bg-single

ศิลป์ พีระศรีกับการประกอบสร้างคุณค่าและความงามศิลปะสุโขทัย (1)

01.10.2026

พื้นที่ระหว่างบรรทัด |ชาตรี ประกิตนนทการ

เมื่อพูดถึงศิลป์ พีระศรี (Corrado Feroci) เรามักนึกถึงการวางรากฐานการเรียนการสอนทางศิลปะสมัยใหม่แก่สังคมไทย และผลงานการสร้างประติมากรรมรูปบุคคลและอนุสาวรีย์ของรัฐขนาดใหญ่

แต่ผมอยากชวนมองคุณูปการอีกด้านที่คนทั่วไปไม่ค่อยนึกถึงมากนักเวลาพูดถึงท่าน นั่นก็คือ ผู้มีส่วนสำคัญต่อการประกอบสร้าง “คุณค่า” และ “ความงาม” ของศิลปะสุโขทัย ที่จะกลายมาเป็นคำอธิบายหลักของสังคมไทย และยังถูกขยายความกลายมาเป็นคุณลักษณะประจำชาติในฐานะจิตวิญญาณ “ความเป็นไทย” ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งมาจนถึงปัจจุบัน

แม้ความสนใจที่ชนชั้นนำสยามมีต่อสุโขทัยจะก่อตัวมาตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ และถูกผลักดันอย่างต่อเนื่องผ่านบริบททางการเมืองที่เปลี่ยนไป เริ่มตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ที่ทรงนิยามสุโขทัยใหม่ในฐานะต้นกำเนิดอารยธรรมและความศิวิไลซ์ ยกย่องพระพุทธรูปสุโขทัย (โดยเฉพาะพระพุทธชินราช) ให้เป็นงานช่างที่งดงามที่สุด

สืบต่อมาถึงรัชกาลที่ 6 ผู้ทรงหลงใหลในศิลปะสุโขทัยถึงขั้นเสด็จ “เที่ยวเมืองพระร่วง” ตลอดจนโปรดให้สร้างสถาปัตยกรรมหลายชิ้นที่ได้แรงบันดาลใจจากยุคดังกล่าว เรื่อยมาจนกระทั่งหลังการปฏิวัติ 2475 ในยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม สมัยแรก (พ.ศ.2481-2487) ที่ได้ยกระดับสุโขทัยให้กลายเป็นยุคทองของชนชาติไทย เป็นราชธานีแห่งแรก จนทำให้สุโขทัยกลายเป็นภาพแทนในแทบทุกอย่างของความเป็นไทย

ทว่า สิ่งที่ขาดหายไปอย่างน่าประหลาดท่ามกลางกระบวนการเชิดชูสุโขทัยเกือบศตวรรษคือ การขาดคำอธิบายทางสุนทรียศาสตร์ ข้อเขียนของชนชั้นนำยุคก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะยุคไหน ล้วนไม่มีการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบเลยว่า ความงามที่พิเศษสุดยอดของศิลปะสุโขทัยนั้น แท้จริงแล้วงดงามอย่างไรและเพราะเหตุใด

แต่สิ่งนี้จะมาตกผลึกและถูกประกอบสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์ในช่วงทศวรรษ 2490 ต่อมาถึงต้นทศวรรษ 2500 ผ่านงานเขียนของศิลป์ พีระศรี และงานประกวดศิลปกรรมแห่งชาติยุคแรกที่ท่านเข้าไปมีบทบาทสำคัญที่สุด

ศิลป์ พีระศรี เดินทางจากฟลอเรนซ์ถึงสยามในปลายสมัยรัชกาลที่ 6 และมีชีวิตการทำงานอยู่ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์ที่ชนชั้นนำไทยกำลังยกสุโขทัยให้ก้าวขึ้นมามีสถานะพิเศษต่อรัฐไทยและความเป็นไทย แน่นอน บริบทดังกล่าวย่อมต้องส่งอิทธิพลทางความคิด หล่อหลอมมุมมอง และสร้างทัศนคติด้านบวกที่มีต่อศิลปะสุโขทัยให้แก่ท่านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

น่าเชื่อด้วยว่า ทัศนะว่าด้วย “ยุคทองของความเป็นไทย” คงทำให้ศิลป์ พีระศรี สนใจและหลงใหลในศิลปะสุโขทัยมากเป็นพิเศษ ไม่ต่างจากชนชั้นนำไทยในช่วงเวลานั้น

และในฐานะศิลปินที่ผ่านการศึกษาตามแนวทาง academic art จากหนึ่งในศูนย์กลางศิลปะที่สำคัญของโลก ย่อมต้องทำให้ท่านอยากที่จะหาคำอธิบายทางวิชาการโดยเฉพาะในด้านสุนทรียศาสตร์ให้แก่ศิลปะสุโขทัย

แต่ในช่วงแรกของชีวิตราชการในไทย ที่เต็มไปด้วยภาระงานที่เน้นหนักไปที่การสร้างอนุสาวรีย์ตามแบบอย่างตะวันตกให้แก่รัฐไทย อีกทั้งความเข้าใจในศิลปะแบบจารีตของไทยที่ถือเป็นเรื่องแปลกและใหม่มากสำหรับศิลปินจากฟลอเรนซ์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาทำความเข้าใจพอสมควร ทั้งหมดจึงทำให้กว่าที่จะเกิดงานเขียนที่เข้ามาสร้างคำอธิบายคุณค่าความงามอย่างเป็นระบบของศิลปะสุโขทัย เวลาก็ล่วงมาถึงช่วงปลายทศวรรษ 2480 ในช่วงอายุที่เลย 50 ปีไปแล้ว

งานชิ้นแรกๆ ที่พูดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง คือหนังสือเรื่อง “ประติมากรรมไทย” แปลเป็นภาษาไทยโดยพระยาอนุมานราชธน ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2490 แต่ต้นฉบับภาษาอังกฤษแล้วเสร็จมาตั้งแต่ พ.ศ.2487

หนังสือเล่มนี้น่าสนใจเพราะมันไม่ได้เล่าลำดับรูปแบบประติมากรรมไทยตามการแบ่งยุคสมัยทางโบราณคดีซึ่งเป็นขนบปกติ ณ เวลานั้นเพียงเท่านั้น แต่ยังพยายามชี้วิธีดูงานศิลปะและการตัดสินคุณค่าของมัน

คํานำของหนังสือ พระยาอนุมานราชธนเขียนไว้ตอนหนึ่งว่า

“…นายศิลป์ พีระศรี…เคยกล่าวชมชมเชยพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยว่าเป็นศิลปะของไทยที่วิเศษยอดเยี่ยมอย่างหาค่ามิได้ ข้าพเจ้าอยากรู้ว่าวิเศษอย่างไร จึงขอร้องนายศิลป์ พีระศรี ให้ช่วยอธิบายและชี้แจงทางวิชาการและทางศิลปะให้ฟัง นายศิลป์ พีระศรี ก็ยินดีชี้แจงให้แจ่มแจ้งจนข้าพเจ้ารู้สึกในคุณค่าอันสูงของศิลปะ…อยากจะให้ผู้สนใจเรื่องศิลปะได้รู้บ้าง จึงขอให้นายศิลป์ พีระศรี เขียนเป็นหนังสือขึ้น…”

ข้อความดังกล่าวยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า แม้ศิลปะสุโขทัยจะถูกชนชั้นนำไทยยกย่องและใช้เป็นอุดมการณ์แห่งรัฐมาก่อนหน้านั้นนานแล้ว แต่แทบไม่เคยมีการอธิบายทางวิชาการและทางศิลปะโดยตรงมาก่อน

เนื้อหาหลักของหนังสือคือ การอธิบายวิธีการทำความเข้าใจคุณค่าและความงามตามแบบสากลและแบบไทย ซึ่งในทัศนะของท่าน เป้าหมายสูงสุดของการสร้างงานศิลปะไม่ว่าจะของชนชาติไหน คือการสร้าง “ความสะเทือนใจ” ในรูปแบบต่างๆ ให้เกิดขึ้นแก่ผู้พบเห็น

มีการนำศิลปะทั้งของตะวันตก ตะวันออก และไทย มาเปรียบเทียบกันเพื่อแสดงให้เห็นว่าแม้จะมีความแตกต่างกันในทางรูปแบบและเทคนิค แต่ก็สามารถถึงพร้อมในขั้นสุดยอดทางศิลปะได้ในระดับเดียวกัน

คงไม่เกินไปนักหากจะพูดว่า งานชิ้นนี้เป็นงานเขียนชิ้นแรกๆ ที่เข้ามายกระดับงานช่างไทยแบบจารีตในมิติทางสุนทรียภาพ และคุณค่าระดับสูงทางศิลปะในการสร้าง “ความสะเทือนใจ” ให้มีสถานะทัดเทียมเสมอหน้ากับงานศิลปะตะวันตก

แน่นอน ทัศนะเช่นนี้เราอาจเห็นร่องรอยอยู่บ้างในงานพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 โดยเฉพาะในงานเรื่อง “เที่ยวเมืองพระร่วง” แต่พระองค์แทบมิได้ทรงแสดงเหตุผลในทางหลักวิชาอะไรที่ชัดเจนนัก มีเพียงแค่การเสนอว่างานช่างไทยสมัยสุโขทัยยิ่งใหญ่ไม่แพ้ที่ใดในโลก เพียงเท่านั้น

ในขณะที่ศิลป์ พีระศรี นำงานศิลปะตะวันตกกับศิลปะสุโขทัยมาเทียบกันในระดับรายละเอียดชัดเจน ผ่านการยกตัวอย่างเศียรพระพุทธรูปสุโขทัยกับภาพเขียนพระพักตร์พระเยซู

