bg-single

หม่อมเจ้าสกลฯ และนายปรีดี พนมยงค์ /ณัฐพล ใจจริง

18.03.2021

My Country Thailand

ณัฐพล ใจจริง

 

หม่อมเจ้าสกลฯ และนายปรีดี พนมยงค์

กับการสถาปนาเทศบาลในระบอบประชาธิปไตยไทย

 

หม่อมเจ้าสกลวรรณกร

กับระบอบประชาธิปไตย

บทบาทของหม่อมเจ้าสกลวรรณากร เจ้านายแหวกขนบ ผู้สำเร็จการศึกษาประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจจากเคมบริดจ์ โดดเด่นขึ้นภายหลังหลังการปฏิวัติ 2475 ได้ไม่นาน

ท่านทรงเป็นเจ้านายจำนวนไม่กี่ท่านที่ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลในระบอบใหม่

ด้วยสภาพบรรยาการทางการเมืองที่เปิดกว้างส่งผลให้ท่านทรงนำความตั้งใจและอุดมคติทางสังคมมาปรับใช้กับสภาพการณ์ของระบอบการปกครองใหม่ได้อย่างเต็มที่

ท่านถูกย้ายจากอธิบดีกรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นคือ ตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรพาณิชยการ (ต่อมาคือ กระทรวงเศรษฐการ)

ต่อมา เมื่อนายปรีดี พนมยงค์ แกนนำสายพลเรือนของคณะราษฎร ร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจขึ้นเพื่อยกระดับชีวิตของชาวไทยให้มีความสุขสมบูรณ์ขึ้นอย่างรวดเร็วตามหลัก 6 ประการด้วยการเสนอให้มีการรวมที่ดินให้เป็นของรัฐ

แต่แนวคิดดังกล่าวนำมาซึ่งความขัดแย้งของกลุ่มขุนนางเจ้าที่ดิน อนุรักษนิยม

ท่านทรงถูกแต่งตั้งให้เป็นกรรมการพิจารณาเค้าโครงการเศรษฐกิจในเดือนมีนาคม 2476

แต่แทบไม่น่าเชื่อ หากพิจารณาจากฐานันดรของท่าน ทรงเป็นเจ้านายผู้หนึ่งที่แสดงความเห็นสนับสนุนเค้าโครงการเศรษฐกิจอย่างแข็งขัน รวมถึงการที่ทรงแสดงจุดยืนความคิดสังคมนิยม (Socialism)

ดังสะท้อนจากทัศนะของท่านเรื่องการรวมที่ดินและแรงงานเพื่อการกสิกรรม ทรงมีความเห็นว่า แนวคิดการรวมที่ดินที่ปรากฏในเค้าโครงการเศรษฐกิจที่นายปรีดีเสนอมานั้น ไม่เพียงพอ

แต่ควรรวมที่ดินในเมืองและที่อยู่อาศัยเข้าไปด้วย

เพื่อนำที่ดินทั้งหมดของประเทศมาวางโครงการเศรษฐกิจให้ครบรูป

ในขณะที่พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีและกลุ่มอนุรักษนิยมต่อต้านโครงการนี้

แต่ท่านกลับทรงมีพระวินิจฉัยในทางตรงกันข้าม

พร้อมทรงยกตัวอย่างแนวโน้มของแนวคิดเศรษฐกิจใหม่ในยุโรปมาสนับสนุนเค้าโครงการเศรษฐกิจของนายปรีดีว่า

“เวลานี้เศรษฐกิจตามลัทธิกำลังตึงเครียด (ลิเบอรัล-Liberal) ในยุโรปนั้นทำให้เกิดความปั่นป่วนทั่วไปแล้ว วิธีโซเชียลลิสต์จะเข้ามาเป็นแทนที่”

เมื่อความขัดแย้งจากเค้าโครงเศรษฐกิจส่งผลให้รัฐบาลอนุรักษนิยมของพระยามโนปกรณ์ฯ ออกพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรและงดใช้รัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม เพื่อมิให้สภาพิจารณาเค้าโครงเศรษฐกิจได้แล้ว

ไม่นานจากนั้น พระยามโนปกรณ์ฯ ย้ายหม่อมเจ้าสกลฯ จากปลัดกระทรวงเกษตรพาณิชยการไปเป็นหัวหน้ากองการโฆษณาการในปลายเดือนเมษายนนั้นเอง

ต่อมา เมื่อพระยาพหลฯ รัฐประหารล้มรัฐบาลพระยามโนปกรณ์ฯ ในเดือนมิถุนายน 2476 แล้วพร้อมประกาศใช้รัฐธรรมนูญอีกครั้ง

ท่านทรงได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลย้ายท่านกลับไปรับราชการที่กระทรวงมหาดไทยอีกครั้งในตำแหน่งเป็นที่ปรึกษากระทรวงมหาดไทยเพื่อช่วยงานรัฐบาลในการจัดตั้งเทศบาลขึ้น

หม่อมเจ้าสกลฯ ผู้ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบเทศบาล 2476

แนวคิดการเทศบาลใหม่

ของหม่อมเจ้าสกลวรรณากร

สําหรับงานสำคัญชิ้นแรกของหม่อมเจ้าสกลฯ ในฐานะที่ปรึกษากระทรวงมหาดไทย คือ การนำเสนอความคิดผ่านบันทึกจำนวน 2 เรื่อง

คือ บันทึกการปรุงแต่งเทศบาลในสยาม กับหลักเทศบาลในนานาประเทศ

ท่านวิจารณ์ (ร่าง) กฎหมายเทศบาลฉบับเดิมถูกร่างในช่วงที่ไทยยังไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นไปเพื่อแก้ปัญหาขัดข้องในการปกครองชุมชนหรือเมืองต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการสาธารณสุข ดังนั้น ร่างกฎหมายนั้นจึงเน้นงาน “การบำรุง”

เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว จุดมุ่งหมายตามกฎหมายเทศบาลฉบับใหม่นี้มีความหมายถึงลักษณะ “การปกครอง” ตนเองของท้องถิ่นด้วย

ทรงเห็นว่าเทศบาลคือ “การปกครองที่โดยราษฎรผู้มีสิทธิ์ออกเสียงผู้แทนฯ ของตนขึ้นเป็นสภา ทำหน้าที่ทางปกครองร่วมมือกับเจ้าพนักงาน”

ต่อมา ภายใต้รัฐบาลพระยาพหลฯ ได้ตั้งกรรมาการร่าง พ.ร.บ.เทศบาลขึ้น ประกอบด้วยหม่อมเจ้าสกลฯ เป็นประธานกรรมการ หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ และนายปรีดี พนมยงค์

พวกเขาใช้เวลาร่างเพียง 3 เดือน ต่อมารัฐบาลจึงเสนอร่างกฎหมายนี้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรต่อไป

นายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีมหาดไทย

เทศบาลแบบประชาธิปไตย

กับการกระจาย “การบำรุง”

และ “การปกครอง” สู่ท้องถิ่น

พ.ร.บ.จัดระเบียบเทศบาล (2476) วางหลักการที่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ท้องถิ่นและให้สิทธิ์แก่พลเมืองแต่ละท้องถิ่นในการปกครองตนเอง โดยคำนึงถึงหลักการบริหารราชการแผ่นดินที่เกิดขึ้นใหม่อันแบ่งการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 3 ส่วน

โดยเทศบาลเป็นส่วนราชการในระดับท้องถิ่นถูกออกแบบเพื่อให้พลเมืองได้ปกครองตนเองตามระบอบประชาธิปไตย และมีบทบัญญัติที่กำหนดหลักการเกี่ยวกับ “การบำรุง” และ “การปกครอง” ให้เกิดขึ้นในระดับฐานราก

กฎหมายดังกล่าวแบ่งออกเป็น 6 หมวด จำนวน 65 มาตรา

นายปรีดีชี้แจงหลักการของกฎหมายฉบับนี้ในการประชุมของสภาผู้แทนฯ ว่า “การเทศบาลนั้นเราจำเป็นที่จะต้องกระทำกิจการหลายอย่าง ไม่ใช่แต่การสุขาภิบาลอย่างในครั้งก่อน ซึ่งทำกันแต่อย่างเดียวเท่านั้น”

ในที่สุด สภาผู้แทนฯ ผ่านกฎหมายดังกล่าว และประกาศใช้เมื่อ 24 เมษายน 2477

เมื่อ พ.ร.บ.จัดระเบียบเทศบาล ประกาศใช้แล้ว หม่อมเจ้าสกลฯ ยังคงมีส่วนช่วยวางรากฐานการเทศบาลในประเทศสยามต่อไป โดยเฉพาะการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเทศบาลซึ่งเป็นความรู้ใหม่ในสังคมไทย ผ่านการอบรมข้าราชการเพื่อเป็นที่ปรึกษาเทศบาลของเทศบาลของมหาดไทย

ขณะนั้น มีนายปรีดีเป็นรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (มธก.) ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นในเดือนมิถุนายน 2477 รับหน้าที่ในการจัดการอบรมที่ปรึกษาเทศบาลให้กับรัฐบาล โดยการหมุนเวียนข้าราชการจากต่างจังหวัดผลัดกันเข้ามาอบรบที่ มธก.

ต่อมา นายปรีดีในฐานะผู้ประศาสน์การ มธก. ได้แต่งตั้งหม่อมเจ้าสกลฯ ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์วิสามัญ เป็นผู้สอนในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ในกฎหมายการคลัง อาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา เศรษฐศาสตร์พิสดาร เป็นต้น

ต่อมา ท่านทรงนิพนธ์ตำราประกอบการสอน เช่น กฎหมายการคลัง ( 2477) สากลเทศบาล (2478) อีกด้วย

หม่อมเจ้าสกลฯ ทรงมีอุดมคติถึงความสำคัญของการเทศบาลในฐานะที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและเป็นหนทางในการสร้างความสุขสมบูรณ์ให้กับประชาชนว่า

“…การปกครองจากภายนอกอาจให้ผลดีบ้างก็จริงอยู่ แต่สู้การปกครองตนเองไม่ได้ หลักนี้เป็นความจริงสำหรับการปกครองท้องถิ่นเช่นเดียวกับสำหรับการปกครองประเทศ… การปกครองตนเองเป็นการปกครองของคนจำนวนมาก ซึ่งมีส่วนได้เสียมากในท้องถิ่น แต่การปกครองจากภายนอกเป็นการปกครองของคนจำนวนน้อย ซึ่งมีส่วนได้เสียน้อยในท้องถิ่น” (สกลวรรณากร วรวรรณ, 2496, 41-42)

ต่อมารัฐบาลแต่งตั้งหม่อมเจ้าสกลฯ เป็นประธานร่วมสำรวจโภคกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือในต้นปี 2477 เพื่อใช้สำรวจข้อมูลในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจร่วมกับนายเยมซ์ เอ็ม. แอนดรูส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

ด้วยเหตุความเชี่ยวชาญและทรงความรู้ในฐานะนักวิชาการของหม่อมเจ้าสกลวรรณากรมีอย่างกว้างขวาง ทำให้ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นราชบัณฑิต สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ในสาขาปรัชญาในปี 2477

นอกจากนี้ ท่านยังได้รับมอบหมายให้เป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร อันทำให้ท่านมีโอกาสทำงานร่วมกับกลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนฯ ผู้มาจากอีสานของนายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ที่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์แนบแน่นกัน

จนนำไปสู่ความร่วมมือจัดตั้งพรรคสหชีพ ซึ่งมีนโยบายแบบสังคมนิยมประชาธิปไตยภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

อย่างไรก็ตาม หม่อมเจ้าสกลฯ ทรงรับราชการในตำแหน่งที่ปรึกษากระทรวงมหาดไทยเรื่อยมาถึง 2484 ท่านทรงกราบถวายบังคมลาออกจากราชการโดยไม่ทราบเหตุผล

อาจวิเคราะห์ได้ว่า มีความเป็นไปได้ว่า ท่านอาจมีปัญหาในการทำงานร่วมกับรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม

โดยเฉพาะทัศนคติทางการเมืองที่ขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด

อันเนื่องจากรัฐบาลจอมพล ป.มีลักษณะโน้มเอียงไปทางแนวคิดทหารนิยม

ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงทรงยุติบทบาทในทางราชการและทรงหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ไทยจวบกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ท่านจึงกลับมามีบทบาทโลดแล่นบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง

ท่ามกลางสายธารของการเฟื่องฟูของกระแสแนวคิดสังคมนิยมเมื่อสงครามจบสิ้นลง

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน