bg-single

ล้อมคอก ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’

27.09.2026

สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน

การตื่นตัวเร่งจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และสั่งชะลอการออกใบอนุญาตตั้งดาต้าเซ็นเตอร์หรือศูนย์ข้อมูลของรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” ถือว่ายังไม่สายเกินแก้

เพราะหากนิ่งเฉยปล่อยให้แต่ละหน่วยงานทำกันเองเหมือนที่ผ่านมา อนาคตประเทศไทยจะเป็นแหล่งรวมขยะดาต้าเซ็นเตอร์ของโลกอย่างแน่นอน

ช่วง 2-3 ปีนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ คลาวด์ และเอไอเร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ชนิดก้าวกระโดด เนื่องจากทั่วโลกต้องการใช้ข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ตในปริมาณสูงมาก

ทั้งนำไปวิเคราะห์ประมวลผล ทำกราฟิก เขียนอีเมล ส่งข้อความผ่านไลน์ เฟซบุ๊ก ทำวิดีโอโชว์ในติ๊กต็อก หรือดูหนังฟังเพลงผ่านยูทูบ เน็ตฟลิกซ์

ที่สำคัญ ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นตัวเร่งให้เทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างสมาร์ตซิตี้ สมาร์ตกริด สมาร์ตมิเตอริ่ง รถยนต์ไร้คนขับ เทคโนโลยีโดรน และเศรษฐกิจดิจิทัลเกิดการขับเคลื่อนก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

แต่ละวันชาวโลกรับส่งข้อมูลผ่านดาต้าเซ็นเตอร์ไม่น้อยกว่า 600 ล้านเทราไบต์ ซึ่งมโหฬารมาก เพราะแค่ 1 เทราไบต์ มีปริมาณข้อมูลทั้งภาพ เสียง ตัวอักษรอัดแน่นเทียบเท่าหนังสือขนาด 300 หน้า มากถึง 500,000 เล่ม

เอาหนังสือทั้งหมดมาเรียงบนชั้นหนังสือได้ยาว 15 กิโลเมตร พอๆ กับห้องสมุดในมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ

ดาต้าเซ็นเตอร์ผุดเป็นดอกเห็ดใน 170 ประเทศ ประมาณ 12,000 แห่ง สหรัฐมีดาต้าเซ็นเตอร์มากที่สุดในโลก ราว 4,700 แห่ง ตามด้วยจีน ยุโรป ญี่ปุ่น และสิงคโปร์

ดาต้าเซ็นเตอร์มีหลายประเภท ในกลุ่มบริษัทเทคยักษ์ใหญ่อย่างกูเกิล อะเมซอน ไมโครซอฟต์ จะใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล (hyper scale) ติดตั้งเซิร์ฟเวอร์เก็บข้อมูล ระบบจ่ายไฟ เครื่องเก็บกระแสไฟสำรองฉุกเฉิน ระบบปรับอากาศ ระบายความร้อนขนาดใหญ่

ดาต้าเซ็นเตอร์ทุกแห่งต้องใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อหล่อเลี้ยงเครื่องเซิร์ฟเวอร์

ถ้าเป็นไฮเปอร์สเกลจะใช้ไฟฟ้าวันละ 2,400 เมกะวัตต์/ชั่วโมง หรือ 2.4 ล้านหน่วย เทียบกับบ้าน 240,000 หลังที่ใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยหลังละ 10 หน่วยต่อวัน

ใช้น้ำสำหรับระบายความร้อนและหล่อเย็นวันละ 2 ล้านลิตร เทียบเท่าบ้าน 4,000 หลัง

สำหรับบ้านเรา เฉพาะในกรุงเทพมหานครมีดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็ก 31 แห่ง ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในตึกอาคาร หน่วยงานราชการเปิดใช้มานานแล้ว

คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. บอกว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ไม่ถึงขั้นไฮเปอร์สเกล ใช้ไฟฟ้ารวมกันไม่ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ของการใช้ไฟฟ้าสูงสุดใน กทม. ส่วนน้ำใช้น้อยกว่าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่

แต่ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเรื่องใหม่สำหรับบ้านเรา จึงไม่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน ที่ผ่านมาการขออนุญาตจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์เป็นไปอย่างมั่วๆ ใช้ช่องโหว่กฎหมายอ้างขอตั้งโกดังเก็บสินค้า หลีกเลี่ยงการขออนุญาตจัดทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

อีกเหตุผลที่ผู้ลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม. เพราะระบบสายส่งกระแสไฟฟ้ามีความเสถียรสูงกว่าพื้นที่ต่างจังหวัด มีโครงข่ายไฟเบอร์ออพติกรองรับระบบอินเตอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพ รองรับอุปกรณ์ไอทีขนาดใหญ่

แต่เมื่อเปิดใช้อาคารดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม. ปัญหาก็ตามมา เกิดมลพิษทางเสียง เพราะพัดลมระบายความร้อนทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ปล่อยไอร้อนสร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนข้างเคียง บางแห่งเก็บสำรองถังน้ำมันขนาดใหญ่มากถึง 4 แสนลิตร เพื่อใช้ปั่นไฟฉุกเฉิน เกิดกลิ่นฉุนจากถังน้ำมันโชยและเสียงดังจากเครื่องปั่นไฟ

ดาต้าเซ็นเตอร์บางแห่งได้รับอนุญาตให้ตั้งใกล้ๆ กับโรงพยาบาลและชุมชนขนาดใหญ่ เพราะไม่มีกฎหมายควบคุมเฉพาะเรื่องโซนนิ่ง จึงไม่สนใจว่าจะสร้างความเดือดร้อนให้ชุมชนแค่ไหน

ในงาน Gastech 2026 ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ เมื่อไม่กี่วันมานี้ ได้ประเมินงานประมวลผลเอไอของหน่วยงานต่างๆ ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจากปีละ 10 เปอร์เซ็นต์ เป็น 50 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 3 ปี

และจะเกิดการลงทุนขนาดใหญ่ด้านดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย อย่างเช่นบริษัทอะเมซอน เว็บเซอร์วิส หรือ AWS ราว 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 190,000 ล้านบาท

แนวโน้มการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยจึงมีทิศทางค่อนข้างชัดและยากที่หลีกเลี่ยง เพราะเป็นทิศทางหากอนาคตต้องการให้ไทยก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ

การตั้งบอร์ดจัดระเบียบควบคุม “ดาต้าเซ็นเตอร์” ของรัฐบาลชุดนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างยิ่งและต้องรวดเร็วครอบคลุมทุกมิติ มิเช่นนั้นจะเกิดปัญหาในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความมั่นคงทางไฟฟ้า ถ้าดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล อย่างเช่น AWS ต้องใช้ปริมาณไฟฟ้าจำนวนมากหล่อเลี้ยงระบบเซิร์ฟเวอร์ 24 ชั่วโมง

ปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลจะมีผลต่อแผนพัฒนาพลังงานสะอาด ถ้าไม่ตั้งกฎกติกาบังคับให้ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ หรือพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ดาต้าเซ็นเตอร์จะไปดึงไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล จะยิ่งทำให้ไทยมีปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูงขึ้นสวนทางโลก

ส่วนการแย่งชิงน้ำจากชุมชนเพื่อเอามาใช้ในระบบหล่อเย็นภายในห้องดาต้าเซ็นเตอร์จะเกิดขึ้นแน่ หากดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในเขตอีอีซีก็ไปแย่งน้ำจากเกษตรกรที่ปลูกพืชไร่และโรงงานอุตสาหกรรมประเภทอื่นๆ

การกำหนดเขตตั้งดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเรื่องจำเป็นเช่นกัน เพราะถ้าปล่อยให้ตั้งที่ไหนก็ได้ จะเกิดปัญหาเหมือนที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ชาวบ้านผวาไอร้อนจากเครื่องปั่นไฟ เครื่องปรับอากาศที่ทำงาน 24 ชั่วโมง เกิดความเสี่ยงว่าจะมีไฟไหม้ถ้าดาต้าเซ็นเตอร์กักเก็บตุนน้ำมันในปริมาณมหาศาลในเขตชุมชน

ในมุมกลับกัน การเปิดทางให้จัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์อย่างง่ายดาย ไม่มีกฎกติกาบังคับที่เข้มงวดจะทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งขยะดาต้าเซ็นเตอร์ของโลก เพราะใครๆ ก็อยากได้แหล่งทรัพยากรของไทย ทั้งน้ำ ไฟ ซึ่งมีราคาถูกกว่าที่อื่นๆ ในอาเซียน และอีกหลายประเทศทั่วโลก

เราต้องยอมรับว่า ไทยมีความอ่อนด้อยในเรื่องความรู้ทางเทคโนโลยีดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ก็ยังเป็นเรื่องใหม่ อุปกรณ์ที่ใช้ล้วนต้องนำเข้า แทบไม่มีคำว่าเมดอินไทยแลนด์ ระยะแรกในระหว่างก่อสร้าง จะได้ผลประโยชน์แค่ค่าแรง ค่าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ค่าน้ำค่าไฟฟ้า และราคาที่ดินที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่เมื่อเปิดใช้ดาต้าเซ็นเตอร์เต็มรูปแบบ มีการจ้างงานวิศวกร ช่างไฟ ช่างประปา แม่บ้าน และ รปภ.เพียงไม่กี่คน นอกเหนือจากนี้ เจ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ใช้เทคโนโลยีเอไอควบคุมระบบทั้งหมด ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีศูนย์ปฏิบัติการในเมืองไทย

ดังนั้น เราต้องเขียนกฎกติกาบังคับ คือทุกดาต้าเซ็นเตอร์ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย เพื่อสร้างการเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เท่าทันโลก และบังคับให้ใช้คลาวด์ที่เป็นของไทยด้วยเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

ขอยกตัวอย่างกรณีการออกกฎหมายควบคุมการเติบโตของ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ในสิงคโปร์เป็นไปอย่างเข้มข้นมาก

ล่าสุดเมื่อต้นเดือนนี้ รัฐสภาสิงคโปร์เสนอร่างกฎหมายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure Bill) ให้เข้มขึ้นมาอีก กำหนดให้ผู้จัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์และผู้ให้บริการคลาวด์ต้องมีใบอนุญาต 2 ใบ

ใบอนุญาตฉบับที่ 1 กำหนดเกณฑ์ด้านความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม บังคับให้ผู้ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้กระแสไฟฟ้าตั้งแต่ 3 เมกะวัตต์ขึ้นไปยื่นรายละเอียดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการใช้พลังงานสะอาด

ใบอนุญาตฉบับที่ 2 ว่าด้วยความมั่นคงและความต่อเนื่องทางธุรกิจ บังคับให้ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ระดับที่ต้องใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 10 เมกะวัตต์ขึ้นไป รวมถึงผู้ให้บริการคลาวด์ต้องยื่นแผนป้องกันความเสี่ยงอย่างรอบด้านตั้งแต่ภัยไซเบอร์ ข้อมูลรั่วโดนแฮ็ก เกิดปัญหาไฟดับ ระบบหล่อเย็นพังจะต้องมีแผนจัดการอย่างไร และยังต้องทำแผนบริหารความเสี่ยง แผนกู้คืนระบบจากเหตุภัยพิบัติ และต้องรายงานให้กระทรวงการพัฒนาดิจิทัลและสารสนเทศสิงคโปร์ในทันที

ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวนี้ยังกำหนดโทษกับเจ้าของดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ที่มีเจตนาหลีกเลี่ยง จะถูกปรับสูงสุด 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ 10% ของรายได้ต่อปีในสิงคโปร์

สุดท้ายขอฝากนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เร่งจัดการปัญหาความแตกแยกของ “กสทช.” องค์กรกำกับดูแลด้านการใช้คลื่นความถี่ โครงข่ายอินเตอร์เน็ตและคลาวด์เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการคุม “ดาต้าเซ็นเตอร์” ให้อยู่ในกฎกติกา

เพราะจนถึงขณะนี้ บอร์ด กสทช.ต่างเล่นเกมปั่นกระแสจนไม่สามารถจัดประชุมได้รวม 11 ครั้งแล้ว

งานสำคัญๆ คั่งค้างเพียบเกือบร้อยเรื่อง

อย่าลืมว่านายกฯ เป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศ จึงไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้ยืดเยื้อคาราคาซังให้ชาวเมืองรู้สึกเอือมระอาอีกต่อไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เครื่องรางชั้นสูง ‘ตะกรุดเก้ากุ่ม’ หลวงพ่อครูบาวัง วัดบ้านเด่น สุดยอดวัตถุมงคลจังหวัดตาก
ล้อมคอก ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’
ข้าวผัดน้ำพริกปลาทู
กระต่ายจันทร์
อสังหาฯ ปรับตามกำลังซื้อ
สารพันปัญหาเอเชี่ยนเกมส์ เมื่อญี่ปุ่นลดไซซ์เพื่อความยั่งยืน
ฮุนได STARIA Hybrid 11 ที่นั่ง ขุมพลังทางเลือกใหม่ ครั้งแรกในไทย
อ่านคนไร้ราก (3)
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 25 กันยายน – 1 ตุลาคม 2569
ภาพประกอบจาก กลุ่มวัชรสิทธา
ฆราวาสปฏิบัติธรรม
E-DUANG | ศึกษา อดีต เข้าใจ ปัจจุบัน ทาง ความคิด ทาง การเมือง
เดนตายในผ้าเหลือง | จัดฉากว่าตายแล้ว