โดยชี้ให้เห็นว่า ในขณะที่ศิลปะตะวันตกแสดงออกซึ่งความสะเทือนใจผ่านอารมณ์ความรู้สึกทางใบหน้า แววตา และท่าทางตามแบบอย่างศิลปะแนวเหมือนจริง แต่พระพุทธรูปสุโขทัยกลับแสดงออกถึงสิ่งนี้ผ่าน “ลายเส้นโค้งขึ้นและลง” อย่างประณีตในส่วนต่างๆ ที่สามารถสะท้อนถึงสภาวะแห่งการบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าได้ ดังที่ท่านสรุปไว้ตอนหนึ่งว่า

“…กล่าวย้ำไว้แล้วด้วยความจงใจถึงคำว่า ‘ลายเส้นโค้งขึ้นและลง’ เพราะต้องการจะนำท่านผู้อ่านให้เห็นข้อเท็จจริงว่าไม่มีลายเส้นอื่นๆ อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเส้นโค้งหรือเส้นตรงก็ดี ซึ่งอาจแสดงอาการให้เห็นชัดยิ่งขึ้น ถึงลักษณะสันติสุขและความสงบ ยิ่งไปกว่าลายเส้นโค้งขึ้นและลงซึ่งมีอยู่ที่พระเศียรนั้น ข้อนี้น่าประหลาดอัศจรรย์หนักหนา ที่แสดงให้เห็นถึงความมีสติปัญญาสูง และความสังเกตอย่างซึ้งของศิลปินไทย ขณะเมื่อสร้างสรรค์รูปอันทำให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจเหล่านี้ขึ้น…”

จากนั้นท่านได้อธิบายถึงคุณค่าของศิลปะตะวันตกผ่านภาพพระเยซูอย่างละเอียดเช่นกัน พร้อมสรุปว่า

“…พระเศียรพระพุทธรูปเป็นฉันใด พระเศียรรูปพระเยซูก็เป็นฉันนั้น พระเศียรทั้งสองนี้จึงเป็นศิลปะชั้นเยี่ยม เพราะมีรูปเป็นศิลปะโดยสมบูรณ์ และยิ่งกว่านั้นยังมีคุณค่าทางอารมณ์สะเทือนใจด้วย…”

และเมื่ออภิปรายต่อมาถึงการสร้างงานศิลปะพระพุทธรูปในยุคสมัยต่างๆ แม้จะนำเสนอว่าแต่ละรูปแบบที่แตกต่างกันล้วนมีคุณค่าทางศิลปะไม่ด้อยไปกว่ากัน แต่ท่านก็ยกย่องศิลปะสุโขทัยไว้เป็นยอดสุดพีระมิดของการแสดงออกทางพุทธภาวะอันเป็นอุดมคติ

“…ไม่มีพระพุทธรูปที่ชนชาติใดผลิตขึ้น หรือพระพุทธรูปที่ผลิตขึ้นในยุคสมัยต่างๆ จะเท่าเทียมซึ่งอาการสำแดงอันสมบูรณ์แห่งพระธรรมของพระพุทธศาสนา ยิ่งไปกว่าพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยนี้เลย…”

นี่คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการยกย่องศิลปะสุโขทัยให้เป็นดั่งเพชรยอดมงกุฎของความเป็นไทย แม้ดูผิวเผินอาจเป็นเพียงบทสรุปของความหลงใหลที่ประติมากรชาวตะวันตกมีต่องานช่างพื้นถิ่น

ทว่า เมื่อกรอบคำอธิบายอันเป็นระบบนี้ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางบริบทที่รัฐไทยกำลังค้นหานิยามใหม่ของความเป็นไทยในยุคสงครามเย็น

สิ่งนี้มิได้หยุดอยู่แค่ความซาบซึ้งในปริมณฑลทางศิลปะ

แต่ได้กลายเป็นอุดมการณ์ความงามทางการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดต่อมา



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ศิลป์ พีระศรีกับการประกอบสร้างคุณค่าและความงามศิลปะสุโขทัย (1)
การเมืองกลางสายน้ำเชี่ยว ! | สุรชาติ บำรุงสุข
E-DUANG | “สถานะ” ของ “รัฐบาล”   เงาสะท้อน จากผลโพล
รมช.เกษตรฯ นั่งเรือกรมประมง-ระดมอาหาร-นมกล่อง ช่วยชาวเคหะร่มเกล้า คาดต้องเผชิญน้ำท่วมสูงอีกหลายวัน เหตุพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ
50 ปี 6 ตุลา (4) การเมืองเรื่องนิรโทษกรรม
ศิลป์ พีระศรี กับการประกอบสร้าง คุณค่าและความงามศิลปะสุโขทัย (2)
ไทยใหม่ กับ สุริยา ‘ศรีบูรพา’ กับ ‘ยาขอบ’ นักเขียน ‘อาชีพ’
Default Mode Network ปล่อยให้สมองได้พักบ้าง
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (195)
อ่าน สังคม ‘สยาม’ ผ่าน ราคา ‘เบียร์’ นอก สู่สถานะ ‘นักเขียน’
พระสารสาสน์พลขันธ์ : ความคิดทางการเมือง (33)
เชลยศึกสงครามลาว (50)