bg-single

ผู้หญิงในสถาปัตยกรรมไทย

03.03.2021

เคยสังเกตไหมว่า เมื่อเราพูดถึงกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังมรดกงานสถาปัตยกรรมไทยในอดีตทั้งหลาย ภาพของผู้ออกแบบก่อสร้างงานและผู้อุปถัมภ์งานก่อสร้างเกือบทั้งหมดคือภาพของผู้ชายแทบทั้งสิ้น

ก่อนที่จะมีคำว่า “สถาปนิก” (คำนี้เกิดขึ้นจากการแปลคำว่า architect ในสมัยรัชกาลที่ 6) สังคมไทยเรียกผู้ทำหน้าที่ออกแบบและก่อสร้างว่า “ช่าง” และ “นายช่าง” การใส่คำว่า “นาย” ลงไปข้างหน้าคำว่า “ช่าง” ก็สะท้อนอย่างชัดเจนถึงเพศของผู้ทำการออกแบบก่อสร้าง

ผู้อุปถัมภ์ก็เช่นกัน บันทึกทั้งหลายที่เหลืออยู่ล้วนชี้ไปที่บทบาทของผู้ชาย ไล่ตั้งแต่กษัตริย์ เจ้านายผู้ชาย ขุนนางผู้ชาย ฯลฯ

มีเพียงเจ้านายฝ่ายหญิงเพียงน้อยนิดที่จะปรากฎชื่อเสียงเรียงนามในการเป็นผู้อุปถัมภ์การก่อสร้าง

เมื่อพิจารณาในรายละเอียดการออกแบบสถาปัตยกรรมไทย ลักษณะ “ความเป็นชาย” ก็ถือเป็นลักษณะเด่นที่ปรากฏอยู่ในงาน ไม่ว่าจะเป็นพระราชวัง วัดวาอาราม ป้อม กำแพงเมือง ฯลฯ นารายณ์ทรงครุฑ พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ พญานาค สิงห์ ครุฑ ยักษ์ ลิง ฯลฯ ที่ถูกสร้างขึ้นเป็นศิลปกรรมประดับตกแต่งนั้น แทบทั้งหมดก็แสดงออกถึงลักษณะความเป็นชายมากกว่าหญิงอย่างไม่ต้องสงสัย

พระพุทธรูปที่อ่อนช้อยงดงามถูกอธิบายว่าเป็นเส้นสายของความเป็นทิพย์ รูปทรงในอุดมคติ ไร้เพศสภาพ มากกว่าที่จะอธิบายว่าเป็นเส้นสายที่ถ่ายทอดมาจากความเป็นผู้หญิง

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาพของผู้ชาย บทบาทของผู้ชาย และลักษณะ “ความเป็นชาย” ที่ครอบครองพื้นที่ในงานสถาปัตยกรรมไทยไปเกือบทั้งหมดนั้น โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยอยากจะเชื่อนักว่า ภาพของผู้หญิง บทบาทของผู้หญิง และลักษณะ “ความเป็นหญิง” จะไร้พื้นที่และตัวตนเสียทีเดียว

ในโอกาสที่วันสตรีสากลกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันนี้ ผมเลยอยากจะลองชวนมองและค้นหาภาพของผู้หญิงและความเป็นหญิงในงานสถาปัตยกรรมไทยดูบ้าง

วัดเทพธิดาราม เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด

โดยทั่วไปเมื่อพูดถึงวัดนี้สิ่งที่จะถูกพูดถึงเป็นอันดับต้นๆ คือ “รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบพระราชนิยม” สมัยรัชกาลที่ 3 ที่ได้รับอิทธิพลศิลปะจีน

อีกเรื่องคือ “กุฏิสุนทรภู่” กวีเอกยุคต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งผมคิดว่าทั้งสองเรื่องนี้ไม่ใช่สาระสำคัญอันโดดเด่นของวัดนี้แต่อย่างใดเลย

ภาพของผู้หญิงและลักษณะความเป็นหญิงต่างหากคือสิ่งที่โดดเด่นที่สุด

วัดเทพธิดารามสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อพระราชทานแด่ “กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ”

และแม้ว่ารัชกาลที่ 3 จะเป็นผู้มีพระราชดำริสร้าง แต่ตามประวัติก็ระบุเอาไว้ว่า กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ทรงบริจาคทุนทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นจำนวนมากร่วมด้วยในการก่อสร้าง

