จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร

‘ตราสังศพ’ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีทำศพที่สืบมาแต่โบราณ ครั้งแรกที่เห็นคำนี้ในวรรณคดีสมัยสุโขทัยเรื่อง “ไตรภูมิพระร่วง” ก็เกี่ยวกับการทำศพโดยตรง

“เมื่อนั้น จิงพระญาจักรพรรดิราชนั้น ธ ก็ทิพธรชงคตพิธรชะโลมด้วยกระแจะจวงจันทน์ และจิงเอาผ้าขาวอันเนื้อละเอียดนั้นมาตราสังศพพระญาจักรพรรดิราชนั้น แล้วจิงเอาสำลีอันดีด้วยสะพัดได้แลร้อยคาบมาห่อชั้นหนึ่ง แล้วเอาผ้าขาวอันละเอียดมาห่อชั้น ๑ เล่า แล้วเอาสำลีอันละเอียดมาห่อเล่าดั่งนั้นนอกผ้าตราสังทั้งหลายเป็น ๑,๐๐๐ ชั้น คือว่าห่อผ้า ๕๐๐ ชั้น แลสำลีอันอ่อนนั้นก็ได้ ๕๐๐ ชั้น จิงรดด้วยน้ำหอมอันอบแลได้ ๑๐๐ คาบ แล้วเอาใส่ในโกศทองอันประดับนิดำถมอ แลรจนาด้วยวรรณลวดลายอันละเอียดนักหนา แล้วจิงยกศพไปสงสการด้วยแก่นจันทน์ กฤษณาทั้งห้า แล้วบูชาด้วยเข้าตอกดอกไม้ทั้งหลาย” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ไม่ต่างกับวรรณคดีสมัยอยุธยาเรื่อง “ลิลิตพระลอ” ที่เล่าถึงการจัดการพระศพของพระลอ และพระเพื่อนพระแพง ศพนายแก้วนายขวัญและนางรื่นนางโรย ดังนี้

“สมเด็จท้าวพิไชยพิษณุกร ธให้นำบังอรราชเทพี ดาราวดีเสด็จไป

สู่คฤหาไลยพระองค์ ธให้สรงศพสามกษัตริย์ จัดสรรพภูษา

ตราสังทั้งสามองค์ ผจงโลงทองหนึ่งใหญ่ ใส่สามกษัตริย์แล้วไส้

ธให้แต่งโลงหนึ่งแล้ว ใส่ขุนแก้วแลนางรื่น โลงหนึ่งใส่หมื่นขวัญแลนางโรย”

คําว่า ‘ตราสัง’ มิใช่จะใช้เฉพาะชนชั้นสูง เช่น พระญาจักรพรรดิราช พระลอและพระเพื่อนพระแพงเท่านั้น ยังใช้กับขุนนาง และสามัญชนคนทั่วไปอีกด้วย ดังจะเห็นได้จากเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” วรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ อาทิ ตอนทำศพพันศรโยธา ผัวนางศรีประจัน พ่อนางพิมพิลาไลย

“อาบน้ำศพแล้วทาขมิ้น ผ้าขาวหุ้มสิ้นตราสังมั่น

เข้าไม้ไว้ในเรือนใหญ่นั้น ค่ำสวดทุกวันหลายคืนมา ฯ”

ตอนทำศพนางวันทอง (นางพิมพิลาไลย) ก็เช่นกัน หลังจากนางถูกประหารชีวิตแล้ว ขุนแผนเตือนสติพระไวยลูกชายที่เอาแต่เสียใจร่ำไห้ไม่เป็นอันทำอะไร ‘เดี๋ยวนี้ศพยังค้างอยู่กลางวง คิดอ่านปลงศพแม่เถิดลูกอา’ พระไวยได้สติจึงสั่งข้าทาสบริวารจัดการศพแม่ทันที

“เอาผ้าขาวมาให้ดังใจหวัง จึงตราสังห่อศพหาช้าไม่

ตัดกระดานต่อโลงด้วยทันใด ก้านตองรองในเข้าฉับพลัน

ครั้นแล้วยกศพขึ้นใส่ไม้ ให้หามไปฝังที่ป่าช้านั่น”

น่าสังเกตว่าทั้ง ‘ผ้าขาว’ กับ ‘ตราสัง’ และ ‘คนเป็น’ กับ ‘คนตาย’ ล้วนสัมพันธ์กัน คนเป็น (คนมีชีวิต) ใช้ผ้าขาวห่อและตราสังคนตาย (ศพ หรือซากผี) ดังที่ “ไตรภูมิพระร่วง” บรรยายว่า

“เอาผ้าขาวอันเนื้อละเอียดนั้นมาตราสังศพพระญาจักรพรรดิราช”

เช่นเดียวกับศพพันศรโยธาและนางวันทองในเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน”

“อาบน้ำศพแล้วทาขมิ้น ผ้าขาวหุ้มสิ้นตราสังมั่น”

“เอาผ้าขาวมาให้ดังใจหวัง จึงตราสังห่อศพหาช้าไม่”

ผ้าขาวที่ห่อและตราสังศพ (ผูกมัดตรึงร่างให้แน่นด้วยด้ายดิบ) รวมเรียกว่า ‘ผ้าตราสัง’ ตราสัง คืออะไร? ทำไมจึงเกี่ยวกับศพ

การเตรียมเผาศพชูชก จิตรกรรมฝาผนังเรื่องพระเวสสันดรเขียนด้านนอกของสิม (โบสถ์) วัดยางทวงวราราม (วัดบ้านยาง) อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม

ที่มาและความหมายของคำว่า ‘ตราสัง’ พระยาอนุมานราชธน หรือเสฐียรโกเศศ สันนิษฐานว่า น่าจะมาจากคำว่า ‘สาง’ ที่แปลว่า ผี หรือซากศพ โดยกราบทูลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ไว้ในหนังสือ “บันทึกเรื่องความรู้ต่างๆ” เล่ม 3 จดหมายลงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2482 ว่า

“๑๑. ตราสัง ข้าพระพุทธเจ้านึกถึงคำ แมวเครา แมวคราว ว่าเสียงสั้นยาวถือเป็นกำหนดแน่ไม่ได้ ถ้าเช่นนั้น สัง อาจเป็น สาง ได้บ้างกระมัง เพราะ สาง ก็แปลว่า ผี เหมนสาง ก็เหมนกลิ่นผีที่ติดมา สาง ก็มีอยู่ในคำของชาวอีศานแปลว่าผี ในภาษาอาหม สาง แปลว่า เทวดาและผี และถ้าเปลี่ยนตัวสกดของ สาง เป็น ก วรรคเดียวกัน ซึ่งเป็นลักษณะของภาษาไทย ก็ได้คำว่า ซาก เพราะฉะนั้น ตราสัง ก็คือตรึงหรือมัดซากผี ที่ สาง เสียงหดสั้นเป็น สัง ก็จะเนื่องด้วยคำสองพยางค์เสียงยาวด้วยกัน เสียงหนึ่งในคำนั้นเวลาพูดย่อมจะสั้นกว่าอีกเสียงหนึ่งเป็นธรรมดา” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ฉะนั้น ‘การตราสังศพ’ คือ ‘การมัดศพ’ โดยนำด้ายดิบเส้นขนาดเท่านิ้วก้อยมาทำเป็นบ่วงสวมคอ ผูกมือ และเท้าเป็น ๓ บ่วงด้วยกัน ผูกมัดศพเป็นเปลาะๆ ตามตำแหน่งที่กำหนดไว้ ดังที่หนังสือเรื่อง “พิธีกรรมและประเพณี” ที่อาจารย์แปลก สนธิรักษ์ เรียบเรียง (บริษัท สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช จำกัด, พิมพ์ครั้งที่ 7 พ.ศ.2514) อธิบายว่า

“ทำเป็นบ่วงสวมคอเป็นบ่วงแรก กล่าวคาถาว่า ปุตฺโต คีเว คือห่วงลูกผูกคอ บ่วงที่ ๒ รัดรอบหัวแม่เท้า และข้อเท้าทั้ง ๒ ข้างให้ติดกัน กล่าวคาถาว่า ธนํ ปาเท คือห่วงทรัพย์ผูกเท้า บ่วงที่ ๓ รัดรอบหัวแม่มือและข้อเท้า ๒ ข้างให้ติดกันประณมไว้ที่อก กล่าวคาถาว่า ภริยา หตฺเถ คือห่วงภรรยาผูกมือ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

การทำบ่วงสวมคอ ผูกมือ และเท้ารวมเป็น 3 บ่วงนี้ชวนให้คิดถึง ‘ปริศนาธรรม’ ที่แฝงอยู่ใน “โคลงโลกนิติ” พระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร สะท้อนพุทธปรัชญาที่มีมาแต่โบราณ

“ปุตฺโต กณฺเฐ ธนํ ปาเท ภริยา หตฺเถ จ พนฺธนํ

ติวิธํ พนฺธนํ โลเก สํสาเร น ปมุญฺจติ ฯ

๏ มีบุตรห่วงหนึ่งเกี้ยว พันคอ

ทรัพย์ผูกบาทาคลอ หน่วงไว้

ภริยาเยี่ยงบ่วงปอ รึงรัด มือนา

สามบ่วงใครพ้นได้ จึ่งพ้นสงสาร ฯ”

ความหมายคือ ลูกประหนึ่งบ่วงหรือห่วงผูกคอ ทรัพย์สินดังบ่วงผูกรัดข้อเท้า เมียเสมือนบ่วงปอรัดรึงข้อมือไว้ บ่วงดังกล่าวผูกมัดสัตว์โลกมิให้หลุดพ้นจาก ‘วัฏสงสาร’ หรือ ‘การเวียนว่ายตายเกิด’ ผู้ใดสามารถหลุดพ้นจากสามบ่วงหรือสามห่วงนี้ได้ ผู้นั้นย่อมไปสู่ ‘นิพพาน’ สิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ ดับสนิทจากรัก โลภ โกรธ หลง เป็นอิสระจากความทุกข์ทั้งปวง สุขสงบอย่างแท้จริง

การตราสังศพเป็นเรื่องของ ‘ความเป็นจริง’ กับ ‘สิ่งที่ (ต้อง) ทำ’

สมัยโบราณไม่มีฟอร์มาลินใช้ฉีดรักษาสภาพศพ ไม่มีโลงเย็นติดแอร์เหมือนสมัยนี้ ธรรมชาติของศพย่อมขึ้นอืด ร่างพองออกมาเป็นธรรมดา การมัดศพโดยใช้ด้ายดิบผูกมัด หรือ ‘ตราสังศพ’ อย่างแน่นหนา ก็เพื่อมิให้สภาพที่เปลี่ยนแปลงของศพส่งผลกระทบกับโลงโดยตรง

ดังที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงอธิบายแก่พระยาอนุมานราชธนผ่านลายพระหัตถ์ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2482 ในหนังสือ “บันทึกเรื่องความรู้ต่างๆ” เล่ม 3 ตอนหนึ่งว่า

“๑๓ การมัดศพของเรา เพื่อกันดันโลงแตกแน่ เพราะเทียบได้จากศพที่จะเอาไปฝังเขาไม่มัด เปนแต่เอาผ้าขาวห่อเท่านั้น ในการที่เอาเชือกมัดลอดออกมานอกโลง ก็เพื่อผูกผ้าโยงให้พระบังสุกุล จะได้แล่นเข้าไปถึงตัว” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ถ้าคำอธิบายข้างต้นยังไม่เพียงพอ รายละเอียดจากหนังสือ “พิธีกรรมและประเพณี” เป็น ‘ตัวช่วย’ ที่ดี

“(หลังทำบ่วงสวมคอ ผูกมือและเท้าของศพครบ 3 บ่วง) เมื่อเสร็จแล้วห่อศพด้วยผ้าขาวยาว 2 ทบ ชายผ้าทั้งสองอยู่ทางศีรษะ ขมวดเป็นก้นหอย แล้วมัดด้วยด้ายดิบขนาดนิ้วมือ มัดขึ้นมาเป็นเปลาะๆ เพื่อกันไม่ให้เบ่งขยายตัวได้ในเวลาขึ้น แล้วรัดกับผ้าที่ขมวดเป็นก้นหอยอยู่บนศีรษะให้แน่น เหลือชายเส้นด้ายที่มัดนั้นปล่อยไว้เป็นสายยาวออกมานอกโลง แล้วยกศพนั้นวางลงในโลง ให้นอนตะแคง เพื่อว่าเวลาศพเบ่งพองขึ้น จะได้ไม่ดันโลงทั้ง 2 ข้างให้แตกหรือแยกออก ทำให้น้ำเหลืองรั่วไหลออกมาได้”

‘ตราสัง’ ใช้แค่มัดศพเท่านั้นหรือ?

ฉบับหน้ามีคำตอบ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 9-15 ตุลาคม 2569
กล้ามก้นใหญ่ ช่วยให้วิ่งเร็ว
ส่องนโยบายใหม่ ‘บิ๊ก ศธ.’ รับไม้ต่อ-แก้โจทย์การศึกษา
ฝนตกต่อเนื่องนานข้ามวัน เกิดจากเมฆ ‘นิมโบสเตรตัส’
ทำไมกษัตริย์ ในรัฐจารีตของอุษาคเนย์ยุคแรกเริ่ม จึงมีคำลงท้ายพระนามว่า ‘วรมัน’?
The Walking Hand : มือกลไม่ง้อแขน
ผู้ควบคุมข้อมูลอากาศ
ค่านิยม
เมื่อวิทยาศาสตร์เดินเครื่องเอง (2)
เมื่อกลับบ้าน
ตราสัง (1)
จากแม่ฮ่องสอน ถึงฝาง จากเชียงคำ ถึงลำพูน