bg-single

อนุสาวรีย์หน้ารัฐสภาใหม่ : ขนาด ที่ตั้ง และความหมายที่ควรเป็น / พื้นที่ระหว่างบรรทัด ชาตรี ประกิตนนทการ

11.03.2021

พื้นที่ระหว่างบรรทัด

ชาตรี ประกิตนนทการ

 

อนุสาวรีย์หน้ารัฐสภาใหม่

: ขนาด ที่ตั้ง และความหมายที่ควรเป็น

 

สําหรับผู้ที่สนใจโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ย่อมทราบเป็นอย่างดีว่าจะมีการย้ายอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 ที่เคยตั้งอยู่หน้าอาคารรัฐสภาเดิมมาไว้หน้าอาคารรัฐสภาแห่งใหม่

แต่ที่หลายคนเพิ่งมาทราบไม่นาน (ราวปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา) จากการเปิดเผยของวุฒิสมาชิกก็คือ กรมศิลปากรเสนอแนวคิดว่าควรย้ายอนุสาวรีย์เดิมไปตั้งไว้ภายในอาคารรัฐสภาในส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์

และให้จัดสร้างอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 ขึ้นใหม่ขนาดประมาณ 4 เท่าพระองค์จริงขึ้นแทนที่เพื่อตั้งอยู่หน้าอาคารแทน

ด้วยเหตุผลที่ว่าขนาดของอนุสาวรีย์เดิมเล็กเกินไป ไม่สัมพันธ์กับขนาดของตัวอาคารที่เป็นฉากด้านหลัง และจะทำให้อนุสาวรีย์ไม่สง่างามเท่าที่ควร

เมื่อข่าวนี้ออกสู่สาธารณะ ความเห็นดูจะแยกออกเป็น 2 ฝ่าย

ฝ่ายแรกเห็นด้วยกับข้อเสนอกรมศิลปากรที่ต้องการให้มีการขยายขนาดอนุสาวรีย์ขึ้น

ส่วนอีกฝ่ายมองว่าอนุสาวรีย์เดิมมีขนาดที่เหมาะสมอยู่แล้ว ไม่ได้เล็กเกินไป

ที่สำคัญคือขนาดเดิมให้ความรู้สึกที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่า

ความเห็นที่ขัดแย้งกันนำไปสู่การทำภาพจำลองสามมิติเทียบขนาดอนุสาวรีย์กับอาคารรัฐสภาใหม่ของทั้งสองฝ่ายความคิด เพื่อยืนยันความเห็นของตนเองว่าถูกต้องกว่า

 

ผมตามข่าวนี้ด้วยความสนใจ

อ่านไปก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับความคิดทั้ง 2 ฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเห็นว่ายังมีบางประเด็นที่เราควรคำนึงถึงมากกว่าแค่เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างขนาดอนุสาวรีย์กับอาคารรัฐสภาที่เป็นฉากหลัง

ประการแรก ผมเห็นด้วยอย่างมากว่าเราไม่ควรใช้ภาษีของประชาชนหลายสิบล้านบาทเพื่อสร้างอนุสาวรีย์ชิ้นใหม่ด้วยเหตุผลเพียงเพราะว่าขนาดมันไปไม่ได้กับฉากหลัง

มันเป็นเหตุผลที่ตื้นเขินเกินไป

เพราะปัญหาการออกแบบเพื่อให้วัตถุที่มีขนาดเล็กยังสามารถแสดงตัวอย่างโดดเด่นภายใต้ที่ว่างขนาดใหญ่ที่โอบล้อมอยู่นั้น เป็นปัญหาพื้นฐานที่ปกติมากๆ

ตลอดประวัติศาสตร์งานศิลปะและสถาปัตยกรรม ช่างไทยโบราณต่างเรียนรู้และแก้ไขปัญหาแบบนี้ได้โดยไม่ต้องไปสร้างวัตถุให้ใหญ่ขึ้นแต่อย่างใด

ลองนึกภาพตามดูนะครับ พื้นที่ภายในพระอุโบสถวัดพระแก้วที่สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 1 นั้นมีขนาดใหญ่มากหากเทียบกับขนาดพระแก้วมรกต

ถ้าช่างสมัยนั้นบอกว่าพระแก้วมรกตมีขนาดเล็กไปไม่สัมพันธ์กับขนาดพระอุโบสถและขอสร้างองค์ใหม่ขึ้นเพื่อให้มีขนาดที่ใหญ่เหมาะสมมากกว่า จะเป็นอย่างไร

