bg-single

นาวาโท ดร.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ : จากนายทหารเรืออนาคตไกล เปิดใจ ขอลงสนามการเมืองค่ายส้ม 

16.01.2026

โดย วรวิทย์ ไชยทอง


อีกหนึ่งนักการเมืองค่ายส้มที่น่าจับตาคือ น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน

หลังก่อนหน้านี้ก็ทำงานอยู่เบื้องหลังด้านกองทัพ ความมั่นคง และการปฏิรูปทหาร ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ ต่อเนื่องถึงพรรคก้าวไกล ก่อนจะก้าวเข้ามาทำงานในสภาในตำแหน่งที่ปรึกษากรรมาธิการทหารอยู่นาน

ล่าสุดตัดสินใจทิ้งอาชีพราชการที่รัก ลาออกจากนักวิชาการมหาวิทยาลัยดัง มาสวมเสื้อนักการเมืองในนามพรรคประชาชน เพื่อหวังผลักดันอยากจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศนี้แบบตรงไปตรงมา

เส้นทางชีวิต น.ท.กิตติพงษ์ น่าสนใจไม่น้อย เขาคือนายทหารเรืออนาคตไกลวุฒิปริญญาเอกจากเยอรมนี แต่เพราะความสนใจทางการเมือง ทำให้เขาต้องพบจุดเปลี่ยนในชีวิตหลายครั้ง

จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตเกิดขึ้นจากการตั้งคำถาม โดยเฉพาะในช่วงชีวิตการเล่าเรียนด้านการทหารที่ประเทศเยอรมนี 

น.ท.กิตติพงษ์ ย้อนเล่าเส้นทางชีวิตตั้งแต่ครั้งเป็นนายทหารเรือ เริ่มต้นจากการเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 40 และนักเรียนนายเรือรุ่นที่ 97 โดยเรียนโรงเรียนเตรียมทหารเป็นเวลา 2 ปี ก่อนเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายเรืออีกครึ่งปี และได้รับทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนีเป็นเวลารวม 11 ปี

ช่วงเวลา 11 ปีในเยอรมนีประกอบด้วยการฝึกทหาร 3 ปี การเรียนเตรียมมหาวิทยาลัย 1 ปี จากนั้นศึกษาระดับปริญญาตรีควบโทด้านวิศวกรรมอีกประมาณ 3 ปีครึ่ง และต่อปริญญาเอกอีกประมาณ 3 ปี เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจึงกลับมารับราชการในสังกัดกองทัพเรือช่วงปี 2554 รวมเวลารับราชการประมาณ 12–13 ปี ก่อนตัดสินใจลาออกในปี 2566 เพื่อมาเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นเวลา 3 ปี และลาออกอีกครั้งในปีนี้ เพื่อตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

เมื่อมองจากเส้นทางชีวิตที่เติบโตในระบบการศึกษาทหารมาโดยตลอด จึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า น.ท.กิตติพงษ์ ซึ่งดูเหมือนจะมีความผูกพันกับความเป็นทหารเรืออย่างยาวนาน เหตุใดจึงเลือกตัดสินใจลาออกจากราชการ

น.ท.กิตติพงษ์ ยอมรับว่า หากย้อนกลับไปในช่วงที่สมัครเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร เขาแทบไม่รู้เลยว่าทหารทำงานอย่างไร เหตุผลสำคัญที่ไปสอบก็เพราะมีรุ่นพี่เตรียมทหารมาแนะนำขณะเรียนอยู่ที่โรงเรียนหาดใหญ่ ด้วยความเป็นคนเรียนดีจึงลองสอบ และสอบติด เมื่อเข้าไปเรียนจึงเริ่มเข้าใจชีวิตทหารมากขึ้น แม้ในใจลึกๆ จะไม่ได้รู้สึกชอบมากนัก แต่เมื่อเข้าเรียนแล้ว การจะลาออกกลางคันย่อมมีต้นทุนบางอย่างที่ต้องแลก

หลังจบโรงเรียนเตรียมทหาร เขาได้คะแนนสอบดีมาก เดิมตั้งใจจะเลือกกองทัพอากาศ แต่มีรุ่นพี่แนะนำว่าอันดับในกองทัพเรือดีกว่า จึงตัดสินใจเลือกกองทัพเรือ และในช่วงนั้นกองทัพเรือมีทุนศึกษาต่อต่างประเทศ นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ต้องสอบแข่งขันเพื่อชิงทุน นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต ทำให้เขาได้รับทุนไปศึกษาต่อที่เยอรมนี

น.ท.กิตติพงษ์ เล่าว่าความสนใจทางการเมืองเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงเป็นนักเรียนเตรียมทหาร แม้ยังไม่ชัดเจนนัก เพราะเป็นช่วงเวลาหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬไม่นาน สังคมยังมองกองทัพในภาพเผด็จการ เมื่อเข้าไปเรียนในโรงเรียนเตรียมทหาร เขาสังเกตเห็นว่ามีการนำชื่อผู้นำเผด็จการทหารในอดีตมาตั้งเป็นชื่อตึกหรือค่ายทหาร เช่น อาคารกิตติขจร หรือค่ายธนะรัชต์ ซึ่งในตอนนั้นเป็นเพียงความสงสัยส่วนตัวว่าเหตุใดกองทัพจึงยกย่องบุคคลเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม ความสนใจด้านสังคมและการเมืองเริ่มชัดเจนขึ้นจริงจังเมื่อไปศึกษาอยู่ที่เยอรมนี ซึ่งกลายเป็นจุดบ่มเพาะความคิดและตัวตนของเขาอย่างสำคัญ

ช่วงแรกของการไปเรียนเป็นการฝึกทหารอย่างเข้มข้น ตั้งแต่การเป็นพลทหาร ลงเรืออยู่หลายเดือน เรียนหลักสูตรกฎหมายทหาร การเดินเรือ อีก 9 เดือน ต่อด้วยหลักสูตรการรบต่างๆ รวมเวลาฝึกทหารล้วนๆอีกประมาณ 3 ปี แต่ระหว่างนั้นเขาเริ่มรู้จักกับนักเรียนไทยที่เป็นพลเรือน และเข้าร่วมกิจกรรมกับสมาคมนักเรียนไทยในเยอรมนี (สนทย.) ซึ่ง ผศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เป็นหนึ่งแกนนำสมาคมฯ

น.ท.กิตติพงษ์ ยอมรับว่าเขาได้แลกเปลี่ยนความคิดกับ ผศ.ปริญญา อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะคำถามเกี่ยวกับสังคมไทยที่เขาเองเคยสงสัย แต่ไม่เคยมีพื้นที่ให้ถกเถียง เมื่อเข้ามาอยู่ในสมาคมนักเรียนไทยฯ เขาพบว่ามีคนจำนวนมากตั้งคำถามคล้ายกัน อีกทั้งยังมีการเชิญนักวิชาการไทยที่มีชื่อเสียง เช่น ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล และ ส.ศิวรักษ์ มาพูดคุยอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเปิดโลกทางความคิดให้เขาอย่างมาก

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาจำไม่ลืม คือคำถามจากเพื่อนชาวเยอรมันที่เรียนด้านไทยศึกษาเข้าใจการเมืองไทยดี ซึ่งถามว่าเขาคิดอย่างไรกับเหตุการณ์ทหารยิงประชาชนในพฤษภาทมิฬ และหากเขาเป็นทหารถือปืนอยู่ตรงหน้า แล้วผู้บังคับบัญชาสั่งให้ยิงประชาชน เขาจะทำตามคำสั่งหรือไม่?

ครั้งนั้น น.ท.กิตติพงษ์ เล่าให้ฟังว่าเขาเองก็จำไม่ได้ว่าตอบกลับไปว่าอะไร แต่นั่นกลับกลายเป็นคำถามที่วนเวียนในหัวมานาน น.ท.กิตติพงษ์ ยอมรับว่าในขณะนั้นเขาก็ไม่สามารถตอบได้ (ก่อนในเวลาถัดมาถึงจะสรุปจุดยืนตัวเองและเลือกที่จะตอบว่า หากเขาเป็นคนถือปืนและผู้บังคับบัญชาสั่งให้ยิงประชาชน ก็จะไม่ยิง)

ที่จริงแล้ว หลักสูตรทหารเรือเยอรมันมีคำตอบให้แล้วในทางกฎหมาย น.ท.กิตติพงษ์ เล่าว่า ที่นี่สอนชัดเจน มีการทำข้อสอบซึ่งต้องสอบให้ผ่าน (หากทำไม่ผ่านต้องถูกส่งกลับบ้านทันที) ว่า คำสั่งทางทหารแบ่งเป็น 3 ประเภท คือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งต้องปฏิบัติตาม คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งต้องใช้ดุลยพินิจ และคำสั่งที่ขัดต่อกฎหมายซึ่งห้ามปฏิบัติตามโดยเด็ดขาด หากผู้บังคับบัญชาสั่งให้ยิงประชาชน ถือเป็นคำสั่งที่ขัดต่อกฎหมาย ทหารไม่เพียงต้องไม่ยิง แต่ยังต้องแจ้งความและดำเนินคดีกับผู้บังคับบัญชา

เมื่อกลับมารับราชการในประเทศไทย น.ท.กิตติพงษ์ เล่าว่าสิ่งที่ได้อย่างหนึ่งในการเรียนหนังสือที่เยอรมันก็คือการอ่านหนังสือปรัชญาทั่วไป เขายอมรับว่านักปรัชญาที่เขาชื่นชอบคนหนึ่งก็คือ อิมมานูเอล ค้านท์ ที่ให้ความสำคัญกับการทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด เมื่อต้องรับราชการ เขาจึงยึดหลักการทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แม้จะตระหนักว่ากรอบคิดบางอย่างของตนไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมทหารไทยทั้งหมดก็ตาม

ตลอดระยะเวลา 13 ปีในกองทัพ เขาได้ใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีด้านความมั่นคง การทำงานในศูนย์ปราบปรามประมงผิดกฎหมาย และการพัฒนาระบบสารสนเทศทางทหาร

หลังรับราชการมาได้ระยะหนึ่ง เขาตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนาวาโท เพื่อมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นอาชีพที่เขาใฝ่ฝัน ทำงานวิจัยและพัฒนาอัลกอริทึมด้านเทคโนโลยีตลอดระยะเวลา 3 ปี

ขณะเดียวกัน ความสนใจทางการเมืองยังคงดำเนินต่อเนื่อง เขามีส่วนร่วมกับเครือข่ายนักกิจกรรมและนักวิชาการ เช่น การทำงานเบื้องหลังให้ประชาไท ไอลอว์ และคณะนิติราษฎร์ รวมถึงการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ช่วยเหลือคดีการเมือง ซึ่งคดีสุรภักดิ์ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะนำไปสู่การถูกเรียกพบผู้บังคับบัญชาและการถูกย้ายตำแหน่งเพื่อให้อยู่ใกล้สายตา

เพราะ น.ท.กิตติพงษ์ ในฐานะที่เป็นอาจารย์โรงเรียนนายเรือ จึงถูกผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือและเจ้ากรมยุทธการทหารเรือในขณะนั้นเรียกไปพบ เขาเล่าเหตุการณ์วันนั้นว่า เมื่อไปถึง ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือก็หยิบแฟ้ม 2 แฟ้ม ซึ่งคาดว่าจะเป็นประวัติของเขาอยู่ ก่อนจะถามขึ้นว่า “น้องไปทำอะไรมา” ก่อนจะค่อยๆไล่เรียงไป จนทำให้รู้ว่า เหตุที่ถูกเรียกไปการไปเป็นพยานในศาลคดีสุรภักดิ์ ก่อนที่จะถูกย้ายไปอยู่กรมสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศใน 1 สัปดาห์ต่อมา

แต่ก็ยังเป็นการย้ายที่พอรับได้ เพราะ น.ท.กิตติพงษ์  ได้ทำงานตรงกับความรู้ที่ร่ำเรียนมา ซึ่งต่อมาในปี 2557 ก็ได้รู้ความจริงว่าทุกคนในกรมสื่อสารฯก็รู้เหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงถูกย้ายมาที่นี่ ก็คือต้องย้ายเข้ามาส่วนกลางเพื่อให้อยู่ใกล้สายตา แต่ก็ยังมีข้อดี เพราะที่นี่ไม่ได้ห้ามยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆที่เคยทำมา หากไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับราชการ

ต่อมา เขามีบทบาทเบื้องหลังในพรรคอนาคตใหม่ และทำงานด้านนโยบายและที่ปรึกษาทางการทหารในพรรคก้าวไกลและพรรคประชาชน จนตัดสินใจลงสนามการเมืองเต็มตัว ด้วยความเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงประเทศต้องเริ่มจากการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะบทบาทของกองทัพกับการเมือง

“ถึงที่สุดการจะเปลี่ยนประเทศไทยไม่สามารถหนีจากการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ เพราะไม่ว่าจะคิดนโยบายดีแค่ไหน หากถูกการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยขัดขวางทุกอย่างก็จบ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือบทบาทของกองทัพกับการเมือง ยิ่งยุครัฐบาล คสช.ที่ผ่านมายิ่งเห็นปัญหาชัด ว่าตลอด 9 ปีที่รัฐบาลทหารมีอำนาจ มันทำให้เศรษฐกิจ การเมือง ถดถอยไปหมด ดังนั้นการจะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า จึงหนีไม่พ้นการปฏิรูปกองทัพ ต้องทำให้กองทัพจะไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือขึ้นสู่อำนาจของใคร หากกองทัพไม่เป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกับประชาชน การพัฒนากองทัพยิ่งทำได้ยาก” น.ท.กิตติพงษ์  ระบุ 

น.ท.กิตติพงษ์ ย้ำว่าทหารยังมีความสำคัญต่อความมั่นคงของรัฐชาติ แต่ต้องเป็นกองทัพที่เป็นมืออาชีพ ไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หากกองทัพยืนอยู่ข้างประชาชนอย่างแท้จริง จะเป็นผลดีต่อทั้งสังคมและตัวกองทัพเอง

หากได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทน ประเด็นที่เขาต้องการผลักดันมากที่สุดคือการปฏิรูปศาลทหาร โดยเฉพาะการนำคดีทุจริตและคดีอาญาที่ทหารกระทำต่อพลเรือนขึ้นสู่ศาลพลเรือน เพื่อยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอยในอดีตเกิดขึ้นอีก

แม้การผลักดันในสภารอบที่แล้วจะไม่สำเร็จ เขายืนยันว่าจะเปลี่ยนความผิดหวังเป็นพลังในการเดินหน้าปฏิรูปกองทัพผ่านกลไกการเมือง

ส่วนปฏิกิริยาของครอบครัวต่อการตัดสินใจลาออกจากราชการและลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น น.ท.กิตติพงษ์ เล่าว่า เมื่อโทรไปบอกคุณพ่อ คำตอบที่ได้รับคือ

“ก็รู้อยู่แล้วหรือเปล่า ว่าวันนี้ต้องมาถึง…”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“วรวงศ์” ห่วง FTA ไทย–ยูเออี “ได้ไม่คุ้มเสีย” ทำร้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเตือนอย่าใช้ FTA เป็นเครื่องมือการเมืองช่วงซักฟอก
อดีต ปลัด มท.สุทธิพงษ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต ผลการตรวจสอบโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อนฯ
อนุรักษนิยมไทยภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ?
กระทรวงเกษตรฯ ขอ ปชช.อย่าเพิ่งกังวล “UPOV1991” ยืนยันยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อดี-ข้อเสียอย่างรอบด้าน ลั่น! ต้องปกป้องผลประโยชน์เกษตรกร-คนไทยเป็นหลัก
จาก IoT ถึง AIoT ก้าวสู่โลก AI เต็มรูปแบบ
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (24) สาร วิถี และมิตรใหม่
เมนูแฟรงเก้นสไตน์ ทำตามได้แต่อาจพัง
รู้จัก ‘หนู’ ผ่านเพลง King Rat สิ่งมีชีวิตที่ทำให้เรืออับปางได้ ในมหาสมุทรแห่งความโลภ
นาฬิกา เวลา ความหรูหรา และราคาที่นักการเมืองต้องจ่าย
‘ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติ’ ก็ไม่เว้น นามนั้น สำคัญไฉน ทรัมป์วางชื่อ ‘ทาบ’ JFK แต่ไม่สำเร็จ
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (1)
รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร เดาฉากทัศน์ ทศวรรษ 2570 ‘พลังคนเดือนตุลา คือพลังของคนตาย’