ทำไมกษัตริย์ ในรัฐจารีตของอุษาคเนย์ยุคแรกเริ่ม จึงมีคำลงท้ายพระนามว่า ‘วรมัน’?
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
ศัพท์คำว่า “วรมัน” เป็นคำลงท้ายพระนามที่พบโดยทั่วไป ในรายพระนามของกษัตริย์ในรัฐที่รับอิทธิพลศาสนาพุทธ และพราหมณ์-ฮินดูจากอินเดียในยุคเริ่มแรกของอุษาคเนย์ โดยเฉพาะกัมพูชา และจามปา ในช่วงราวหลัง พ.ศ.1000 เป็นต้นมา
ก่อนที่ต่อมาการใช้คำว่า -วรมัน ลงท้ายพระนามกษัตริย์นี้ จะเสื่อมความนิยมลงไปเรื่อยๆ ในช่วงหลัง พ.ศ.1800 อันเป็นช่วงเป็นผลัดเปลี่ยนครั้งสำคัญจากกลุ่มรัฐโบราณยุคก่อนหน้านั้น มาเป็นยุคสมัยของรัฐจารีตกลุ่มใหม่ที่เปลี่ยนมายอมรับนับถือเอาพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ และศาสนาอิสลาม เข้ามาแทนที่ศาสนาที่เคยอิมพอร์ตจากอินเดียเข้ามาก่อนหน้านั้น
แน่นอนว่า ศาสนาใหม่เหล่านี้ย่อมถูกนำเข้ามาพร้อมกับธรรมเนียมจารีตต่างๆ ที่ขายพ่วงเป็นแพ็กเกจเข้ามาพร้อมศาสนาใหม่นี้ด้วย จนทำให้ชุดจารีตประเพณีที่มีอยู่ก่อน และสัมพันธ์อยู่กับโครงข่ายของแบบแผนบางอย่าง ที่สัมพันธ์อยู่กับวิธีการจัดระเบียบทางสังคม ด้วยชุดจริยธรรม ความเชื่อ หรือธรรมเนียมปฏิบัติที่ไม่เข้ากันกับชุดความเชื่อทางศาสนาที่เข้ามาใหม่ต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปรับเปลี่ยนคำอธิบายในให้เข้ากันได้กับค่านิยมในศาสนาความเชื่อใหม่
หรือแม้กระทั่งการลบเลือนอะไรต่างๆ เหล่านั้นให้สูญหายไปด้วยเลยก็มีให้เห็นอยู่ให้เพียบกรณีเลยทีเดียว
ดังนั้น การที่คำลงท้ายพระนามว่า “วรมัน” หายไปอย่างนี้ จึงควรที่จะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของศาสนาความเชื่อ ที่ควบคุมกฎระเบียบที่ใช้สำหรับควบคุมอยู่อีกทอดหนึ่งนั่นเอง
โดยเฉพาะเมื่อในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีระเบียบแบบแผน หรือหลักเกณฑ์ในการตั้งชื่อของบุคคลระบุอยู่ในคัมภีร์ทางศาสนาเอาไว้อย่างชัดเจน
กลุ่มเอกสารโบราณของพราหมณ์-ฮินดู จำพวกคัมภีร์ธรรมศาสตร์ (คือ กลุ่มคัมภีร์ที่ว่าด้วยหลักกฎหมาย, หน้าที่ทางศีลธรรม และแนวทางการประพฤติปฏิบัติตน) และรวมถึงกลุ่มคัมภีร์ประเภทอื่น อย่างคัมภีร์ปุราณะ (คือ กลุ่มตำราที่ว่าด้วยเทพปกรณัมต่างๆ) มีการระบุหลักเกณฑ์การตั้งชื่อของบุคคลซึ่งมีความแตกต่างกันทางภูมิหลังที่มาของแต่ละบุคคลเอาไว้อย่างชัดเจน โดยกำหนดให้ใช้คำต่อท้ายชื่อที่แตกต่างกันไปตามวรรณะ (ชนชั้นทางสังคม) ของบุคคล ด้วยการใช้คำลงท้ายพระนาม ให้เป็นไปตามหลักในการระบุถึง “วรรณะ” ของเจ้าของชื่อ หรือพระนามนั้นๆ
