจะยุ่งมากยุ่งน้อยหรือไม่อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามถึง “วิกฤตศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม” ภายในประเทศเรา อ.สมลักษณ์ตอบทันทีว่า ที่ผ่านมา คนเขาสงสัยในการทำงานของศาลทุกครั้ง รวมถึงศาลยุติธรรมด้วย ถ้าเมื่อใดประชาชนไม่ยอมรับหรือเกิดวิกฤตศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมก็จะมีคนลุกฮือขึ้นมา วิธีการที่จะทำให้คนอยู่ในความสงบ ยอมรับได้ก็คือ “การรักษาความถูกต้อง”
อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ชวนย้อนมองไปถึงต้นตอช่วงที่ทหารออกมารัฐประหาร กองทัพเขาไม่เคยได้ดูกฎหมาย จะโทษเขาแบบ 100% ก็ไม่ได้ ต้องว่านักกฎหมายด้วย ว่าไปเป็นเครื่องมือให้เขาทำไม ส่วนตัวมองไปถึงเรื่องแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาที่เคยระบุว่าคำสั่งหัวหน้ารัฐประหารถ้าทำสำเร็จ คำสั่งจะกลายเป็นกฎหมาย อาจารย์อยากถามว่า ท่านอ้างมาตรามาเลยว่ามีมาตราไหน? ไม่มีสักมาตราเลย
แล้วที่บอกว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ จะเป็นได้อย่างไรคนทำผิดมาตรา 113 ความผิดฐานเป็นกบฏต้องระวังโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต และการนิรโทษกรรมให้ตัวเองก็ทำไม่ได้ ต้องเป็นหน้าที่สภา/ประชาชนผู้เสียหายเป็นผู้ออกนิรโทษกรรมให้เนื่องจากได้รับความเสียหายจากการที่ท่านเอาทหารออกมา เอารถถังออกมา ทำให้เกิดความเสียหายในบ้านเมือง
คนที่ได้รับความเสียหายคือประชาชนทั้งประเทศ เขาต้องเป็นคนยกโทษให้ ไม่ใช่ท่านยกโทษให้กับตัวเอง แล้วมาตั้งตัวเองเป็นตำแหน่งต่างๆ
ยกตัวอย่างง่ายๆ แบบนี้ว่า เหมือนคุณเดินไปบนท้องถนนแล้วคุณไปเหยียบเท้าคนอื่น ถามว่าใครเป็นคนยกโทษให้คุณ คุณทำความเสียหายให้เขา คนที่ถูกเหยียบต้องบอกว่าไม่เป็นไร ไม่ใช่คุณไปบอกคนโดนเหยียบเขาว่าเดินไม่ดีเอาเท้ามาให้เหยียบ
นี่แหละคนที่ทำการรัฐประหารและออกนิรโทษกรรมให้ตัวเองคือกรณีแบบนี้มันผิดหลักไปเลยทำไม่ได้
อาจารย์เลยอยากจะเรียกร้องว่าให้ศาลกลับมาสู่บรรทัดฐานการพิพากษา ขั้นตอนคือต้องมีคณะหนึ่งเขียนกลับแนวมา แล้วเอาเข้าที่ประชุมใหญ่ มีการไปถกเถียงกันในที่ประชุมใหญ่ (เหมือนบรรยากาศในสภา) ไปโต้กันในที่ประชุม อาจารย์อยากจะรู้ว่ามีผู้พิพากษาคนไหนมาเถียง ก็อยากจะฟังว่าใครที่คิดว่าการกบฏเป็นสิ่งที่ถูกต้องไม่ต้องถูกลงโทษ คำสั่งของคณะหัวหน้าปฏิวัติเป็นกฎหมายมันไม่ใช่ อยากจะดูเหมือนกัน
ก็รอดู ส.ส.รุ่นใหม่ที่ใจกล้าจะมีวิธีการที่จะออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองศาลฎีกาให้ปฏิบัติหน้าที่โดยที่ไม่มีอันตรายได้หรือไม่
สำหรับคำว่า “นิติสงคราม” อ.สมลักษณ์เผยว่า เมื่อได้ยินคำนี้ ก็รู้สึกอ่อนเพลียใจ และเครียด ที่คนขาดการนับถือในกระบวนการยุติธรรม เสื่อมไปเยอะ
ก่อนทิ้งท้ายว่าครั้งนี้ขอให้ทุกคนที่ทำหน้าที่รักษาความถูกต้องความบริสุทธิ์ยุติธรรมเอาไว้ท่านจะอยู่ได้และท่านจะอยู่ได้ตลอดชีวิตไม่ได้อยู่เพียงเฉพาะช่วงการดำรงตำแหน่ง อย่ากลัวจะมีคนมาทำร้าย
สังคมจะเป็นกำแพงให้พิงถ้าท่านวินิจฉัยให้ความเห็นโดยสุจริตมีเหตุมีผลและให้สังคมยอมรับได้
อย่าไปเห็นแก่ผู้มีอำนาจเพราะอำนาจไม่ได้อยู่กับใครนาน
ชมคลิป
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