อาจเรียกว่าเป็นผู้อุปถัมภ์การก่อสร้างที่สำคัญเลยก็ว่าได้

และผมอยากจะคิดว่าพระองค์น่าจะมีส่วนอย่างสำคัญในการออกแนวคิดในการออกแบบด้วย

ทำไมจึงคิดเช่นนั้น คำตอบคือ ด้วยหลักฐานประวัติศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นว่าเจ้านายพระองค์นี้มีบทบาทสำคัญที่สุดในราชการของฝ่ายใน และเป็นที่รักอย่างมากของรัชกาลที่ 3

กล่าวกันว่า ทรงเป็นผู้ถือกุญแจพระคลังข้างใน และมักออกปฏิบัติราชกิจร่วมกับรัชกาลที่ 3 อยู่เสมอ

ถึงขนาดที่บางคนนิยามว่าเป็น “นางแก้ว” (หนึ่งในแก้ว 7 ประการของพระมหาจักรรดิราช) ของรัชกาลที่ 3

ซึ่งด้วยอำนาจและบารมีดังกล่าว ผมจึงไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องแปลกเลยที่พระองค์จะมีส่วนในการกำหนดแนวคิดในการออกแบบวัดเทพธิดาราม ถ้าไม่มีส่วนในการแสดงความเห็นใดๆ เลยต่างหาก ถึงจะเรียกว่าน่าแปลก

 

ยิ่งเมื่อมองลงไปในรายละเอียดการออกแบบก็ยิ่งน่าสนใจ เพราะเกือบทุกองค์ประกอบถูกสร้างขึ้นด้วยความต้องการที่จะสะท้อน “ความเป็นหญิง” ออกมาอย่างชัดเจน

ตั้งแต่ลวดลายหน้าบันพระอุโบสถและวิหารที่ทำเป็นรูป “พญานก” สัญลักษณ์ที่สื่อความเป็นหญิง

พระประธานในพระอุโบสถเป็นพระปางมารวิชัยทำจากหินสีขาวบริสุทธิ์ซึ่งพุทธลักษณะมีความอ่อนช้อยและเมื่อเป็นสีขาวจึงดูนุ่มนวลสะท้อนความเป็นผู้หญิงได้ดี

นอกจากนี้ บานหน้าต่างภายในยังทำเป็นลายรดน้ำรูปนางอัปสรอยู่ภายในวิมานอีกด้วย

สำคัญที่สุดคือ ภายในวิหารจะประดิษฐานรูปปั้นพระภิกษุณีจำนวน 52 องค์อยู่บนแท่นหินอ่อนหน้าพระประธาน ซึ่งเป็นการแหวกจารีตประเพณีของงานศิลปะไทยอย่างมาก

ยิ่งมองภายใต้บริบทพุทธศาสนาในสังคมไทยที่ไม่เปิดพื้นที่ให้แก่การบวชผู้หญิงเป็นภิกษุณีแล้ว

การปรากฏรูปภิกษุณีทั้งหมดโดยไม่มีรูปปั้นพระสงฆ์เลยนั้น ผมคิดว่ามีนัยยะสำคัญ

ยิ่งเมื่อเราออกไปเดินรอบๆ วัด เราจะพบตุ๊กตาศิลาจีนตั้งอยู่เป็นระยะๆ ซึ่งโดยปกติตามวัดต่างๆ ตุ๊กตาศิลาเหล่านี้เกือบทั้งหมดจะเป็นเพศชาย

แต่ที่วัดแห่งนี้เป็นเพศหญิงแทบทั้งหมด

 

ศิลปะและสถาปัตยกรรมที่นำเสนอ “ความเป็นหญิง” อย่างมากในทุกองค์ประกอบเช่นนี้ ผมอยากจะมองว่าเป็นความพยายาม (ของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ?) ที่จะสร้างพื้นที่ความเป็นผู้หญิงลงในงานสถาปัตยกรรมไทย รวมไปถึง เราจะมองได้หรือไม่ว่า สิ่งเหล่านี้คือการสนทนาแม้กระทั่งโต้ตอบ (อาจโดยไม่ตั้งใจ) กับพุทธศาสนากระแสหลักในสังคมไทย โดยเฉพาะในกรณีการสร้างรูปปั้นภิกษุณีภายในวิหาร