แน่นอน ช่างในอดีตไม่เสนออะไรแบบนั้น แต่เลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยการออกแบบองค์ประกอบอื่นๆ เข้ามาเสริมให้องค์พระที่มีขนาดเล็กดูเด่นขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นฐานซ้อนชั้นและบุษบกประดิษฐานพระแก้ว

นี่คือตัวอย่างที่ใช้การออกแบบอื่นๆ เข้ามาแก้ปัญหาขนาดของวัตถุประธานที่มีขนาดเล็กให้สามารถคุมพื้นที่ขนาดใหญ่เอาไว้ได้โดยที่ไม่ถูกกลืนหายไปกับฉากหลัง

แม้กรณีนี้อาจจะนำมาเทียบกันไม่ได้ทั้งหมดกับกรณีอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 7

แต่ก็เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่ายังมีวิธีการอีกมากมายที่จะแก้ปัญหานี้โดยไม่ต้องสร้างใหม่

แต่ทำไมผู้เกี่ยวข้องกับการออกแบบพื้นที่จัดวางอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 จึงไม่เลือกทางอื่น

ทำไมเราต้องมีอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 ที่มีรูปแบบซ้ำกันถึง 2 ชิ้นตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้ๆ กัน

ถ้าแก้ปัญหาด้วยวิธีการหนีปัญหาแบบนี้เราจะมีสถาปนิกและนักออกแบบไปเพื่ออะไร

 

ที่สำคัญประการต่อมาคือ การเสนอขยายขนาดมากถึง 4 เท่าคนจริงมันส่งผลในเชิงความหมายและความรู้สึกของผู้คนที่มองอนุสาวรีย์อย่างลึกซึ้งมากกว่าที่คิดนะครับ

ผมคงไม่มีเนื้อที่มากพอที่จะอธิบายในรายละเอียด

หากสนใจประเด็นนี้ หนังสือรวมบทความชื่อ Decoding Dictatorial Statues ซึ่งเกิดขึ้นจากโครงการวิเคราะห์ภาพถ่ายอนุสาวรีย์รูปผู้นำต่างๆ ของกราฟฟิก ดีไซเนอร์ชาวเกาหลีชื่อ Ted Hyunhak Yoon เป็นตัวอย่างที่ดี

หนังสือเล่มนี้ได้นำเสนอการถอดรหัสความหมายทางการเมืองที่ซ่อนเร้นหลายมิติในอนุสาวรีย์รูปบุคคลที่ตั้งในที่สาธารณะทั่วโลก

ตั้งแต่การวางท่าทางของอนุสาวรีย์ (ยกมือ ผายมือ ชี้นิ้วไปข้างหน้า ก้มหน้า เงยหน้า กอดอก ฯลฯ) ไปจนถึงขนาด ป้ายคำอธิบาย สถานที่ตั้ง ไปจนวัสดุในการสร้าง ว่าล้วนมีความหมายบางอย่างเสมอ

แม้กระทั่งตำแหน่งในการมองของเราไปสู่อนุสาวรีย์ (ต้องเงยหน้ามอง ก้มลงมอง หรือระดับเดียวกันกับสายตาเรา) ก็ล้วนสร้างความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป

หากตระหนักถึงความละเอียดอ่อนดังกล่าวมากพอ ผมเชื่อว่ากรมศิลปากรคงไม่เสนอให้มีการขยายขนาดมากถึง 4 เท่า

เพราะการสร้างอนุสาวรีย์รูปบุคคลขนาดใหญ่มากๆ (ไม่นับรูปเคารพทางศาสนา) มักเกิดขึ้นในสังคมที่มีลักษณะอำนาจนิยมและเผด็จการมากกว่าสังคมประชาธิปไตย

เมื่อเรายืนอยู่ต่อหน้าอนุสาวรีย์ลักษณะนี้จะเกิดความรู้สึกที่ถูกกดและถูกข่มไม่มากก็น้อย

ยิ่งหากตั้งบนฐานสูง ความรู้สึกดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

 

แต่น่าเสียดาย ด้วยความหมกหมุ่นแต่ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างขนาดอนุสาวรีย์กับฉากหลังที่มีขนาดมหึมา จึงส่งผลให้เกิดเป็นข้อเสนอที่ทั้งสิ้นเปลืองภาษีประชาชนและขัดแย้งกับหัวใจสำคัญของที่ตั้งที่เป็นอาคารรัฐสภาที่ควรจะเป็นพื้นที่ที่นำเสนออุดมการณ์ประชาธิปไตยในทุกตารางนิ้ว

ตัวอย่างใกล้ตัวที่ดีที่แสดงลักษณะตรงข้ามได้ชัดคือ อนุสาวรีย์ปรีดี พนมยงค์ และป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ตั้งอยู่หน้าอาคารอุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเป็นรูปบุคคลที่ขนาดเท่าคนจริง อิริยาบถนั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวด้วยท่วงท่าธรรมดาของมนุษย์ทั่วไป

อนุสาวรีย์ติดตั้งอยู่บนพื้นราบ ไม่มีฐานรอง ยิ่งเมื่อเราเดินเข้าไปใกล้อนุสาวรีย์ก็จะพบว่าสายตาของเราสูงกว่าระดับศีรษะของรูปบุคคลทั้งสองอีกด้วย

ทั้งหมดนี้คือภาษาในการออกแบบอนุสาวรีย์ที่สร้างความใกล้ชิด เป็นกันเอง

และเท่าเทียมกันระหว่างผู้ชมกับตัวบุคคลที่ถูกสร้างเป็นอนุสาวรีย์

 

อย่างไรก็ตาม แม้ผมจะเห็นด้วยกับฝ่ายที่ไม่อยากให้สร้างอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 ขึ้นใหม่ แต่อีกด้านหนึ่งผมก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของกรมศิลปากรนะครับที่เสนอให้นำอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 องค์เดิมไปตั้งไว้ในพิพิธภัณฑ์ภายในอาคารรัฐสภา

ผมเห็นว่าลานขนาดใหญ่ด้านหน้าของรัฐสภาควรเปิดพื้นที่ให้เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับพักผ่อนหรือแม้กระทั่งแสดงออกทางการเมืองของประชาชนอย่างเต็มที่ ให้สมกับการเป็นรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย

เพราะเราต้องยอมรับนะครับว่าหากลานด้านหน้ามีอนุสาวรีย์ตั้งอยู่ พื้นที่ส่วนนี้จะมีลักษณะที่โน้มเอียงไปสู่การเป็นพื้นที่ที่เป็นทางการในการจัดรัฐพิธีและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มากกว่า

ซึ่งในทัศนะผม การแยกพื้นที่รัฐพิธีและพระราชพิธีออกจากพื้นที่สาธารณะทั่วไปคือสิ่งที่ควรทำและจำเป็นอย่างยิ่ง

เพราะในบริบทสังคมวัฒนธรรมไทย หากเราปล่อยให้พื้นที่ทั้งหมดซ้อนทับกัน พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์จะกลายเป็นความหมายหลักที่คลุมพื้นที่นั้นทั้งหมดและทำให้หลายมิติ

และหลายกิจกรรมสาธารณะไม่สามารถทำได้อีกต่อไปในพื้นที่นั้น

 

ผมจึงอยากเสนอว่า ภายในอาคารอันเป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 ควรออกแบบให้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมรัฐพิธีและพระราชพิธีต่างๆ

ส่วนพื้นที่ลานด้านหน้าอาคารรัฐสภาก็ออกแบบให้เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชนในการใช้สอยต่างๆ อย่างเต็มที่เช่นกัน

หากกังวลเรื่องความปลอดภัย ผมคิดว่ามีการออกแบบอาคารรัฐสภาสมัยใหม่หลายแห่งในโลกที่เป็นตัวอย่างที่ดีของการสร้างพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชน รัฐสภาของประเทศออสเตรเลียเป็นหนึ่งตัวอย่างที่ดี ตัวอาคารออกแบบให้ประชาชนสามารถเข้าไปใช้สอยได้ทุกวันในเกือบทุกพื้นที่โดยรอบ

แม้กระทั่งหลังคาก็ออกแบบให้เป็นพื้นสนามหญ้าสำหรับเดินและชมวิวเมืองได้ ในขณะเดียวกันก็มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม

แม้รัฐสภาแห่งใหม่ของไทยจะถูกออกแบบขึ้นด้วยแนวคิดและรูปทรงอาคารที่ขัดแย้งอย่างมากกับหลักการพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย (ผมอธิบายประเด็นนี้ไว้มากแล้วในหลายแห่ง จะไม่ขอลงรายละเอียดในที่นี้)

แต่หากข้อเสนอของผมในบทความชิ้นนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริง อย่างน้อยก็จะช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดของรัฐสภาแห่งนี้ให้ดีขึ้นบ้าง

เป็นการเดินกลับเข้าหาหลักการออกแบบพื้นที่ในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน