
ข่าวการตายของ สหายจีนเป็ง อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (พคม.) เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2556 ที่กรุงเทพฯ เป็นข่าวดังไปทั่วโลกโดยเฉพาะที่มาเลเซียและอังกฤษ แต่กลับแทบจะไม่ได้รับความสนใจจากทางเมืองไทยเลย ทั้งๆ ที่จีนเป็งกับปัญหาของบรรดาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ติดต่อกับประเทศมาเลเซียนั้นแยกออกจากกันไม่ได้เด็ดขาด

ผู้เขียนจึงขอนำเสนอเสี้ยวหนึ่งของจีนเป็งให้สาธารณชนทราบบ้าง เนื่องจากจีนเป็งคือตัวแปรที่สำคัญกรณี 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่เป็นวาระสำคัญของชาติในปัจจุบันเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับรัฐบาลไทยที่กำลังเจรจาสันติภาพอยู่กับกลุ่มที่อ้างว่าเป็นตัวแทนขบวนการแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ที่มี นายฮัสซัน ตอยิบ แกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็น โคออดิเนต เป็นหัวหน้าทีมไว้แล้ว ซึ่งมีตัวแทนของประเทศมาเลเซียรับเป็นตัวกลางจัดการเจรจาขึ้นในประเทศมาเลเซียซึ่งจะได้นำเป็นข้อมูลพิจารณาว่ากำลังเจรจากันจริงๆ หรือเป็นแค่การเล่นละคร
จีนเป็ง หรือ เฉินผิง ในภาษาจีนกลางเป็นชื่อจัดตั้งของ นายองบุ๋นหัว เป็นคนจีนฮกเกี้ยนจากรัฐเป-ระ ประเทศมาเลเซีย จีนเป็งเป็นหนึ่งในบรรดาผู้นำของนักสู้เพื่อเอกราชจากประเทศเจ้าอาณานิคมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองอันได้แก่ ซูการ์โน ผู้ต่อสู้กับเนเธอร์แลนด์เพื่อเอกราชของอินโดนีเซีย โฮจิมินห์ ผู้ต่อสู้กับฝรั่งเศสกับสหรัฐอเมริกาเพื่อเอกราชของเวียดนาม อองซาน ผู้ต่อสู้กับอังกฤษเพื่อเอกราชของพม่า และนโรดมสีหนุต่อสู้กับฝรั่งเศสเพื่อเอกราชของกัมพูชา
ในกรณีของจีนเป็ง เขาได้ร่วมมือกับอังกฤษผู้เป็นเจ้าอาณานิคมของมาเลเซียขณะนั้นรบกับญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สองจนได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์โอ.บี.อี. จากรัฐบาลอังกฤษ อีกนัยหนึ่งคือเป็นเซอร์องบุ๋นหัว
แต่จีนเป็งต้องการเอกราชของมลายู แต่อังกฤษยังไม่ยอมวางมือ จีนเป็งจึงต้องต่อสู้กับอังกฤษในขณะที่อังกฤษก็ใช้วิธีเดิมๆ ที่ได้ผลเสมอคือ ?การแบ่งแยกและปกครอง (Divide et impera)? ด้วยการแยกชาวมาเลย์ที่เป็นภูมิบุตรออกจากชาวมาเลย์เชื้อสายจีน และใช้กฎหมายความมั่นคงแบบที่ประเทศไทยเคยใช้มาคือ กฎหมายป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 และปราบปรามอย่างรุนแรง ซึ่งเรื่องราวของการต่อสู้กับจีนเป็งนี้ นายลีออน คอมเบอร์ ได้เขียนเปิดเผยไว้ในหนังสือเรื่อง Malaya?s Secret Police 1945-1960 : the Role of the Special Branch in the Malayan Emergency ซึ่งนายลีออน คอมเบอร์ คืออดีตสามีของฮันซูหยิน และอยู่ในภูมิภาคเอเชียมาตั้งแต่สมัยที่อินเดียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษและเขาก็เป็นส่วนหนึ่งในการก่อตั้งหน่วยตำรวจลับนี้ขึ้นมาด้วย ซึ่งเขาเล่าว่ากองกำลังติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์มลายามีอยู่ 12 กรม ปฏิบัติการในพื้นที่ต่างๆ ทั่วทั้งประเทศมลายาซึ่งยังคงเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
อังกฤษได้ทุ่มเทกำลังเข้าปราบปรามกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์มลายาภายใต้การนำของจีนเป็งอย่างเต็มกำลัง โดยมีกองกำลังทางอากาศจากออสเตรเลียมาช่วยถล่มระเบิดเข้าใส่ที่มั่นของฝ่ายคอมมิวนิสต์อย่างต่อเนื่อง และหน่วยจรยุทธ์พิเศษตามกวาดล้างบนภาคพื้นดินซึ่งการสู้รบเป็นไปอย่างยืดเยื้อจนถึง พ.ศ.2503 จีนเป็งจำต้องใช้วิธีเดินทัพทางไกล (Long March) พาสมัครพรรคพวกหนีจากการถูกบดขยี้จากกองกำลังของอังกฤษมาสู่ดินแดนไทยบริเวณ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยและฟื้นฟูกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์มลายูด้วยการเก็บภาษีเถื่อน เกณฑ์กำลังพลใหม่เพิ่มเติมและสร้างที่มั่นที่มั่นคงแข็งแรงดังจะเห็นได้จากอุโมงค์ใต้ดินที่มีความเป็นกิโลเมตรในที่มั่นของโจรจีนคอมมิวนิสต์ (ตามที่รัฐบาลไทยเรียกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายา) แต่เนื่องจากกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์มลายาได้ลดจำนวนลงมากเหลือเพียง 3 กรมโดยแบ่งเป็นกรมที่ 8 ปฏิบัติการในพื้นที่ อ.สะเดา อ.นาทวี อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และตอนเหนือของรัฐเคดาห์ รัฐเปอร์ลิส โดยมีฐานที่มั่นบนเทือกเขาน้ำค้างใน อ.นาทวี จ.สงขลา
ส่วนกรมที่ 10 ปฏิบัติการในพื้นที่ อ.แว้ง, สุคีริน, รือเสาะ, ระแงะ จ.นราธิวาส อ.บันนังสตา จ.ยะลา อ.ยะรัง จ.ปัตตานี และกรมที่ 12 ปฏิบัติการในพื้นที่ อ.เบตง อ.ยะหา จ.ยะลา
เมื่อจีนกับเวียดนามทำสงคราม 16 วันกันใน พ.ศ.2522 และจีนต้องทำการช่วยเหลือกลุ่มเขมรแดง ซึ่งตั้งมั่นอยู่ตามตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อต่อสู้กับเวียดนามจึงต้องได้รับความร่วมมือจากทางการไทยในการส่งอาวุธและเสบียงตลอดจนเวชภัณฑ์ผ่านทางไทย ทางการไทยจึงขอให้ทางการจีนเลิกให้การสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยรวมทั้งพรรคคอมมิวนิสต์มลายาในภาคใต้ของไทยด้วย
ในที่สุดทางการไทยมาเลเซียได้ร่วมกันทำการปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายากันเป็นงานใหญ่ใน พ.ศ.2527 โดยระดมกำลังทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศเข้ากวาดล้างแบบปิดประตูตีแมวเลยทีเดียว ราชนาวีไทยและมลายูได้ร่วมกันปิดล้อมทางทะเลด้านสตูล-ปะลิส และด้านนราธิวาส-กลันตัน ปิดทางคมนาคมทางทะเลของพรรคคอมมิวนิสต์มลายาได้โดยสิ้นเชิง แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถปราบปรามโจรจีนคอมมิวนิสต์ได้อย่างราบคาบในขณะที่ตัวจีนเป็งในช่วงเวลานั้นไปอยู่ที่เมืองกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน
ต่อมาได้มีการเจรจาลับระหว่างทางการไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายาจนนำไปสู่การเจรจาสันติภาพ 3 ฝ่าย ที่อำเภอหาดใหญ่ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลมาเลเซียและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายา โดยมีจีนเป็งในฐานะเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์มลายาตัวแทนใน พ.ศ.2532 ซึ่งข้อตกลงกับรัฐบาลไทยมีผลที่ตามมาคือสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายาได้รับสถานภาพเป็น ?ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย? ได้สัญชาติไทยและตั้งรกรากอยู่ใน 9 หมู่บ้านคือ หมู่บ้านปิยะมิตรและหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนาซึ่งมีหมายเลขหมู่บ้านแตกต่างกันใน อ.นาทวี จ.สงขลา อ.สุคิริน จ.นราธิวาส และ อ.ธารโต อ.เบตง อ.บันนังสตา อ.กาบัง จ.ยะลา
ส่วนข้อตกลงระหว่างรัฐบาลมาเลเซียกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายานั้นมีอยู่ข้อหนึ่งที่สำคัญคือ การให้จีนเป็งกลับไปอยู่บ้านเดิมที่รัฐเประได้ ซึ่งทางมาเลเซียไม่ยอมทำตามสัญญาจนถึงทุกวันนี้แม้แต่เถ้ากระดูกของจีนเป็งก็ไม่สามารถกลับไปฝังที่บ้านเดิมได้
ครับ ! การเจรจาสันติภาพระหว่างทางการไทยกับนายฮัสซัน ตอยิบ แกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็น โคออดิเนต เป็นหัวหน้าทีมไว้แล้วซึ่งมีตัวแทนของประเทศมาเลเซียรับเป็นตัวกลางก็เป็นการเจรจาสันติภาพโดยที่ทางมาเลเซียเปิดตัวครั้งนี้ก็เป็นการยอมรับอย่างเป็นทางการว่า มีกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนของไทยพักพิงอยู่ในมาเลเซีย และที่ประหลาดเหลือแสนก็การเจรจาสันติภาพต้องทำอย่างเปิดเผยซึ่งไม่มีใครทำกันในโลก
เรื่องนี้น่าจะทบทวนนะครับ เพราะตัวอย่างของการเจรจาลับระหว่างทางการไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายาจึงนำไปสู่การเจรจาสันติภาพ 3 ฝ่ายที่อำเภอหาดใหญ่ ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลมาเลเซีย และพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายาจึงสามารถสงบศึกได้เป็นสำเร็จ