ตัวอย่างที่สำคัญก็คือ คัมภีร์ “มนูธรรมศาสตร์” (บางครั้งเรียกว่า มนูสมฤติ หรือมานวธรรมศาสตร์) อันเป็นคัมภีร์เก่าแก่ ที่มักจะอ้างกันว่าประพันธ์ขึ้นในช่วงระหว่างราว พ.ศ.350-750 มีข้อความระบุเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ว่า
“ส่วนแรกของชื่อสำหรับวรรณะพราหมณ์ ควรสื่อถึงความศักดิ์สิทธิ์ อำนาจสำหรับกษัตริย์ ความมั่งคั่งสำหรับไวศยะ (โลกภาษาไทยมักเรียกว่า วรรณะแพศย์-ผู้เขียน) และความต่ำต้อยสำหรับศูทร
ส่วนที่สองของชื่อควรสื่อถึงความเจริญรุ่งเรืองสำหรับนักบวช การปกปักรักษาสำหรับนักรบ การหล่อเลี้ยงเกื้อกูลสำหรับพ่อค้า และการรับใช้อย่างนอบน้อมสำหรับผู้รับใช้
ชื่อของสตรีควรมีความไพเราะ นุ่มนวล ชัดเจน ชวนให้หลงใหล เป็นมงคล ลงท้ายด้วยเสียงสระยาว และมีลักษณะคล้ายถ้อยคำแห่งการอวยพร”
คำว่า “วรมัน” ตามพจนานุกรมภาษาสันสฤตฉบับมาตรฐานของเซอร์โมเนียร์ โมเนียร์-วิลเลียมส์ (Monier Monier-Williams, พ.ศ.2362-2442) ที่ชื่อ “Sanskrit-English Dictionary : Etymologically and Philologically Arranged with Special Reference to Cognate Indo-European Language” ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่เมื่อเรือน พ.ศ.2415 แต่ยังได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมาจนถึงกระทั่งปัจจุบันนั้น ได้ให้ความหมายของศัพท์คำว่า “วรมัน” เอาไว้ว่า
“เครื่องป้องกัน, เสื้อเกราะโซ่ถัก, เปลือกไม้, การป้องกัน, เกราะป้องกัน, ชื่อของพระสูตรหรือบทสวดเพื่อการปกป้องคุ้มครอง (โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ ‘หุม’ อันเป็นพยางค์ศักดิ์สิทธิ์), การคุ้มครอง (มักปรากฏท้ายชื่อของวรรณะกษัตริย์) เปลือกนอก และที่กำบัง”
และก็เป็นด้วยความหมายเช่นนี้เอง จึงทำให้เมื่อนำเอาศัพท์คำว่า -วรมัน มาประสมเข้ากับคำศัพท์อื่น เช่น ชัย- หรือ สุริย- เป็น ชัยวรมัน หรือสุริยวรมัน ก็จะหมายความว่า ผู้มีชัยชนะเป็นเกราะป้องกัน และผู้มีพระสุริยะเป็นผู้ปกป้อง เป็นต้น
แน่นอนว่า ความหมายที่ได้มาจากพระนาม หรือชื่ออย่างนี้ย่อมต้องตรงตามกฎเกณฑ์ที่ถูกระบุไว้ในพระมนูธรรมศาสตร์ว่า ชื่อของบุคคลในวรรณะกษัตริย์ ควรสื่อถึงอำนาจ และการปกป้องคุ้มครอง อย่างแน่นอน
อันที่จริงแล้ว ยังมีตัวอย่างของคัมภีร์ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่มีอายุน้อยกว่าพระมนูธรรมศาสตร์บางเล่ม ก็ได้ระบุอย่างชัดเจนลงไปเลยว่า แต่ละวรรณะควรมีคำลงท้ายชื่อว่าอย่างไร
ดังที่คัมภีร์ปุราณะฉบับสำคัญอย่าง “อัคนิปุราณะ” ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาปุราณะ 18 ฉบับ (กลุ่มคัมภีร์ที่ถูกนับว่าเป็นมหาปุราณะนี้ พวกพราหมณ์ และศาสนิกชนชาวฮินดูนับถือกันว่า เป็นคัมภีร์ปุราณะสำคัญเหนือปุราณะฉบับอื่นๆ นับหลายพันฉบับ) และคงจะเริ่มประพันธ์ขึ้นตั้งแต่ราว พ.ศ.1650 ได้มีข้อความระบุว่า
“พิธีนามกรนาม (หมายถึง พิธีตั้งชื่อบุตรธิดา และต้อนรับเด็กทารกเข้าสู่ครอบครัว ปัจจุบันเรียกพิธีนามกรณะ-ผู้เขียน) ควรจัดขึ้นเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาแห่งความมีมลทินอันเนื่องมาจากการคลอดบุตร เด็กในวรรณะพราหมณ์ควรมีคำลงท้ายชื่อว่า ‘ศรมา’ (ผู้ปีติ) ชื่อของเด็กในวรรณะกษัตริย์ควรมีคำลงท้ายว่า ‘วรมา’ (ผู้ปกปัก หรือผู้พิทักษ์) ในขณะที่เด็กจากวรรณะไวศยะ และศูทร ควรมีคำลงท้ายชื่อว่า ‘คุปตะ’ และ ‘ทาสะ’ (ทาส) ตามลำดับ”
คำว่า “วรมา” ในที่นี้ พจนานุกรมภาษาสันสฤตของเซอร์โมเนียร์ โมเนียร์-วิลเลียมส์ จัดให้เป็นรูปผสมของคำนามไม่มีเพศ (ภาษาสันสกฤต เป็นภาษาที่มีเพศโดยแบ่งเป็น 3 เพศได้แก่ เพศชาย, เพศหญิง และไม่มีเพศ) ของคำว่า “วรมัน” ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าแทบจะเป็นคำเดียวกันเลยทีเดียว

ถึงแม้ว่าคำลงท้ายชื่อในแต่ละวรรณะก็ไม่ได้มีจำกัดอยู่เฉพาะเพียงแต่คำที่ถูกระบุอยู่ในคัมภีร์เท่านั้น เช่น ในวรรณะพราหมณ์ ยังมีคำลงท้ายชื่อว่า ศาสตรี, อาจาริย, บัณฑิต หรือโสมยาธี ส่วนวรรณะแพศย์ ก็มักจะปรากฏคำลงท้ายชื่อว่า เจฏฏิ (คือ เศรษฐี) ให้เห็นอยู่บ่อยๆ
แต่ควรสังเกตด้วยว่า เกณฑ์การตั้งชื่อตามหลักการในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สัมพันธ์อยู่กับระบบวรรณะ ซึ่งก็คือกลวิธีสำคัญอย่างหนึ่งในการจัดระเบียบทางสังคมในอนุทวีปอินเดีย เพราะเป็นการกำหนดบทบาท และหน้าที่ทางสังคมให้แก่ปัจเจกชนทุกชีวิตที่สังกัดอยู่ในระบบวรรณะ
และหากจะว่ากันตามหลักการจากตัวบทในคัมภีร์พราหมณ์โบราณแล้ว บทบาทและหน้าที่อย่างนี้ถูกกำหนดตั้งแต่ยังเป็นทารกอยู่ในครรภ์ของมารดาเลยเสียด้วยซ้ำไปเลยทีเดียว
แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว กลไกการทำงานของระบบวรรณะไม่ได้แข็งทื่อตามตัวบทที่ถูกอ้างไว้ในตำราโบราณของพราหมณ์ เพราะมีความแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขเฉพาะในแต่ละพื้นที่ของอนุทวีปอินเดีย
แต่หากจะพิจารณาเฉพาะในบริบทของบทบาทและหน้าที่ในโครงสร้างทางสังคมตามอุดมคติ ที่พวกพราหมณ์ใฝ่ฝันถึง ซึ่งปรากฏอยู่ในตำราเหล่านี้แล้ว การกำหนดคำลงท้ายชื่อเพื่อเป็น “ฉลาก” สำหรับบอก “วรรณะ” อย่างนี้ ก็ย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับสังคมที่สมาทานระบบวรรณะแน่
แต่ก็ยังมีข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งด้วยว่า ไม่เคยมีการพบหลักฐานของการใช้งานระบบวรรณะตามหลักการเดียวกันนี้ ในสังคมวัฒนธรรมของกลุ่มรัฐในอุษาคเนย์ช่วงแรกรับเอาศาสนาใหม่เข้ามาจากอินเดียเมื่อหลัง พ.ศ.1000 เป็นต้นมาเลยแม้แต่น้อย แน่นอนว่ารวมถึงกลุ่มสังคมวัฒนธรรมที่พบการใช้คำลงท้ายพระนามว่า “วรมัน” กันเสียจนดาษดื่นอย่าง กัมพูชา และจามปาด้วย
ดังนั้น ถ้าหน้าที่ของการใช้คำลงท้ายพระนามว่า “วรมัน” นี้ คือการเป็นเครื่องยืนยันถึงสถานภาพความเป็นกษัตริย์อย่างหนึ่ง ก็ย่อมต้องเป็นการยืนยันที่ตั้งอยู่บนคนละเงื่อนไขทางสังคมกับที่ปรากฏอยู่ในอินเดียอย่างเห็นได้ชัด
เพราะ “กษัตริย์” ในที่นี้ ไม่ได้ถูกผูกอยู่กับระบบ “วรรณะ” ดังนั้น คำลงท้ายพระนามนี้จึงไม่ได้เป็นสิ่งที่ระบุถึงวรรณะของบุคคล แต่เป็นคำที่ใช้ระบุถึงสภาวะของการเป็นผู้ปกครองสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวของรัฐต่างหาก
(ถึงแม้จะมีหลักฐานของการใช้คำลงท้ายชื่อว่า วรมัน ในบุคคลที่ไม่ใช่กษัตริย์ผู้ปกครองอยู่บ้าง แต่ก็นับเป็นจำนวนที่จิ๊บจ๊อยเป็นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วนของบุคคลที่มีสถานภาพเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองรัฐที่มีจำนวนตัวอย่างต่างกันอย่างมองไม่เห็นฝุ่น)
ต้องอย่าลืมว่า พระนามของกษัตริย์ที่มีคำว่า “วรมัน” อยู่ที่ข้างท้ายของพระนามเหล่านี้ ต่างก็พบอยู่ในศิลาจารึก และอะไรที่เรียกว่า “ศิลาจารึก” นั้น ก็คือส่วนหนึ่งของพิธีกรรม เพราะข้อความต่างๆ ในจารึก มีจุดมุ่งหมายที่จะประกาศข้อความเหล่านั้นต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นผีฟ้า หรือเทพยดาทั้งหลาย มากกว่าที่จะให้ไพร่ฟ้าประชาชนที่ไหนมาอ่าน โดยเฉพาะเมื่อสังคมกัมพูชาโบราณนั้น เป็นสังคมที่ยังไม่มีการศึกษาแบบมวลชน อย่างกลุ่มรัฐในยุคแรกรับเอาวัฒนธรรมศาสนาจากอนุทวีปอินเดียเข้ามา
หมายความว่า รัฐในอุษาคเนย์ยุคแรกเริ่มที่มีคำว่า “วรมัน” อยู่ท้ายพระนามของกษัตริย์เหล่านี้ ก็ไม่น่าที่จะมีใครสามารถเข้าถึงความรู้ในการอ่านเขียนตัวอักษรต่างๆ ได้มากนัก โดยเฉพาะชนชั้นผู้ถูกปกครอง ซึ่งก็คือประชาชนโดยทั่วไป อันเป็นคนหมู่มากในสังคม ดังนั้น การจารึกตัวอักษรให้ผีสางเทวดาอ่านอย่างนี้ ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ต้องเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมโดยตรงอยู่แล้ว
และต้องอย่าลืมว่า พระนามยาวๆ ที่ประดิดประดอยขึ้นเป็นคำศัพท์ภาษาสันสกฤตในทำนองนี้ มักจะถูกใช้พิธีกรรมมากกว่าชีวิตจริง ดังจะเห็นได้จากพระนามที่ปรากฏอยู่ในพระสุพรรณบัฏต่างๆ ที่ยังคงเห็นได้ในทุกวันนี้ เป็นต้น
ดังนั้น ถ้าคำลงท้ายพระนามของกษัตริย์ว่า “วรมัน” เหล่านี้ จะทำหน้าที่ยืนยันถึงสถานภาพความเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองรัฐต่อใครแล้ว ใครคนนั้นก็ย่อมจะเป็นผีสางเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเทพเจ้าต่างๆ นั่นแหละ