ในทัศนะผม หากมีการศึกษาในประเด็นนี้จริงจังอาจเผยให้เห็นบทบาทของผู้หญิงในงานสถาปัตยกรรมไทยที่ไม่ค่อยได้รับเครดิตเท่าที่ควรในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

กรณีนี้ทำให้ผมนึกถึงกรณีที่คล้ายคลึงกันในต่างประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่นักวิชาการเริ่มค้นพบบทบาทของศิลปินหญิงเป็นจำนวนมากที่เคยถูกมองข้ามไป หรือแม้กระทั่งถูกขโมยผลงานของตนเองไปมอบให้แก่ศิลปินผู้ชาย

กรณีที่สำคัญเช่น งานศิลปะอันโด่งดังชื่อ Fountain ที่เชื่อกันว่า Marcel Duchamp เป็นเจ้าของไอเดีย

แต่ปัจจุบันเริ่มมีการตั้งคำถามว่างานชิ้นนี้น่าจะเป็นผลงานของศิลปินหญิงชื่อ Elsa von Freytag-Loringhoven เป็นต้น

เมื่อย้อนมามองวัดเทพธิดารามก็เช่นกัน ตามประวัติดูจะยกเครดิตให้รัชกาลที่ 3 และ กรมหมื่นภูมินทรภักดี ในฐานะแม่กองการก่อสร้างเพียงเท่านั้น โดยละเลยบทบาทของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพมากเกินไป

 

ไม่เพียงแค่วัดนี้เท่านั้น หากเรากวาดตาดูสถาปัตยกรรมชิ้นอื่นๆ เราจะพบร่องรอยที่ชวนตั้งคำถามในลักษณะนี้อีกมาก

เช่น วัดคณิกาผล ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เช่นกัน โดยผู้หญิงที่ถูกเรียกว่า “ยายแฟง” ซึ่งเป็นเจ้าสำนักโสเภณี บริเวณตรอกเต๊า ถนนเยาวราช

โดยยายแฟงนำเงินจากการกิจการค้าประเวณีมาสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเมื่อปี 2376

การทำแบบนี้ได้ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาอย่างมาก ทั้งการเป็นวัดที่สร้างโดยผู้หญิง สถานะก็เป็นเพียงชาวบ้าน

และเงินที่สร้างยังมาจากธุรกิจสีเทาในสายตาคนทั่วไป

แต่น่าแปลกที่ประวัติของวัดนี้หลงเหลืออยู่น้อยมาก

อีกทั้งยังมีการสร้างเรื่องเล่าที่ดูถูกยายแฟงอีกด้วย คือ เล่ากันต่อมาว่า เมื่อสร้างวัดเสร็จ ยายแฟงได้นิมนต์ขรัวโต (สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พฺรหฺมรํสี) มาเทศน์ฉลอง

ซึ่งขรัวโตเทศน์สั่งสอนยายแฟงว่า สร้างวัดเป็นการทำบุญเอาหน้า แม้จะเป็นบุญใหญ่ ก็ได้บุญน้อย เพราะเงินของยายแฟงได้มาโดยไม่บริสุทธิ์

เรื่องเล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการอธิบายการกระทำที่เป็นบุญใหญ่ของคนในอดีตที่ควรเป็นเรื่องน่ายกย่องอย่างยิ่งของผู้ที่ทำได้ ให้กลายเป็นเรื่องของการเอาหน้าและยังได้บุญไม่เต็มอีกต่างหาก

ซึ่งไม่ว่าเรื่องเล่านี้จะมีความจริงอยู่มากน้อยแค่ไหน

แต่ตัวมันก็เข้ามาทำหน้าที่ลดทอนบทบาทและความสำคัญของผู้หญิงชาวบ้านที่ชื่อยายแฟงลง

 

จากสองตัวอย่างที่ยกมา ผมคิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเริ่มศึกษาภาพของผู้หญิง บทบาทของผู้หญิง และลักษณะ “ความเป็นหญิง” ในพื้นที่ทางสถาปัตยกรรมให้ลึกซึ้งมากขึ้น

ผู้หญิงเหล่านี้คือใคร

ผลงานที่ผู้หญิงเหล่านี้สร้างสรรค์ขึ้นมีอะไรบ้าง

และอะไรคือแรงขับทางความคิดที่อยู่เบื้องหลัง

คำถามเหล่านี้ควรถูกถามให้มากขึ้นในวงวิชาการทางประวัติศาสตร์ศิลปะและสถาปัตยกรรมไทย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน