bg-single

ขัตติยะผู้มีหัวใจให้ผู้ถูกกดขี่ : หม่อมเจ้าสกลวรรณากร /ณัฐพล ใจจริง

31.03.2021

My Country Thailand

ณัฐพล ใจจริง

 

ขัตติยะผู้มีหัวใจให้ผู้ถูกกดขี่

: หม่อมเจ้าสกลวรรณากร

 

“ที่ข้าพเจ้ากล่าวว่า ประวัติศาสตร์ของรัฐค่อนข้างสกปรกนั้น คือ รัฐนั้นแทนที่จะวางตัวเป็นกลาง เป็นผู้ให้ความคุ้มครองและเห็นอกเห็นใจราษฎรทั้งมวล รัฐกลับกลายเป็นมีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นเครื่องมือของคนฝ่ายข้างน้อยและใช้ประโยชน์จากคนฝ่ายข้างมากเป็นเครื่องมือปอกลอกคนฝ่ายข้างมาก…”

(สกลวรรณากร, ปาฐกถาเรื่อง นักศึกษากับสังคม, 25-26)

 

เจ้าชายนักวิชาการ

หม่อมเจ้าสกลวรรณากร เจ้านายผู้มีหัวก้าวหน้า ทรงมีความรอบรู้และมีความเชี่ยวชาญด้านวิชาปกครองและเศรษฐกิจ จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นอาจารย์ผู้สอนวิชาการคลัง (Public Finance) ให้แก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี 2465

นอกจากนี้ ไม่แต่เพียงท่านเคยแสดงปาฐกถาให้ความรู้ อาทิ การสาธารณสุข งานปกครอง ในสถานที่ต่างๆ อาทิ ที่ประชุมสมุหเทศาภิบาล สามัคยาจารย์สมาคม โรตารีคลับในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์เท่านั้น แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แล้ว ท่านยังได้รับเชิญให้ปาฐากถาในสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนทางวิทยุกระจายเสียงอีกด้วย

ต่อมา รัฐบาลจึงได้มีมติแต่งตั้งท่านเป็นราชบัณฑิตสาขาปรัชญาอีกด้วย

ภายหลังการตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (มธก.) (2477) แล้ว มหาวิทยาลัยแต่งตั้งให้ท่านเป็นศาสตราจารย์วิสามัญประจำมหาวิทยาลัย และทรงได้รับเชิญให้สอนในระดับชั้นปริญญาตรีและโทตั้งแต่แรกสถาปนา อาทิ กฎหมายการคลัง อาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา เศรษฐศาสตร์พิสดาร กฎหมายอุตสาหกรรมและกฎหมายกรรมกร วิทยาการคลัง กฎหมายปกครองพิสดาร เศรษฐกิจระหว่างประเทศ เป็นต้น

นอกเหนือจากนี้ ท่านยังแต่งตำรา เช่น กฎหมายการคลัง (2477) สากลเทศบาล (2478) วิทยาศาสตร์การคลัง (2491) และเทศบาลและสาธารณูปโภค (2496)

หม่อมเจ้าสกลฯ ในปัจฉิมวัย

ในช่วงทศวรรษ 2490 ในขณะที่ท่านทรงทำหน้าที่เป็นผู้บรรยายให้ มธก.นั้น ท่านทรงเสนอแนวคิดที่สำคัญหลายประการที่สะท้อนถึงความเป็นนักปฏิรูปผ่านการสอน

เช่น ทรงเสนอให้เทศบาลจัดตั้งองค์การให้บริการสาธารณูปโภคด้วยการผสมผสาน “คติทางเศรษฐกิจแบบเก่า” ที่ยึดถือหลักเสรีนิยม และ “คติใหม่” ที่เน้นการวางแผนเข้าหากัน

บทบาทของรัฐบาลในการสร้างความเป็นธรรมให้สังคมด้วยการลงทุนในการพัฒนาพลเมืองผ่านการใช้จ่ายในการสาธารณสุขและการศึกษา

อีกทั้งทรงเสนอให้รัฐบาลเน้นรายจ่ายสาธารณะเพื่อบริการสังคม และให้รัฐบาลเพิ่มรายได้ด้วย “การเก็บภาษีจากคนชั้นหนึ่งและใช้จ่ายกับคนอีกชั้นหนึ่ง”

เช่น ภาษีมรดก มาเป็นเงินสำหรับจัดบริการสังคม การศึกษา การประกันสุขภาพและการประกันการว่างงาน ซึ่งความคิดของท่านมีความก้าวหน้าอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ ท่านทรงสนอว่า ในอนาคตนโยบายทางการคลังของรัฐบาลจะ “ไม่แต่เพื่อบูรณะและคลี่คลายเศรษฐกิจของประเทศแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากต้องบูรณะและคลี่คลายความเป็นธรรมในสังคมด้วย มิฉะนั้นจะหวังให้มีเสถียรภาพทางการเมืองอย่างถาวรได้ยากในภาวะโลกสมัยปัจจุบัน” อีกด้วย

หนังสือปาฐกถาที่ตีพิมพ์ปาฐกถาเรื่อง นักศึกษากับสังคม

ปาฐกถา “นักศึกษากับสังคม”

เมื่อ มธก.เข้าสู่ช่วงเวลาผันผวนในช่วงทศวรรษ 2490 เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง ภายหลังการรัฐประหาร 2490 ส่งผลให้นายปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยต้องลี้ภัยไปยังต่างประเทศ

รวมถึงมีความพยายามของคณะรัฐประหาร 2490 ในการควบคุมมหาวิทยาลัยภายหลังการเกิดกบฏวังหลวง 2492

ท่ามกลางบรรยากาศความวุ่นวายข้างต้น ส่งผลให้บรรดานักศึกษาเริ่มมีการรวมกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้กับแรงกดดันจากภายนอกและภายใน

ดังจะเห็นได้จากการตั้งสโมสรนักศึกษาหรือการรวมกลุ่มประท้วงการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของรัฐบาลต่อนักศึกษา

นอกจากนี้ นักศึกษาหัวก้าวหน้ายังจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวอย่างแข็งขันนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2490

อาทิ การจัดทำวารสารธรรมจักร (2493) ซึ่งเป็นวารสารของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง การจัดปาฐกถาแนวสังคมนิยม (2493-2495) และการรณรงค์สันติภาพ (2495) เป็นต้น

ในปี 2493 นักศึกษาหัวก้าวหน้าจัดปาฐกถาในฤดูร้อนขึ้น โดยนายผิน บัวอ่อน หัวหน้าแผนกปาฐกถาและโต้วาทีของคณะกรรมการนักศึกษาเชิญปัญญาชนผู้มีชื่อเสียงมาเป็นองค์ปาฐกหลายคน

หนึ่งในนั้นคือ หม่อมเจ้าสกลฯ

เมื่อต้นปี 2494 ท่านทรงรับเชิญและแสดงปาฐกถาเรื่อง

“นักศึกษากับสังคม”

ความตื่นตัวของนักศึกษา มธก.ช่วงกลางทศวรรษ 2490

ในช่วงเริ่มต้นปาฐกถา ท่านทรงกล่าวว่า ทรงพอใจในชื่อหัวข้อที่นักศึกษาตั้งมาเป็นอย่างยิ่ง ตลอดจนทรงกล่าวเผยความคิดทางการเมืองของท่านที่ทรงอำพรางมาตลอดพระชนม์ชีพต่อที่ประชุมว่า “ข้าพเจ้าขอประกาศโดยเปิดเผยว่า ข้าพเจ้าเป็นโซเชียลลิสต์ ซึ่งถ้าพูดเป็นภาษาไทยในสมัยนี้ก็เห็นจะเรียกว่า นักสังคมนิยม และข้าพเจ้าได้เป็นมาแล้วกว่า 40 ปี ตั้งแต่ได้สมัครเข้าเป็นภาคีสมาชิกของสมาคมเฟเบียน”

จากนั้น ท่านอธิบายแนวคิดและกิจกรรมต่างๆ ของสมาคมเฟเบียนให้ที่ประชุมทราบ ต่อมาจึงได้ทรงกล่าวถึงวิวัฒนาการของสังคมตามแนวคิดสังคมนิยมและแนวคิดการจัดสวัสดิการสังคมในประเทศต่างๆ ตลอดจนทรงวิเคราะห์ปัญหาของสังคมไทยว่า

“เรามีบางอย่างคล้ายกับฟิวดะลิสต์ เรามีเลก เรามีไพร่ มีนา เรามีศักดินา มีประเพณีต่างๆ …ประเพณีนิยม หลักอันนี้ยังครอบงำเราอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งข้าพเจ้าอยากจะเรียกว่า หลักชายกระเบน คือ การอ้างเอาประเพณีมาเที่ยวข่มคนอื่น… การที่พวกเลก พวกไพร่ถูกผูกติดอยู่กับที่ดินนั้น ไม่ใช่ล่ามโซ่ไว้จริงๆ หรอก เขาเอาประเพณีนี่แหละข่มไว้ ตัวประเพณีนี่แหละที่อาจฆ่าคนได้ถึงเจ็ดชั่วโครต…” (ปาฐกถาเรื่อง นักศึกษากับสังคม, 17-18)

ในการปาฐกถาครั้งนี้ ไม่แต่เพียงเท่านั้น ประเด็นปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นจากความเหลื่อมล้ำต่ำสูงแล้ว ยังมีเหตุมาจากปัญหาเศรษฐกิจ ปรัชญา และวัฒนธรรมอีกด้วย ท่านทรงชี้ว่า อีกสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคมอย่างสำคัญคือ ปัญหาเรื่องรัฐ ดังความว่า

“ในฐานะที่เราเป็นนักศึกษาควรใคร่ครวญลักษณะของรัฐเท่าที่เป็นมาแล้วในประวัติศาสตร์ว่า ประวัติของรัฐงดงามตลอดมา หรือมีสกปรกอยู่บ้าง ข้าพเจ้าขอเสนอว่า รัฐได้ทำประโยชน์ให้แก่สังคมมนุษย์เป็นอันมาก… คือ ทำหน้าที่เป็นตำรวจมาอย่างดี แต่มาสมัยนี้ มีปัญหานอกจากการคุ้มครองป้องกัน คือปัญหาเรื่องก่อสร้างความเจริญ ก่อสร้างความก้าวหน้าแห่งสังคม ปัญหานี้ เราอย่ามัวหลงเข้าใจว่า การคุ้มครองเพื่อความปลอดภัยนั้นเป็นเรื่องเดียวกับการบำรุง ที่ข้าพเจ้ากล่าวว่า ประวัติศาสตร์ของรัฐค่อนข้างสกปรกนั้น คือมีตัวอย่างอยู่บ่อยๆ ว่า รัฐนั้นแทนที่จะวางตัวเป็นกลาง เป็นผู้ให้ความคุ้มครองและเห็นอกเห็นใจราษฎรทั้งมวล รัฐกลับกลายเป็นมีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นเครื่องมือของคนฝ่ายข้างน้อยและใช้ประโยชน์จากคนฝ่ายข้างมาก เป็นเครื่องมือปอกลอกคนฝ่ายข้างมาก…”

(ปาฐกถาเรื่อง นักศึกษากับสังคม, 25-26)

 

ช่วงท้ายของปาฐกถา ท่านอธิบายเกี่ยวกับ “สามัคคีธรรม” (Principle of Association) ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับแนวคิดสหชีพว่า สามัคคีธรรมเป็นหัวใจของระบบสังคมนิยม ซึ่งจากหลักของสมาคมเฟเบียนแล้ว หลักสามัคคีธรรมมีลักษณะใกล้เคียงกับการผลิตของของสังคม โดยการรวมทุนซึ่งประกอบด้วยทุนธรรมชาติและแรงงานในสังคม ตัวอย่างของการใช้หลักสามัคคีธรรม เช่น การจัดตั้งองค์การสาธารณะ (Public Corporation) โดยอาศัยทุนของรัฐหรือสังคมทำหน้าที่จัดสาธารณูปโภคให้กับสังคม

ท่านทรงกล่าวปิดท้ายการปาฐกถาครั้งนั้นว่า “ในการปาฐกถาวันนี้ ท่านผู้ใดจะเข้าใจว่า ข้าพเจ้ามีสีกระเดียดไปทางชมพูๆ หรือจะแดงหน่อยๆ ข้าพเจ้าก็ไม่น้อยใจเลย…” (ปาฐกถาเรื่อง นักศึกษากับสังคม, 32)

ในช่วงท้ายของพระชนม์ชีพ ภายหลังการรัฐประหาร 2490 แล้ว ท่านปลีกตัวไปเป็นเกษตรกรอยู่ที่จังหวัดชลบุรีอย่างเงียบๆ กระนั้นก็ดี พระองค์หาได้ทรงทิ้งความเป็นนักวิชาการ และผู้รอบรู้ไม่ แต่ท่านยังคงทรงอุทิศตนเป็นผู้บรรยายให้กับนักศึกษาปริญญาตรีและโทที่ มธก.เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้ไปร่วมรังสรรค์สังคมไทยที่พึงประสงค์ต่อไป

จวบกระทั่งทรงสิ้นชีพิตักษัยในปี 2496 ในหนังสือที่ระลึกงานพระศพของท่านบันทึกถึงลักษณะพระอุปนิสัยอุตสาหะและความมุ่งมั่นทางวิชาการของท่านอย่างน่าประทับใจว่า

“เมื่อท่านสิ้นพระชนม์ไปแล้ว กระดาษสอบไล่ชั้นปริญญาโทของนักศึกษา ยังใส่ซองกองพะเนินอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือของท่าน ยังหาทันได้ตรวจเสร็จไม่”

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน